วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

20.6 ชีวิต ที่.....หมอชิต











ตอนที่ 7

วันนี้ ....กับ วันนั้น







มีเรื่อง ฮิท ๆ ในวันที่ บันทึกเรื่องเล่า เล่าเรื่อง เสี้ยว.....ของชีวิต  ในขณะนี้ ของบ้านเมือง ทำให้ฉุกคิดถึงเหตุการณ์ ที่คล้ายคลึงกัน แต่ต่างด้ว ตัวบุคคล...สถานที่...และวัตถุประสงค์ นั่นก็คือ เรื่อง คุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จากประเทศไทยไป ปฏิบัติภาระกิจ ในการประชุมสหประชาชาติ แล้วถูกยึดอำนาจ เมื่อถูกคณะปฏิวัติ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549  ได้เดินทางกลับ ประเทศไทย ซึ่งเหตุการณ์นี้ ตรงกับ กรณี จอมพลถนอม กิติขจร และ จอมพลประภาส จารุเสถียร เดินทางกลับประเทศ เหมือนกัน หลังจากต้องลี้ภัย ไป เมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 แล้วเดินทางกลับประเทศ  ช่วงเดือนสิงหาคม 2519 และ กันยายน 2519 จนเป็นสาเหตุ ให้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 วันมหาวิปโยค ของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง บันทึกประวัติศาสตร์ประเทศไทย
                                                             
เพียงแต่ ต่างกรรม ต่างวาระกัน ทั้งสองกรณี ดังกล่าว ของสองจอมพล คนสุดท้ายของประเทศไทย เกิดขึ้น เมื่อ 30 ปี ผ่านมาแล้ว เราเองอยู่ในเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งสองเหตุการณ์ โดยเฉพาะ จอมพลประภาส จารุเสถียร เกี่ยวข้องโดยตรง ตั้งแต่วินาทีแรก ที่เครื่อง ปลดล้อ สัมผัสแผ่นดิน ที่ท่าอากาศยาน ดอนเมือง เพราะขณะนั้น ทำงานอยู่ที่ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7

วันนั้น กับ วันนี้ ต่างกันมากมาย เพราะวันนั้น วันที่ผ่านมานาน 30 ปี มีผู้คนออกมาคัดค้าน กันเต็มถนนราชดำเนิน ผู้ที่สนับสนุนการกลับมาของ ทั้งสองจอมพล ในวาระของทั้งสองท่าน ถึงจะเป็นญาติ เป็นผู้ใกล้ชิด เป็นคนที่รัก เป็นคนในปกครอง รวมถึง คนที่เคยได้ประโยชน์สมประสงค์ หรือ อดีตผู้ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ ไม่มีใครกล้าออกมาเผชิญ หรือ แสดงความสนับสนุน จะมีเพียง เจ้านาย ที่เราทำงานอยู่เท่านั้น เมื่อครั้ง จอมพลประภาส กลับเข้ามา ที่แสดงตนรับรอง อย่างออกนอกหน้า จนทำให้ ลูกน้องทุกคน ต้อง ร่วมแรงแข็งขัน ไปด้วย ..

แต่วันนี้ มีคนนับหมื่น นับแสน ทั่วประเทศ ออกมาถือป้าย เรียกร้องศรัทธา ในตัวบุคคล อย่างน่า ....ทึ่ง ! ทำให้หลายคน อึ้ง...ทึ่ง...เสียว ! ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ ที่ผู้นำประเทศ โดนโค่นอำนาจ และขอร้อง แกมบังคับกลาย ๆ ไม่ให้กลับเข้ามาในประเทศ จะกลับมาสู่มาตุภูมิ อย่างสง่างาม ก้มลงจูบแผ่นดินเกิด มีคนไปต้อนรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ อย่างล้นหลาม คงจะเป็นเครื่องชี้วัด กระแสความนิยมคุณทักษิณ ที่ทำให้ฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายที่ก้าวข้ามไม่พ้น คุณทักษิณ ชินวัตร...อึ้ง...กันไป

ชาวบ้าน ส่วนใหญ่ ไม่ทราบเหตุผล เหมือนกัน ว่า กลัว ! อะไร ? กันหนักกันหนา พยายามทุกวิถีทาง เขี่ยให้ออกไปจาก ขั้วอำนาจ ทั้งบนดิน และใต้ดิน รวมถึงเขียนรัฐธรรมนูญ เป็นกับดัก และวางกุศโลบาย กีดกัน กัน ไม่ให้กลับมา สู่วงจร ทุกวิถีทาง .....เมื่อครั้งที่ จอมพลประภาส จารุเสถียร เดินทางกลับมาประเทศไทยนั้น มีเราร่วมอยู่ในเหตุการณ์ นาทีวิกฤติ อย่างใกล้ชิด ทั้งโดยส่วนตัว และการงานที่ทำ ถือเป็นตำนาน ของชีวิต ตอนสำคัญตอนหนึ่ง


พี่อึ่ง...สมภพ ศรีสมวงศ์ พวกเราทุกคน้อง เข้าไปมีบทบาท โดยไม่ต้องมีผู้กำกับ ทำงานทางด้านจิตวิทยามวลชน ฯลฯ ทั้งด้านรุก และตั้งรับอยู่หลายวัน เพราะไม่รู้ว่า ใคร เป็นใคร ที่เข้ามา ป้วนเปี้ยน เดินเข้าออกภายในบริเวณสถานี ถึงขนาดหนังสือพิมพ์ หัวสี เพื่อนบ้านกัน ยังเล่นนำโดย ระดับผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ ลงมาเกาะติดสถานะการณ์เอง ...เหตุการณ์ เริ่มจากการเดินทางเข้าสู่ประเทศ จากใต้หวัน มาเวาะฮ่องกง เพื่อเปลี่ยนเครื่อง จากฮ่องกง เดินทางสู่ประเทศไทย สู่ดอนเมือง นาทีระทึก เหมือนขบวนการมิชชั่น เริ่มนับตั้งแต่ลงเครื่อง

