วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

20.5 ชีวิต ที่.....หมอชิต











ตอนที่ 6

ได้พบ..ได้เห็น..
ได้เจอะเจอ



ความที่อยู่ในจุด ที่ได้พบ ได้เห็น ได้เจอะเจอ ความหลากหลายของชีวิต ทั้งการงาน และสังคม ที่ตัวเองต้องไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นเพราะหน้าที่การงาน มารยาท และส่วนตัว จึงทำให้ชีวิต ที่.....หมอชิต ในช่วงนั้น ราบรื่น ดี มิตรภาพ ความผูกพัน กับคุณทองห่อ และพี่น้อง น้องพี่ ผู้ใหญ่ ที่บางขุนพรหม ก้าวหน้าสนิทสนมมากยิ่งขึ้น ตามวันเวลา ที่นานวันเข้า 

ความใกล้ชิด สนิทสนมกับคุณครูงามนิตย์  เริ่มก่อตัวใกล้ชิด ตั้งแต่ครั้งที่ มาเรียนต่อ ที่แปดริ้ว เคยไปมาหาสู่เมื่อ พักอยู่บ้านหน้าสถานีรถไฟ จัดอยู่ในขั้นราบรื่น ไปไหน กันได้ด้วยความไว้วางใจ อีกทั้งผู้ใหญ่ก็รับทราบ การคบกันของเราทั้งสอง พัฒนามาเรื่อย ๆ เพียงแต่มีเงา เริ่มเข้ามาปกคลุม เมื่อมีคนรับทราบและมีความพยายาม...จนน่าเกลียด...ช่างเถอะ ...อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ห้ามใจ หรือ บงการการกระทำอะไร ไม่ได้ ....คุณครูงามนิตย์  มาเรียนทำปริญญา ต่อ ที่วิทยาเขต แถวประตูน้ำพระอินทร์

วิทยาลัยครูเพชรบุรีจุฬาลงกรณ์ (ชื่อในสมัยนั้น) ต่อมาเป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏ ฯ ตามการเปลี่ยนแปลงการศึกษา ในระดับอุดมศึกษา บ่อยครั้ง ที่เราเจอกัน เมื่อมากรุงเทพ พักกับน้องสาว แถวสะพานควาย ทำให้พบ เจอะเจอ กันโดยสะดวก ถ้าเป็นวันหยุด เสาร์อาทิตย์ ก็จะไปหาอะไรทานกัน หรือ ไปเที่ยว ตามโปรแกรม ไปเช้า เย็นกลับ กันหลายสถานที่ เพื่มพูน ความประทับใจ และความปรารถนาดี สิ่งดี ๆ ในชีวิต ให้แก่กันและกัน


ในยุคนั้น ยังไม่มีมือถือ การจะคบ พูดคุยกัน ก็ต้อง ใช้วิธีไปมาหาสู่กัน เท่านั้น หรือ ถ้าอดทน ก็เขียนจดหมาย ถึงกัน....นอกจากนี้ ชีวิตโดยส่วนตัว จากการงานแล้ว กับ ก๊วน หรือ แก๊งส์ ของเรา กับพี่ตุ๋ย ก็ยังมีโลกส่วนตัวของพวกเรา ในด้านสุขสำราญ มีคนใกล้ชิด เป็นคู่ขา ไปเที่ยวเตร่ สนุกสนานยามพักผ่อนกัน เป็นไปโดยปกติ ถ้าจะตำหนิกัน ก็คงต้องน้อมรับ เพราะถือว่าตัวเองยังไม่มีพันธะ อะไรกับใคร

ยังคงความโสด ไม่มีภาระ ผูกพันอะไรกับใคร นอกจากความใกล้ชิด และสนิทสนม พึงพอใจต่อกัน หลังจากคนหนึ่งต้องรับภาระ มัดตัวเองแต่งงานไป ความจริงใจที่ไม่มีอะไรเคลือบแคลง ส่วนลึกของหัวใจ ในขณะนั้น จัดว่ามีสองคน ...ยังไม่ได้คิดอะไร ไปไกลถึงชีวิตครอบครัว ยังสนุกกับการทำงาน และสนุกกับการใช้ชีวิต หลังจบสิ้นภาระกิจในแต่ละวัน บางวัน นอนที่สถานี และหลายครั้ง พาตัวเองไปในที่สำเริงสำราญ สุดที่จะพรรณา มีคำเตือน ท้วงติงบ้าง จากคุณทองห่อ แต่ก็เข้าใจสภาพดี


