วันพฤหัสบดีที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2556

20.6 ชีวิต ที่.....หมอชิต











ตอนที่ 7

วันนี้ ....กับ วันนั้น







มีเรื่อง ฮิท ๆ ในวันที่ บันทึกเรื่องเล่า เล่าเรื่อง เสี้ยว.....ของชีวิต  ในขณะนี้ ของบ้านเมือง ทำให้ฉุกคิดถึงเหตุการณ์ ที่คล้ายคลึงกัน แต่ต่างด้ว ตัวบุคคล...สถานที่...และวัตถุประสงค์ นั่นก็คือ เรื่อง คุณทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่จากประเทศไทยไป ปฏิบัติภาระกิจ ในการประชุมสหประชาชาติ แล้วถูกยึดอำนาจ เมื่อถูกคณะปฏิวัติ เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549  ได้เดินทางกลับ ประเทศไทย ซึ่งเหตุการณ์นี้ ตรงกับ กรณี จอมพลถนอม กิติขจร และ จอมพลประภาส จารุเสถียร เดินทางกลับประเทศ เหมือนกัน หลังจากต้องลี้ภัย ไป เมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 แล้วเดินทางกลับประเทศ  ช่วงเดือนสิงหาคม 2519 และ กันยายน 2519 จนเป็นสาเหตุ ให้เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 วันมหาวิปโยค ของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง บันทึกประวัติศาสตร์ประเทศไทย
                                                             
เพียงแต่ ต่างกรรม ต่างวาระกัน ทั้งสองกรณี ดังกล่าว ของสองจอมพล คนสุดท้ายของประเทศไทย เกิดขึ้น เมื่อ 30 ปี ผ่านมาแล้ว เราเองอยู่ในเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งสองเหตุการณ์ โดยเฉพาะ จอมพลประภาส จารุเสถียร เกี่ยวข้องโดยตรง ตั้งแต่วินาทีแรก ที่เครื่อง ปลดล้อ สัมผัสแผ่นดิน ที่ท่าอากาศยาน ดอนเมือง เพราะขณะนั้น ทำงานอยู่ที่ สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7

วันนั้น กับ วันนี้ ต่างกันมากมาย เพราะวันนั้น วันที่ผ่านมานาน 30 ปี มีผู้คนออกมาคัดค้าน กันเต็มถนนราชดำเนิน ผู้ที่สนับสนุนการกลับมาของ ทั้งสองจอมพล ในวาระของทั้งสองท่าน ถึงจะเป็นญาติ เป็นผู้ใกล้ชิด เป็นคนที่รัก เป็นคนในปกครอง รวมถึง คนที่เคยได้ประโยชน์สมประสงค์ หรือ อดีตผู้ใต้บังคับบัญชา ฯลฯ ไม่มีใครกล้าออกมาเผชิญ หรือ แสดงความสนับสนุน จะมีเพียง เจ้านาย ที่เราทำงานอยู่เท่านั้น เมื่อครั้ง จอมพลประภาส กลับเข้ามา ที่แสดงตนรับรอง อย่างออกนอกหน้า จนทำให้ ลูกน้องทุกคน ต้อง ร่วมแรงแข็งขัน ไปด้วย ..

แต่วันนี้ มีคนนับหมื่น นับแสน ทั่วประเทศ ออกมาถือป้าย เรียกร้องศรัทธา ในตัวบุคคล อย่างน่า ....ทึ่ง ! ทำให้หลายคน อึ้ง...ทึ่ง...เสียว ! ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ ที่ผู้นำประเทศ โดนโค่นอำนาจ และขอร้อง แกมบังคับกลาย ๆ ไม่ให้กลับเข้ามาในประเทศ จะกลับมาสู่มาตุภูมิ อย่างสง่างาม ก้มลงจูบแผ่นดินเกิด มีคนไปต้อนรับที่สนามบินสุวรรณภูมิ อย่างล้นหลาม คงจะเป็นเครื่องชี้วัด กระแสความนิยมคุณทักษิณ ที่ทำให้ฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายที่ก้าวข้ามไม่พ้น คุณทักษิณ ชินวัตร...อึ้ง...กันไป

ชาวบ้าน ส่วนใหญ่ ไม่ทราบเหตุผล เหมือนกัน ว่า กลัว ! อะไร ? กันหนักกันหนา พยายามทุกวิถีทาง เขี่ยให้ออกไปจาก ขั้วอำนาจ ทั้งบนดิน และใต้ดิน รวมถึงเขียนรัฐธรรมนูญ เป็นกับดัก และวางกุศโลบาย กีดกัน กัน ไม่ให้กลับมา สู่วงจร ทุกวิถีทาง .....เมื่อครั้งที่ จอมพลประภาส จารุเสถียร เดินทางกลับมาประเทศไทยนั้น มีเราร่วมอยู่ในเหตุการณ์ นาทีวิกฤติ อย่างใกล้ชิด ทั้งโดยส่วนตัว และการงานที่ทำ ถือเป็นตำนาน ของชีวิต ตอนสำคัญตอนหนึ่ง