กว่าจะอำพรางลงจากเครื่อง เพื่อกันไม่ให้ผู้โดยสารอื่น เห็น ก็เล่นเอา เกือบไม่รอดตั้งแต่ก้าวลงจากเครื่อง เอาเบ๊นซ์ สีเลือดหมู ของ.....ไปรับออกมาจากรันเวย์ กว่าจะถึงที่หมายตามที่กำหนด ถึงบ้านพัก หลังสถานี ซึ่งขณะนั้น เริ่มมีผู้คนเข้าออก เพราะทราบข่าว ว่ามีผู้โดยสารที่บินมาไฟท์เดียวกัน เห็นและจำได้ว่า เป็น....ได้กระจายข่าว อย่างรวดเร็ว นี่ขนาดตอนนั้น ยังไม่มี face หรือ twitter แต่เริ่มมี ปิ๊บ ..ปี๊บ เหน็บ ข้างเอวกันแล้ว ความสับสนวุ่นวาย เริ่มเกิดขึ้น เพราะทั้งเรา และพี่ตุ๋ย...มงคล วัชโรบล และ พี่จ้อย...กฤษฏา นาคะเสถียร พี่มานิต...มานิต ควรขจร  พี่อาคม มกรานนทน์ ฯลฯ

วันนั้น ภายในสถานี ฯ สับสนวุ่นวาย ไปหมด เราเองต้องทำหน้าที่ดู แลบุคคลากรของสถานี ให้เรียบร้อย อยู่ในความสงบ รวมถึงต้องดูแลเหตุการณ์ ทั่ว ๆ ในสถานี และคอยประสานกับทุกฝ่าย มันเหมือน นาทีแห่งความเป็นความตาย ไม่รู้พวกไหน เป็นพวกไหน สับสนวุ่นวาย พลุกพล่าน ไปหมด รวมถึงอาณาบริเวณ รอบ ๆ สถานี ไม่มีผู้ใหญ่ หรือ ผู้ที่จะสั่งมอบหน้าที่ ให้ทำอะไร ไม่มีแผน ไม่มีขั้นตอนที่จะต้องปฏิบัติใด ๆ นอกจากต้องอาศัย ไหวพริบ  ของแต่ละคน ที่อยู่ตรงนั้น มีทั้งคนของกองทัพ ตำรวจสันติบาล และฝ่ายปฏิปักษ์ 

ต้องทำอะไร เพื่อแหวกวงล้อม ไปให้ได้ ในเหตุการณ์ขณะนั้น เรา กับ พี่ตุ๋ย เครียดมาก เพราะในสถานี มีผู้รับผิดชอบ ต่อสถานะการณ์ ที่จะเกิดขึ้น เพียงเราสองคน มันเป็นอะไร ที่อยู่ระหว่าง หน้าสิ่ว หน้าขวาน รวมถึง ปลายกระบอกปืน เป็น เสี้ยว.....ของชีวิต  นาทีแห่งความตาย น่าเสียดาย ที่.....มาถึงวันนี้ วันที่บันทึก เล่าเรื่อง เรื่องเล่า....เสี้ยว.....ของชีวิต ได้สละร่างไปหมดแล้ว ก็เลยไม่มี ใครได้คุยกันถึงเรื่องนี้กันอีกแล้ว
 

ไม่ได้เปิดประเด็นอะไร โดยเฉพาะ เรื่องที่เป็นเหตุการณืแบ่งข้าง แบ่งสี ที่ยังคงอยู่ทุกวันนี้ (วันที่....พิมพ์บันทึก ก็ยังก้าวข้ามกันไม่พ้น )  พอมาถึงวันนี้ ก็เลยนึกถึง วัที่ตัวเองอยู่ในเหตุการณ์นั้น กับเหตุการณืวันนี้ วันที่อดีตนายก ฯ ทักษิณ มันคนละเรื่องเดียวกันจริง ๆ ทั้งที่เรามีตำนาน จนเป็นประวัติศาสตร์ บันทึกเอาไว้ในตัวเอง อยากจะเขียนถึงเหตุการณ์วันนั้น ที่เจอะเจอ พบประสบเหตุ แต่บางอย่างก็ลงไปในรายละเอียดไม่ได้ พูดบอกเล่า อะไรไป คนที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ ร่วมกัน ได้จากไปหมดแล้ว หากจะมีอะไรยืนยันกัน...ไม่มีพยานแล้ว ...เลยต้องมานั่ง ติดตามข่าว ตามประสาคนเสพติดข่าว - สารบ้านเมือง ความเคลื่อนไหว ในวันนี้ วิธีการ และสถานะการณ์ ต่างกันมาก มีเพียงสาเหตุเท่านั้น ที่ใกล้เคียงกัน ....คงต้องชื่นชม อดีตนายก ฯ ทักษิณ ที่มีคนรักมาก และมีกลุ่มคน ที่กล้าออกมาแสดง ให้สังคมเห็น ดูเหมือนว่า เป็นการจงใจ จัดเตรียมการ ใตร่ตรอง และวางแผนมาก่อน ถึงได้กลับมา แบบเอิกเกริก ดังที่เห็นอยู่ในขณะนี้ เป็นข่าวถ่ายทอดสด ทุกช่อง แถมสำนักข่าวทั่วโลก ทั้ง CNN - BCC - NBC และอีกหลายสำนัก Breaking News ทุกระยะ

เหตุผลในการขอกลับเข้ามาในประเทศ ของอดีตนายก ฯ ทักษิณ กับ จอมพลประภาส ก็ต่างกัน คนหนึ่งไม่มีคดี ติดตัว นอกจากเรื่องการเมือง ข้อกล่าวหา ทรราช....ส่วนอีกคน มีคดี ที่คณะ ฯ ได้ตั้งกรรมการสอบเอาผิด ในข้อหาต่าง ๆ มากมาย ร่วมไปถึงประพฤติทุจริต ประพฏติมิชอบ ในขณะดำรงตำแหน่ง และต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ ที่เกิดขึ้นจากอำนาจ การกำหนดของฝ่ายที่ ต้องการขจัด นักการเมือง ที่เห็นว่ามีพฤติการ ใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางทุจริต

ในแง่จิตวิทยามวลชน ได้ไปเต็มร้อย เหลือเพียงการจะต้องทำอะไร อย่างที่พูดเอาไว้ เท่านั้น....โชคดีของบ้านเมือง ที่วันนี้ ผ่านไป ไม่มีฝ่ายแค้น ฝ่ายสะใจ ฝ่ายที่เสียประโยชน์ ฝ่ายเอาไหนเอาด้วยช่วยกระพือ ผู้ที่ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง ก่อเหตุอะไรขึ้น แค่โยนประทัด เข้าไปในฝูงชน ก็ไม่ต้องคิดแล้ว ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่มีอะไรที่ต้องทำให้บ้านเมือง มีเงื่อนไขวุ่นวาย ไม่มีรถที่สั่งซื้อ มาจกงบประมาณแผ่นดิน วิ่งออกมาเต็มถนนราชดำเนิน เหมือนกับภาพเหตุการณ์เก่า ๆ ที่ผ่านมา

 มันแตกต่างกับเหตุการณ์ ที่เรา มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยตรงอย่างสิ้นเชิง ...นี่แหละอำนาจ วาสนา บารมี ของคน วัดกันได้เมื่อยามมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ ไปรอดูงานศพ งานสละร่าง ว่ามีคนมางานมากไหม ? เพราะที่มากันนั้น ย่อมจะมีคนที่มากัน เพราะมารับแจก มาเอาหนังสืองานศพ เล่มใหญ่ พิมพ์ด้วยกระดาษอาร์ต อย่างดี แถมมีเนื้อหา น่าหยิบเอามาวางแบกะดิน ขาย กับผู้ที่สนใจ...เจอมามาก หลายงานแล้ว รุ่งขึ้น หนังสือเล่มเมื่อวาน วางขายเกลื่น....


บันทึกเมื่อ.....28 กุมภาพันธ์ 2551....เวลา 19.30 น.       โปรดติดตาม.....เล่าเรื่อง เรื่องเล่า

พิมพ์เสร็จเมื่อ.....2 กุทภาพันธ์ 2556                              เสี้ยว.....ของชีวิต    ตอนต่อไป

ขอบคุณ....ทุกท่าน ที่ติดตาม


                    













วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

20.5 ชีวิต ที่.....หมอชิต











ตอนที่ 6

ได้พบ..ได้เห็น..
ได้เจอะเจอ



ความที่อยู่ในจุด ที่ได้พบ ได้เห็น ได้เจอะเจอ ความหลากหลายของชีวิต ทั้งการงาน และสังคม ที่ตัวเองต้องไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นเพราะหน้าที่การงาน มารยาท และส่วนตัว จึงทำให้ชีวิต ที่.....หมอชิต ในช่วงนั้น ราบรื่น ดี มิตรภาพ ความผูกพัน กับคุณทองห่อ และพี่น้อง น้องพี่ ผู้ใหญ่ ที่บางขุนพรหม ก้าวหน้าสนิทสนมมากยิ่งขึ้น ตามวันเวลา ที่นานวันเข้า 

ความใกล้ชิด สนิทสนมกับคุณครูงามนิตย์  เริ่มก่อตัวใกล้ชิด ตั้งแต่ครั้งที่ มาเรียนต่อ ที่แปดริ้ว เคยไปมาหาสู่เมื่อ พักอยู่บ้านหน้าสถานีรถไฟ จัดอยู่ในขั้นราบรื่น ไปไหน กันได้ด้วยความไว้วางใจ อีกทั้งผู้ใหญ่ก็รับทราบ การคบกันของเราทั้งสอง พัฒนามาเรื่อย ๆ เพียงแต่มีเงา เริ่มเข้ามาปกคลุม เมื่อมีคนรับทราบและมีความพยายาม...จนน่าเกลียด...ช่างเถอะ ...อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ห้ามใจ หรือ บงการการกระทำอะไร ไม่ได้ ....คุณครูงามนิตย์  มาเรียนทำปริญญา ต่อ ที่วิทยาเขต แถวประตูน้ำพระอินทร์

วิทยาลัยครูเพชรบุรีจุฬาลงกรณ์ (ชื่อในสมัยนั้น) ต่อมาเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ ฯ ตามการเปลี่ยนแปลงการศึกษา ในระดับอุดมศึกษา บ่อยครั้ง ที่เราเจอกัน เมื่อมากรุงเทพ พักกับน้องสาว แถวสะพานควาย ทำให้พบ เจอะเจอ กันโดยสะดวก ถ้าเป็นวันหยุด เสาร์อาทิตย์ ก็จะไปหาอะไรทานกัน หรือ ไปเที่ยว ตามโปรแกรม ไปเช้า เย็นกลับ กันหลายสถานที่ เพื่มพูน ความประทับใจ และความปรารถนาดี สิ่งดี ๆ ในชีวิต ให้แก่กันและกัน


ในยุคนั้น ยังไม่มีมือถือ การจะคบ พูดคุยกัน ก็ต้อง ใช้วิธีไปมาหาสู่กัน เท่านั้น หรือ ถ้าอดทน ก็เขียนจดหมาย ถึงกัน....นอกจากนี้ ชีวิตโดยส่วนตัว จากการงานแล้ว กับ ก๊วน หรือ แก๊งส์ ของเรา กับพี่ตุ๋ย ก็ยังมีโลกส่วนตัวของพวกเรา ในด้านสุขสำราญ มีคนใกล้ชิด เป็นคู่ขา ไปเที่ยวเตร่ สนุกสนานยามพักผ่อนกัน เป็นไปโดยปกติ ถ้าจะตำหนิกัน ก็คงต้องน้อมรับ เพราะถือว่าตัวเองยังไม่มีพันธะ อะไรกับใคร