พี่อึ่ง...สมภพ ศรีสมวงศ์ พวกเราทุกคน้อง เข้าไปมีบทบาท โดยไม่ต้องมีผู้กำกับ ทำงานทางด้านจิตวิทยามวลชน ฯลฯ ทั้งด้านรุก และตั้งรับอยู่หลายวัน เพราะไม่รู้ว่า ใคร เป็นใคร ที่เข้ามา ป้วนเปี้ยน เดินเข้าออกภายในบริเวณสถานี ถึงขนาดหนังสือพิมพ์ หัวสี เพื่อนบ้านกัน ยังเล่นนำโดย ระดับผู้อำนวยการหนังสือพิมพ์ ลงมาเกาะติดสถานะการณ์เอง ...เหตุการณ์ เริ่มจากการเดินทางเข้าสู่ประเทศ จากใต้หวัน มาเวาะฮ่องกง เพื่อเปลี่ยนเครื่อง จากฮ่องกง เดินทางสู่ประเทศไทย สู่ดอนเมือง นาทีระทึก เหมือนขบวนการมิชชั่น เริ่มนับตั้งแต่ลงเครื่อง

กว่าจะอำพรางลงจากเครื่อง เพื่อกันไม่ให้ผู้โดยสารอื่น เห็น ก็เล่นเอา เกือบไม่รอดตั้งแต่ก้าวลงจากเครื่อง เอาเบ๊นซ์ สีเลือดหมู ของ.....ไปรับออกมาจากรันเวย์ กว่าจะถึงที่หมายตามที่กำหนด ถึงบ้านพัก หลังสถานี ซึ่งขณะนั้น เริ่มมีผู้คนเข้าออก เพราะทราบข่าว ว่ามีผู้โดยสารที่บินมาไฟท์เดียวกัน เห็นและจำได้ว่า เป็น....ได้กระจายข่าว อย่างรวดเร็ว นี่ขนาดตอนนั้น ยังไม่มี face หรือ twitter แต่เริ่มมี ปิ๊บ ..ปี๊บ เหน็บ ข้างเอวกันแล้ว ความสับสนวุ่นวาย เริ่มเกิดขึ้น เพราะทั้งเรา และพี่ตุ๋ย...มงคล วัชโรบล และ พี่จ้อย...กฤษฏา นาคะเสถียร พี่มานิต...มานิต ควรขจร  พี่อาคม มกรานนทน์ ฯลฯ

วันนั้น ภายในสถานี ฯ สับสนวุ่นวาย ไปหมด เราเองต้องทำหน้าที่ดู แลบุคคลากรของสถานี ให้เรียบร้อย อยู่ในความสงบ รวมถึงต้องดูแลเหตุการณ์ ทั่ว ๆ ในสถานี และคอยประสานกับทุกฝ่าย มันเหมือน นาทีแห่งความเป็นความตาย ไม่รู้พวกไหน เป็นพวกไหน สับสนวุ่นวาย พลุกพล่าน ไปหมด รวมถึงอาณาบริเวณ รอบ ๆ สถานี ไม่มีผู้ใหญ่ หรือ ผู้ที่จะสั่งมอบหน้าที่ ให้ทำอะไร ไม่มีแผน ไม่มีขั้นตอนที่จะต้องปฏิบัติใด ๆ นอกจากต้องอาศัย ไหวพริบ  ของแต่ละคน ที่อยู่ตรงนั้น มีทั้งคนของกองทัพ ตำรวจสันติบาล และฝ่ายปฏิปักษ์ 

ต้องทำอะไร เพื่อแหวกวงล้อม ไปให้ได้ ในเหตุการณ์ขณะนั้น เรา กับ พี่ตุ๋ย เครียดมาก เพราะในสถานี มีผู้รับผิดชอบ ต่อสถานะการณ์ ที่จะเกิดขึ้น เพียงเราสองคน มันเป็นอะไร ที่อยู่ระหว่าง หน้าสิ่ว หน้าขวาน รวมถึง ปลายกระบอกปืน เป็น เสี้ยว.....ของชีวิต  นาทีแห่งความตาย น่าเสียดาย ที่.....มาถึงวันนี้ วันที่บันทึก เล่าเรื่อง เรื่องเล่า....เสี้ยว.....ของชีวิต ได้สละร่างไปหมดแล้ว ก็เลยไม่มี ใครได้คุยกันถึงเรื่องนี้กันอีกแล้ว
 