ยังคงความโสด ไม่มีภาระ ผูกพันอะไรกับใคร นอกจากความใกล้ชิด และสนิทสนม พึงพอใจต่อกัน หลังจากคนหนึ่งต้องรับภาระ มัดตัวเองแต่งงานไป ความจริงใจที่ไม่มีอะไรเคลือบแคลง ส่วนลึกของหัวใจ ในขณะนั้น จัดว่ามีสองคน ...ยังไม่ได้คิดอะไร ไปไกลถึงชีวิตครอบครัว ยังสนุกกับการทำงาน และสนุกกับการใช้ชีวิต หลังจบสิ้นภาระกิจในแต่ละวัน บางวัน นอนที่สถานี และหลายครั้ง พาตัวเองไปในที่สำเริงสำราญ สุดที่จะพรรณา มีคำเตือน ท้วงติงบ้าง จากคุณทองห่อ แต่ก็เข้าใจสภาพดี


การได้มีโอกาสเข้าไป ทำงานใน ทีวี คงจะเป็นโชคดี ของตัวเอง เพราะได้ประกอบสัมมาอาชีพ ที่ต้องพบ ต้องเจอ กับบุคคลมากหน้าหลายตา ได้เรียนรู้ ทั้งภาคปฏิบัติ และวิชาความรู้ในมหาวิทยาลัย ระดับชาติ ได้เข้ารับการเรียน วิชาการประชาสัมพันธ์ และการจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ จากกรมประชาสัมพันธ์ ได้เข้ารับการอบรมงานสารบรรณ จากสำนักนายกรัฐมนตรี และยังได้รับการส่งเสริม เข้าอบรม สัมมนา สาขาวิชาการ อื่น ๆ อีกหลายแขนง ได้รับเชิญ ให้เป็นกรรมการงาน ระดับชาติ ต่าง ๆ ...คงจะเป็นเพราะสวมหมวก เป็นคน ทีวี จึงทำให้ดูเหมือน ตัวเองมีเกียรติ มีอิทธิพล ในฐานะสื่อ หรือ เป็นองค์กร ที่สังคมเกรงใจ จะติดต่องาน หรือมีธุระ ที่ต้องดำเนินการ ไปแห่งหน ตำบลใด จะได้รับความสะดวก เชื้อเชิญ เกือบทุกกรณี จึงมีการกล่าวขาน กันเป็นที่รู้กันในวงการ ว่า...โจร กลัว ตำรวจ แต่ ....กลัว สื่อ ละไว้ในที่เข้าใจ นะครับ เดี๋ยวจะพลาดไป เหยียดหยามกัน

คนที่อยู่ในวงการนี้ วิถีชีวิต จะได้พบกับสิ่งที่คนอื่นไม่ได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัส ได้เห็นในสิ่งที่คนทั่วไป ยังไม่ได้เห็น ได้เจอะเจออะไรมากกว่าคนที่ทำงาน องค์กรอื่น ๆ มีอะไรผ่านเข้ามาในชีวิตหลากหลาย มีคนนับหน้า ถือตา ชีวิตราบรื่น สนุกสนานกับการทำงาน บางขณะ ก็ดูเหมือนคนยิ่งใหญ่ มีใครต่อใครอยากไปมาหาสู่ คนที่รู้จักกันแล้ว ก็จะเทียวไป เทียวมาหา มีงานเลี้ยง งานรับเชิญ ถ้าถูกเชิญไปงานอะไร ก็แล้วแต่ ย่อมหมายถึง ต้องมีการเลี้ยงดู ถ้าสนิทสนมกัน บางทีก็จะเลยเถิด ต้องออกงานระดับชาติ และระดับชนชั้นสูงของสังคม มีชีวิตหวือหวามาก ทั้ง ๆ ที่ตัวเอง ก็เหมือนกับสวมหัวโขน ไม่ได้ ชี้ร้าย ตายเป็นอะไรได้ เพียงแต่เป็นทางผ่าน ของทุกเรื่อง ที่จะสู่เบื้องบน พิจารณาตามคำเสนอ หรือไม่ ? เท่านั้น ต้องคอยวิเคราะห์ ไปตามเรื่องและสถานะการณ์ เลยกลายเป็นคน ต้องรอบรู้ และมีไหวพริบ พร้อมที่จะ ทำความเข้าใจ ในทุกเรื่อง ตามข้อ เท็จจริง ที่มา และที่อาจเป็นไป
                                        
มีใคร จะเคยรู้ หรือ ? ว่า ตู้เย็น ขนาด 4.5 หรือ 5 คิว ...ใส่แบ๊งค์ ใบละห้าร้อย ใหม่ ๆ เต็มตู้ มีจำนวนเท่าไหร่ หรือเฉพาะช่อง ฟรีช ใส่ ทองคำแท่ง แท่งละน้ำหนัก 10 บาท รวมแล้ว ใส่ได้หนักกี่ บาท ? รวมถึงตู้แช่ เล็ก ๆ ตั้งวางหัวเตียงนอน ใส่ทองแท่ง ได้น้ำหนัก เท่าไหร่...เคยเห็นแฟ้มเสนองาน ที่เจาะใส่ทองคำแท่งไหม ที่ต้องเอาทองใส่ เสนอเรื่องพิจารณา อนุมัติ หรือไม่ ยังไม่รู้ ยื่นไปให้หน้าห้อง แล้ว เขาก็เปลี่ยนแฟ้ม ใส่แฟ้มปกติเสนองาน  ของหน่วยงานนั้น ๆ ส่วนเมื่อ อนุมัติ แล้ว ค่อย ขนตู้เย็น ไปให้คนเซ็นต์ หรือ ไม่ก็ เจาะใส่ เครื่องหมาย ยศ ต่าง ๆ ตั้งแต่ หัวเข็มขัด กระดุม สาย...ไปจนถึง บนบ่า บางท่าน เลยไปถึงหน้าหมวก...จนมี คำกล่าว ในแวดวงรู้กัน...ยุตตู้เย็น

ครบชุด ใส่กล่องกำมะหยี่ สีแดง อย่างดี จะเป็นน้ำหนักทอง ? ถ้าตีโปร่ง ประมาณ สิบบาท เศษ ๆ แต่ถ้าตัน ก็ต้อง หนัก 15 บาท เป็นอย่างต่ำ นี่ยังไม่ได้ เล่าถึงกระดาษแผ่นเดียว รวมถึงกุญแจรถ (เบ๊นซ์) หุ้ม หรือ ฝังเพชร ..รถ ขับไปจอดให้แล้ว รอเพียงส่งมอบกุญแจ ณ ที่...?  ทั้งหมดที่ เล่าเรื่อง เล่าเรื่อง เสี้ยว.....ของชีวิต เสี้ยวหนึ่ง ที่เจอะเจอ และสัมผัสมากับมือตัวเอง เพราะเคยนำพา ไปส่งมอบให้ ผู้รับ มาหลายราย ตั้งแต่เล็กน้อย สองบ่า ไปจนถึง เต็มยศ ใส่กล่องดังกล่าว

สิ่งของมีค่าต่าง ๆ เหล่านี้ ยามผลัดใบ หรือในโอกาสต่าง ๆ เวลา เสนองานเซ็นต์ อนุมัติ เข้าด้าย เข้าเข็ม จะต้องสืบให้รู้ ลงทุนไปคลุกกับแหล่งข่าว ที่เชื่อถือได้ ตั้งแต่ คนขับรถ ทส. หรือ ถ้าเป็นไปได้ แวะไปเยี่ยมเยียน พูดคุย กับคนในบ้าน ไม่เว้นแม้กระทั่ง วันเกิดคนในครอบครัว จำนวนมูลค่า ลดหลั่นไปตาม เจ้าของงาน วันเกิดตัวเอง ไม่ค่อยเท่าไหร่ สะดวก เพราะถึงใจพระเดช พระคุณ อยู่แล้ว แต่คนในบ้านนี่ สิ ! ลำบาก เพราะต้องหาข้อมูลให้แน่ชัด ไม่งั้น มี วีนส์ ล่ะก็ ..งานกร่อยแน่ ต้องรอบรู้ รู้ให้จริง ...กลับมารายงานอุปสรรค อาจจะต้อง เจอ วีนส์ ซะเอง !    
                                                          
บางคนชอบสะสมRolex บางคนชอบเล่นแร่แปรธาตุ...เพชร เป็นเรื่องธรรมดา ที่พบเห็นในขะที่ทำงาน อยู่ ยิ่งปากกา ดูปองต์ ฝังเพชร หรือ ครบชุด รวมไฟเแช๊ค ยื่นทั้งกล่อง เพื่อให้เซ็นต์ แล้วตั้งใจลืม ...วางไว้นั่น เอากลับมาด้วย สิแปลก ไม่มีใครทำกัน...! ? มันพูดยากนะ อธิบายก็ไม่ได้ มาจนถึงทุกวันนี้ ระบบอุปภัมถ์ สำหรับราชการไทย หรือ ผู้ที่ต้อง ติดต่องาน ต่าง ๆ ก็ยังคงไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจากมูลค่า คงต้องสูงขึ้น ทุกอย่างไม่มีอะไรเหมือนเดิม รถก็รุ่นใหม่ แต่ทองคำ ยังเป็นทองแบบเดิมแต่ค่าของมันแตกต่าง กับในยุคนั้น หลายเท่า
   
ไม่ต้อง เรียกร้อง ถามหา ความถูกต้อง ไม่ต้อง ไปรณรงค์ การคาดสินบาท คาบสินบน หรือ ให้ทุกคน ต้องปฏิเสธ การรับ...เป็นไปไม่ได้ ให้มันน้อยลงก็คง จะเป็นโชคของประเทศ แล้ว ...พูด หรือ คิดแบบนี้ อาจจะมีคนว่าสนับสนุน หรือ ไม่ช่วยกัน ..จะให้ทำอย่าไร ใครขึ้นมา ก็เหมือนกัน ...มัน ทีใคร ทีมัน มีตรงไหน บ้างที่ไม่มีการ หยิบยื่นให้  ยามเฝ้าประตูทางเข้าหมู่บ้าน ยังต้อง ซื้อก๋วยเตี๋ยว ฝากลิโพ กระทิงแดง  ไม่งั้น ไม่เดินผ่านหน้าบ้าน ..ลองไม่ส่งโขง สักขวด ดูทีรึ ว่า เขาจะเวียนมาเก็บขยะ ให้ไหม ? ใช่ไหม...บุคคลเหล่านี้ มีเงินเดือน ทั้งนั้น ..แต่ต้อง...ให้

อย่าไปพูดถึงถามถูกต้อง อย่า ไปสัมมนาให้ เปลืองสถานที่ และงบประมาณ ทำได้ ไหม ง่าย ๆ เพียง ผู้ที่จะต้อง ให้ ...ไม่ให้ ..ไม่ได้อะไรกลับมา ก็ต้องไม่สนใจ ยอมพร้อมใจกัน...ทำไม่ได้ ..แค่ ช่วยกัน งด ไม่ซื้อของ บนทางเเท้า แค่ อาทิตย์ เดียว ฟุทบาธ ก็จะโล่ง ยังไม่ทำกันเลย ทุกคน แสวงหา ชอบความสะดวกสบายกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น อย่ามาพูด สั่งสอน ให้เปลืองสมองกันเลย ของง่าย ๆ ยังทำกันไม่ได้ ใครให้ บอกให้ เอาคืน ไป บอกดัง ๆ พร้อม ๆ กัน ดูทีรึ ว่า บ้านเมืองจะปราศจาก คอรัปชั่นไหม...แฮ่ ๆ ...5 5 5 ฝันได้ โดยไม่ต้องคิด ก่อนล้มตัวลงนอน ...ให้ เท่านั้น เขาจึงได้อะไร กลับมา โดยเฉพาะในแวดวง ธุรกิจ กลุ่มผลประโยชน์ สมประสงค์ร่วมกัน ...ผมทำ(เซ็นต์)ให้คุณ ผมได้อะไร...เขาถามตัวเองนะ ไม่ต้องการคำตอบ เพราะสิ่งของที่รับมอบ คือ คำตอบ ที่เขารู้อยู่แก่ใจ