ไม่ได้เปิดประเด็นอะไร โดยเฉพาะ เรื่องที่เป็นเหตุการณืแบ่งข้าง แบ่งสี ที่ยังคงอยู่ทุกวันนี้ (วันที่....พิมพ์บันทึก ก็ยังก้าวข้ามกันไม่พ้น )  พอมาถึงวันนี้ ก็เลยนึกถึง วัที่ตัวเองอยู่ในเหตุการณ์นั้น กับเหตุการณืวันนี้ วันที่อดีตนายก ฯ ทักษิณ มันคนละเรื่องเดียวกันจริง ๆ ทั้งที่เรามีตำนาน จนเป็นประวัติศาสตร์ บันทึกเอาไว้ในตัวเอง อยากจะเขียนถึงเหตุการณ์วันนั้น ที่เจอะเจอ พบประสบเหตุ แต่บางอย่างก็ลงไปในรายละเอียดไม่ได้ พูดบอกเล่า อะไรไป คนที่อยู่ร่วมในเหตุการณ์ ร่วมกัน ได้จากไปหมดแล้ว หากจะมีอะไรยืนยันกัน...ไม่มีพยานแล้ว ...เลยต้องมานั่ง ติดตามข่าว ตามประสาคนเสพติดข่าว - สารบ้านเมือง ความเคลื่อนไหว ในวันนี้ วิธีการ และสถานะการณ์ ต่างกันมาก มีเพียงสาเหตุเท่านั้น ที่ใกล้เคียงกัน ....คงต้องชื่นชม อดีตนายก ฯ ทักษิณ ที่มีคนรักมาก และมีกลุ่มคน ที่กล้าออกมาแสดง ให้สังคมเห็น ดูเหมือนว่า เป็นการจงใจ จัดเตรียมการ ใตร่ตรอง และวางแผนมาก่อน ถึงได้กลับมา แบบเอิกเกริก ดังที่เห็นอยู่ในขณะนี้ เป็นข่าวถ่ายทอดสด ทุกช่อง แถมสำนักข่าวทั่วโลก ทั้ง CNN - BCC - NBC และอีกหลายสำนัก Breaking News ทุกระยะ

เหตุผลในการขอกลับเข้ามาในประเทศ ของอดีตนายก ฯ ทักษิณ กับ จอมพลประภาส ก็ต่างกัน คนหนึ่งไม่มีคดี ติดตัว นอกจากเรื่องการเมือง ข้อกล่าวหา ทรราช....ส่วนอีกคน มีคดี ที่คณะ ฯ ได้ตั้งกรรมการสอบเอาผิด ในข้อหาต่าง ๆ มากมาย ร่วมไปถึงประพฤติทุจริต ประพฏติมิชอบ ในขณะดำรงตำแหน่ง และต้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ ที่เกิดขึ้นจากอำนาจ การกำหนดของฝ่ายที่ ต้องการขจัด นักการเมือง ที่เห็นว่ามีพฤติการ ใช้อำนาจหน้าที่ไปในทางทุจริต

ในแง่จิตวิทยามวลชน ได้ไปเต็มร้อย เหลือเพียงการจะต้องทำอะไร อย่างที่พูดเอาไว้ เท่านั้น....โชคดีของบ้านเมือง ที่วันนี้ ผ่านไป ไม่มีฝ่ายแค้น ฝ่ายสะใจ ฝ่ายที่เสียประโยชน์ ฝ่ายเอาไหนเอาด้วยช่วยกระพือ ผู้ที่ไม่หวังดีต่อบ้านเมือง ก่อเหตุอะไรขึ้น แค่โยนประทัด เข้าไปในฝูงชน ก็ไม่ต้องคิดแล้ว ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ไม่มีอะไรที่ต้องทำให้บ้านเมือง มีเงื่อนไขวุ่นวาย ไม่มีรถที่สั่งซื้อ มาจกงบประมาณแผ่นดิน วิ่งออกมาเต็มถนนราชดำเนิน เหมือนกับภาพเหตุการณ์เก่า ๆ ที่ผ่านมา

 มันแตกต่างกับเหตุการณ์ ที่เรา มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยตรงอย่างสิ้นเชิง ...นี่แหละอำนาจ วาสนา บารมี ของคน วัดกันได้เมื่อยามมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่ ไปรอดูงานศพ งานสละร่าง ว่ามีคนมางานมากไหม ? เพราะที่มากันนั้น ย่อมจะมีคนที่มากัน เพราะมารับแจก มาเอาหนังสืองานศพ เล่มใหญ่ พิมพ์ด้วยกระดาษอาร์ต อย่างดี แถมมีเนื้อหา น่าหยิบเอามาวางแบกะดิน ขาย กับผู้ที่สนใจ...เจอมามาก หลายงานแล้ว รุ่งขึ้น หนังสือเล่มเมื่อวาน วางขายเกลื่น....


บันทึกเมื่อ.....28 กุมภาพันธ์ 2551....เวลา 19.30 น.       โปรดติดตาม.....เล่าเรื่อง เรื่องเล่า

พิมพ์เสร็จเมื่อ.....2 กุทภาพันธ์ 2556                              เสี้ยว.....ของชีวิต    ตอนต่อไป

ขอบคุณ....ทุกท่าน ที่ติดตาม


                    













ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

add comments.