             











 












บันทึกเมื่อ.....27 กุมภาพันธ์ 2551.....เวลา 20.55 น.             โปรดติดตาม เล่าเรื่อง เรื่องเล่า
พิมพ์เสร็จ.....29 มกราคม  2556                                         เสี้ยว.....ของชีวิต ตอนต่อไป 

ขอบคุณ ....ที่ติดตาม

วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556

20.4 ชีวิต ที่.....หมอชิต








ตอนที่ 5

ปฏิรูป....ปฏิวัติ....กบฏ
หรือ ขบถ



ชีวิต ที่ หมอชิต ตลอดระยะเวลาที่ทำงานอยู่ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 ....มีเหตุการณ์สำคัญ ของบ้านเมือง ที่เป็นประวัติศาสตร์การเมือง การปกครองของประเทศไทย การเปลี่ยนแปลง สภาพการปกครอง ที่เรียกว่า ปฏิวัติ หรือ ปฏิรูป หรือ คำเรียกใด ๆ ตามที่ คณะผู้ก่อการ จะบัญญัติ ทุกคนก็เข้าใจดีว่า นั่นหมายถึง การล้มล้างอำนาจการปกครอง ของผู้ที่ดำรงค์อยู่ในขณะนั้น หลายครั้งบางเหตุการณ์ก็กลายเป็น กบฏ เพราะทำไม่สำเร็จ ซึ่งสมัยนี้เรียกว่า...นัดแล้วไม่มา...แต่ตอนนั้น นัด แล้ว แต่มาไม่ถึง ที่นัด.....เช่น กรณี พล.อ.ฉลาด และ เมษาฮาวาย ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา คณะผู้ก่อการ รับกรรมไปตาม ๆ กัน บางคนถึงกับเสียชีวิต และหลายคน ต้องเข้าไปอยู่ในบริเวณ ที่ไม่มีใครอยาก ย่างกายเข้าไป..ติดคุก....คงไม่ต้องเอ่ยถึงตัวบุคคล ให้เสทือนใจกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะได้กล่าวไว้ตั้งแต่เริ่ม บันทึก เสี้ยว....ของชีวิต ทำความเข้าใจกันไว้แล้ว



            


บันทึกความทรงจำ เกี่ยวกับเหตุการณ์ ที่ผ่านมา ที่ตัวเอง มีส่วนเกี่ยวข้องตามหน้าที่การงาน หรือ ขณะดำรงชีพ เกี่ยวเนื่อง ...กับเหตุการณ์....
6 ตุลาคม 2519.... การปฏิรูปการปกครอง.... พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่  มี ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี สาเหตุมาจากเหตุการณ์จลาจล การกลับเข้าประเทศ ของ จอมพล ถนอม กิติขจร  รัฐบาล ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ และให้ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร  เป็นนายกรัฐมนตรี

20 ตุลาคม 2520....รัฐประหาร....พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่  เข้ายึดอำนาจอีกครั้งหนึ่ง สาเหตุมาจาก รัฐบาลในขณะนั้น สร้างความแตกแยกในหมู่ข้าราชการ และไม่เห็นด้วยกับระยะเวลา การปฏิรูปการปกครอง ซึ่งกำหนดไว้ถึง 12 ปี สมควรให้มีการเลือกตั้งเร็ว วันขึ้น

26 มีนาคม 2520....กบฏ ....พล.อ.ฉลาด หิรัญศิริ กระทำการไม่สำเร็จ โดนข้อหา กบฏ...นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี ภายใต้การนำของ พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.กมล เตชะตุงคะ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และพล.อ.เสรม ณ นคร ผู้บัญชาการทหารบก ต่อต้านจนกระทำการไม่สำเร็จ เจอ ข้อหากบฏ ถูกประหารชีวิต ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาศัยอำนาจ ตามมาตรา 21 ของ รัฐธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2520


1 เมษายน 2524....กบฏ ....พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา ด้วยการสนับสนุนของนายทหารหนุ่ม กลุ่มยังเตริ์ก โดยการนำของ พ.อ.มนูญ รูปขจร และ พ.อ. ประจักษ์ สว่างจิตร  ฯลฯ พยายามจะยึดอำนาจ ที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี กองทัพบก หลายกองพันไม่เห็นด้วย ไม่สามารถเป็นอันหนึ่งเดียวกันได้ จึงกระทำการไม่สำเร็จ ฝ่ายกบฏ ยอมจำนน พล.อ.สัณห์ จิตรปฏิมา สามารถหลบหนีออกนอกประเทศได้ เรียกกันว่า ...เมษาฮาวาย... และต่อมารัฐบาลได้ออก กฏหมายนิรโทษกรรม ให้แก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง


9 กันยายน 2528....ก่อความไม่สงบ....พ.อ.มนูญ รูปขจร นายทหารนอกราชการ ได้นำกำลังทหารและทหารม้ายานเกราะ ม.พัน 4 ซึ่งเคยอยู่ใต้บังคับบัญชา และกำลังกองอากาศโยธินบางส่วน ภายใต้การนำของ นาวาอากาศโท มนัส รูปขจร เข้ายึดกองบัญชาการทหารสูงสุด และตั้งให้ พล.อ.เสริม ณ นคร เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ ซึ่งในขณะนั้น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์  นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ไปราชการต่างประเทศ พล อ. เทียนชัย สิริสัมพันธ์  รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด เข้าร่วมนายทหารต่อต้าน และควบคุมสถานะการณ์เอาไว้ได้ ในเวลาต่อมา ทั้งสองพี่น้อง พ.อ.มนูญและ น.ท.มนัส รูปขจร หลบหนีออกนอกประเทศ การก่อความไม่สงบครั้งนี้ มีนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่า เข้าเกี่ยวข้องหลายราย


23 กุมภาพันธ์ 2534....รัฐประหาร....พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ กระทำการรัฐประหาร แต่งตั้ง คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ประกอบด้วยผู้นำเหล่าทัพทุกกองทัพ และตำรวจ ยึดอำนาจจาก พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ และยกเลิก รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2521 ให้นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี






เวลา มีการปฏิวัติ หรือ การปฏิรูปการปกครอง  อะไรก็แล้วแต่ คณะก่อการ จะเรียก อย่างเช่น กรณี 6 ตุลา ที่ตัวเองเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์อย่าง สด ๆ  ดูเหมือนว่า จะทำให้บ้านเมือง สงบลงได้ เพราะแต่ละครั้ง คณะก่อการ หรือ คณะปฏิรูปการปกครอง ในครั้งนี้ จะมีประกาศ หรือ คำสั่ง ที่เฉียบขาด ทุกคนต้องปฺฏิบัติตาม ใครฝ่าฝืน หรือ ลองดี โทษจะรุนแรงมาก ไม่มีทางต่อสู้ เพราะไม่ได้ขึ้นศาล อาศัยอำนาจคณะปฏิวัติ ตามมาตรา ที่ได้ประกาศบัญญัติ ไว้ ไม่มีการฏีกา ใด ๆ ทั้งสิ้น แค่ประกาศ เคอร์ฟิวส์ 

ทุกคนก็ปฏิบัติตามกันทั้งเมือง พอได้เวลา เงียบ เหมือนนั่งอยู่ข้างโบสถ์ในวัด ยามวิกาล ถนนหนทางสงบ ราบเรียบ ไม่มีแม้แต่รถเข็น มีแต่ รถสิงห์ทะเลทราย ตระเวณ ไปทั่ว ในสถานที่รับผิดชอบแต่ละเขต สลับกับรถฉลามบกของกองปราบปราม กรมตำรวจ ทั่วทั้งพระนคร ใครฝ่าฝืน ก็คงมีแต่พวกอยากลองของ ในส่วนของพวกเราดีหน่อย รวมถึงสื่อมวลชนแขนงอื่น ไปไหนมาไหน ได้ เพราะถือเป็นส่วนร่วมการปฏิบัติงาน มีบัตรติดหน้าอก อนุญาตพิเศษ

เพื่อปฏิบัติภาระกิจ เสมือนหนึ่งเป็นหน่วยงานของ คณะก่อการไปโดยปริยาย ที่จะไม่สนุกตรงที่ต้องเตรียมพร้อม ตัวเองไปด้วยตลอดเวลา ต้องคอยระมัดระวัง ถึงแม้ว่าจะอยู่ฝ่ายกุมสภาพไว้ได้ก็ตาม เพราะเวลามีการปฏิวัติ ทีไรหลายคนต้องนึกถึง ช่อง 7 สี เป้าหลักที่ต้องเข้ามายึดก่อน คือ ทีวี หมอชิต คงจะเป็นเพราะเครือข่ายในการออกอากาศแพร่ภาพได้ มากกว่าทุกช่อง เลยต้องคอยประสานกับ ทีวี ช่องอื่น ๆ ถ้าหากมีการประกาศ เพื่อจั๊มท์สัญญาณออกอากาศด้วย ไม่งั้น....?

ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ เมื่อเจอเหตุการณ์หน้าสิ่ว หน้าขวาน พวกเราในทีมงาน ของแต่ละฝ่าย ที่จะต้องรับผิดชอบ เก่งมาก รู้ว่าจะต้องทำอะไร วางตัวอย่างไร ไม่มีโอกาสขัดขืน ใครจะบังอาจเล่นกับปลายกระบอกปืน คนเล็ก ๆ อย่างเรา ยังต้องใช้วิจารณญาณเอาตัวรอด จากสถานะการณ์ให้ได้ แล้วมาว่ากันทีหลัง เมื่อพร้อมหน้า  ทุกคนทั้งเจ้านาย หัวหน้าฝ่าย ลูกน้อง จะต้องรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร แบบอัตโนมัติ  ทุกอย่างต้องราบรื่น ยิ่งส่วนตัวเรามีหน้าที่ ที่ต้องดูแล แม้กระทั่งท่อตัน ไปยันดาวเทียม บกพร่องรับสัญญาณ            

แม้กระทั่งการเตรียมเสบียง อาหาร คาวหวาน รวมทั้งของจิบ แก้กระหายคลายอารมณ์ คลายเครียด ต้องพร้อมสรรพ เพราะบางขณะ ระดับหัวหน้าคณะปฏิวัติ จะต้องมาออกอากาศ แถลงการณ์ หรือ ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ แต่ละวันจะมีเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ ระดับสัญญาบัตร ชั้นสูง เต็มห้องส่ง การ entertrain ต่าง ๆ ต้องลำเลียงเป็นคันรถ มีเจ้าประจำ
จิตโภชนา หรือ ระดับบะหมี่ หมูแดง ข้าวแกง ก็พร้อมสรรพ ไปถึงบุพเฟ่ และอาหารจากภัตตราคาร สั่งจากโรงแรม ฯลฯ เพราะคนกินมีมาก รวมถึงพวกเราด้วย ตั้งแต่ พลทหาร ริมรั้ว ไปยัน นายพลแล้วจะไปเหลือหรือ แต่ละมื้อแต่ละวัน ใครหิวมีกิน กินกันทั้งวัน ทั้งคืน เจ้านายสั่ง ขาดตกบกพร่อง โอ๊ค...ตายลูกเดียว...ที่จริงมันก็น่าสนุก กับการทำงาน แต่บางขณะ มันก็นึกหดหู่ใจ

บ้านเมืองมีเดิมพัน ฝ่ายชนะ หรือ กุมอำนาจได้ ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ไปตามความต้องการที่อยากให้เป็นไป โดยไม่ได้ถามประชาชนสักคำ มีอะไรใหม่ ๆ ที่ต้องรับมาปฏิบัติ ....แต่เรามี เจ้านายสุดยอด ที่สามารถพลิกวิกฤติ มาเป็นโอกาสได้ทุกครั้ง และทุกครั้งที่มีการปฏิวัติ เจ้านาย ก็..........? คงจะบันทึกรายละเอียดไม่ได้ นะ ย่อมเป็นที่รู้อยู่แกใจ....ยามนั้น ผู้มีอำนาจมาชุมนุม ย่อมง่ายที่จะพูดคุย หรือ ปรับเปลี่ยนอะไร เพื่อเป็นประโยชน์ กับสถานี

ในสมัยนั้น เมื่อ 30-40 ปี ที่ผ่านมา การปฏิวัติ รัฐประหาร ยึดอำนาจการปกครอง จากนักการเมือง เป็นเรื่องปกติ จนถึงขั้นประชาชน ชินชา เพราะบางครั้ง มีปี เว้นปี และอีกประการหนึ่ง ต้องยอมรับว่า ประชาชนยังเพิ่งหัดเรียนรู้ ประชาธิปไตย รวมถึงโลกเปิดกว้างมากขึ้น เทคโนโลยี การรับรู้ข่าวสาร ง่ายขึ้น ความรู้สึกของผู้คนในยุคนั้น ยังไม่เบ่งบาน เหมือนกับยุคนี้ แถมยังไม่มีพวกกลุ่ม n g o หรือ กลุ่มรวมกัน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่มีองค์กร สถาบัน ที่เกิดตามรัฐธรรมนูญ และกลุ่มที่ตั้งพรรค เพื่อเข้ามาแสวงหาอำนาจรัฐ ดอกไม้ประชาธิบไตย ไม่เบ่งบาน ยังเพียงแค่ตูม บัวเริ่ม โผล่พื้นน้ำ

โครงสร้าง ของคนไทย ยังหลวม ยังต้องสาละวนอยู่กับการทำมาหากิน ดิ้นรนให้เอาตัวเองให้รอด จากการเปลี่ยนแปลง ทั้งระบบเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การจะทำอะไรนอกเหนือ เพื่อสังคม ดูเหมือนว่า มีคนจ้องดู เพื่อตักตวงต่อ หรือ คอยซ้ำเติม เมื่อพลาดพลั้ง คนกล้าที่จะนำ กลุ่มลุกต่อต้านอะไร ต่าง ๆ ยังมีเพียงกลุ่มนิสิต นักศึกษา หรือ ผู้ที่อยากทำตัวให้สังคมรู้จัก เพื่อผลประโยชน์ในทางการเมือง เข้าสู่สนามเลือกตั้ง
                                                                               
ประเทศไทยมี รัฐธรรมนูญ มาหลายฉบับ *....มาถึงวันนี้ มีมาแล้ว ถึง 18 ฉบับ....* แต่ละฉบับ เขียนขึ้นมาจากผู้มีอำนาจรัฐ มาใช้ปกครองประชาชน แม้กระทั่งพ่อค้า ผู้สูญเสียประโยชน์ หรือ กลุ่มนายทุน ก็ยังเอาตัวเองเสี่ยงลงมาเล่น การเมือง มาสมัครรับเลือกตั้ง หรือ หนุนคนของตัวเอง เข้ามามีปากมีเสียง ปกป้องธุรกิจ เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ โดยอ้างเนื้องานพัฒนาประเทศ รวมถึงร่วมกันลงขัน เพื่อสร้างอำนาจรัฐ ให้อยู่ในมือพวกตน มีพวก มีพรรค มีขบวนการก่อม๊อบ เพื่อคุ้มครองอาชีพ จะทำอะไรย่อมได้เพราะมี เงิน....นี่แหละ มี.....
เงิน ซะอย่าง จะทำอะไร ย่อมทำได้ หมด....โยนเงินใส่น้ำ(ท่วม) น้ำจะแห้งทันที...โยนใส่ หญ้ารก หญ้า ก็จะเตียนทันที...โยน ใส่หอย หอย อ้า ! ทันที ไม่ต้องแกะให้เจ็บมือ ฯลฯ   
*.....เชื่อกันว่า ประเทศไทย ยังไม่อาจหลีกเลี่ยง การรัฐประหารได้ ถึงแม้ว่าเข้าสู่ยุค โลกาภิวัฒน์ แล้วก็ตาม ในยุคนั้น การปฏิวัติสาเหตุ เพียง ไม่พอใจ การบริหารจัดการประเทศ หรือ ไม่พอใจตัวบุคคล แต่ในปัจจุบัน เงื่อนไข เพิ่มมากขึ้น ...ตราบใดที่คนในสังคม ยังแบ่งแยกความคิด และพร้อมที่จะ แตกแยก ไม่มีใครยอมใคร หนีก้าวข้ามไม่พ้น....? ในสิ่งที่ ตัวเองรังเกียจ เขียนภาพให้คนอื่น กลัว ใช้สื่อ เพื่อปลุกระดมความเกลียดชัง แบ่งข้าง แยกสี  ยึดมั่นในสัจจธรรมของตัวเอง ว่าดีเลิศ อยู่ฝ่ายเดียว ต่างฝ่าย ต่างประกาศยึดมั่นในระบอบการปกครองประชาธิบไตย ที่มีองค์พระมหากษัตริย์ เป็นประมุข แต่ไม่คิดที่จะ เดินเข้าหากัน เพื่อนำพาชาติให้รอดพ้นจากการ.....ปฏิวัติ...แล้วจะไปกลัวกันทำไม....ปฏิวัติ !.....*
                                                                         
การปฏิวัติ ล่าสุด 19 กันยายน พ.ศ. 2549

                                     


                                                     การปฏิบัติการ จิตวิทยา ในอดีต 


บันทึกเมื่อ.....27 กุมภาพันธ์ 2551  เวลา....10.20 น.                            โปรดติดตาม......เล่าเรื่อง เรื่องเล่า
พิมพ์เมื่อ.......15 มกราคม 2556                                เสี้ยว.....ของชีวิต......ตอนต่อไป

ขอบคุณ............. ที่ติดตาม