การได้มีโอกาสเข้าไป ทำงานใน ทีวี คงจะเป็นโชคดี ของตัวเอง เพราะได้ประกอบสัมมาอาชีพ ที่ต้องพบ ต้องเจอ กับบุคคลมากหน้าหลายตา ได้เรียนรู้ ทั้งภาคปฏิบัติ และวิชาความรู้ในมหาวิทยาลัย ระดับชาติ ได้เข้ารับการเรียน วิชาการประชาสัมพันธ์ และการจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ จากกรมประชาสัมพันธ์ ได้เข้ารับการอบรมงานสารบรรณ จากสำนักนายกรัฐมนตรี และยังได้รับการส่งเสริม เข้าอบรม สัมมนา สาขาวิชาการ อื่น ๆ อีกหลายแขนง ได้รับเชิญ ให้เป็นกรรมการงาน ระดับชาติ ต่าง ๆ ...คงจะเป็นเพราะสวมหมวก เป็นคน ทีวี จึงทำให้ดูเหมือน ตัวเองมีเกียรติ มีอิทธิพล ในฐานะสื่อ หรือ เป็นองค์กร ที่สังคมเกรงใจ จะติดต่องาน หรือมีธุระ ที่ต้องดำเนินการ ไปแห่งหน ตำบลใด จะได้รับความสะดวก เชื้อเชิญ เกือบทุกกรณี จึงมีการกล่าวขาน กันเป็นที่รู้กันในวงการ ว่า...โจร กลัว ตำรวจ แต่ ....กลัว สื่อ ละไว้ในที่เข้าใจ นะครับ เดี๋ยวจะพลาดไป เหยียดหยามกัน

คนที่อยู่ในวงการนี้ วิถีชีวิต จะได้พบกับสิ่งที่คนอื่นไม่ได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัส ได้เห็นในสิ่งที่คนทั่วไป ยังไม่ได้เห็น ได้เจอะเจออะไรมากกว่าคนที่ทำงาน องค์กรอื่น ๆ มีอะไรผ่านเข้ามาในชีวิตหลากหลาย มีคนนับหน้า ถือตา ชีวิตราบรื่น สนุกสนานกับการทำงาน บางขณะ ก็ดูเหมือนคนยิ่งใหญ่ มีใครต่อใครอยากไปมาหาสู่ คนที่รู้จักกันแล้ว ก็จะเทียวไป เทียวมาหา มีงานเลี้ยง งานรับเชิญ ถ้าถูกเชิญไปงานอะไร ก็แล้วแต่ ย่อมหมายถึง ต้องมีการเลี้ยงดู ถ้าสนิทสนมกัน บางทีก็จะเลยเถิด ต้องออกงานระดับชาติ และระดับชนชั้นสูงของสังคม มีชีวิตหวือหวามาก ทั้ง ๆ ที่ตัวเอง ก็เหมือนกับสวมหัวโขน ไม่ได้ ชี้ร้าย ตายเป็นอะไรได้ เพียงแต่เป็นทางผ่าน ของทุกเรื่อง ที่จะสู่เบื้องบน พิจารณาตามคำเสนอ หรือไม่ ? เท่านั้น ต้องคอยวิเคราะห์ ไปตามเรื่องและสถานะการณ์ เลยกลายเป็นคน ต้องรอบรู้ และมีไหวพริบ พร้อมที่จะ ทำความเข้าใจ ในทุกเรื่อง ตามข้อ เท็จจริง ที่มา และที่อาจเป็นไป
                                        
มีใคร จะเคยรู้ หรือ ? ว่า ตู้เย็น ขนาด 4.5 หรือ 5 คิว ...ใส่แบ๊งค์ ใบละห้าร้อย ใหม่ ๆ เต็มตู้ มีจำนวนเท่าไหร่ หรือเฉพาะช่อง ฟรีช ใส่ ทองคำแท่ง แท่งละน้ำหนัก 10 บาท รวมแล้ว ใส่ได้หนักกี่ บาท ? รวมถึงตู้แช่ เล็ก ๆ ตั้งวางหัวเตียงนอน ใส่ทองแท่ง ได้น้ำหนัก เท่าไหร่...เคยเห็นแฟ้มเสนองาน ที่เจาะใส่ทองคำแท่งไหม ที่ต้องเอาทองใส่ เสนอเรื่องพิจารณา อนุมัติ หรือไม่ ยังไม่รู้ ยื่นไปให้หน้าห้อง แล้ว เขาก็เปลี่ยนแฟ้ม ใส่แฟ้มปกติเสนองาน  ของหน่วยงานนั้น ๆ ส่วนเมื่อ อนุมัติ แล้ว ค่อย ขนตู้เย็น ไปให้คนเซ็นต์ หรือ ไม่ก็ เจาะใส่ เครื่องหมาย ยศ ต่าง ๆ ตั้งแต่ หัวเข็มขัด กระดุม สาย...ไปจนถึง บนบ่า บางท่าน เลยไปถึงหน้าหมวก...จนมี คำกล่าว ในแวดวงรู้กัน...ยุตตู้เย็น

ครบชุด ใส่กล่องกำมะหยี่ สีแดง อย่างดี จะเป็นน้ำหนักทอง ? ถ้าตีโปร่ง ประมาณ สิบบาท เศษ ๆ แต่ถ้าตัน ก็ต้อง หนัก 15 บาท เป็นอย่างต่ำ นี่ยังไม่ได้ เล่าถึงกระดาษแผ่นเดียว รวมถึงกุญแจรถ (เบ๊นซ์) หุ้ม หรือ ฝังเพชร ..รถ ขับไปจอดให้แล้ว รอเพียงส่งมอบกุญแจ ณ ที่...?  ทั้งหมดที่ เล่าเรื่อง เล่าเรื่อง เสี้ยว.....ของชีวิต เสี้ยวหนึ่ง ที่เจอะเจอ และสัมผัสมากับมือตัวเอง เพราะเคยนำพา ไปส่งมอบให้ ผู้รับ มาหลายราย ตั้งแต่เล็กน้อย สองบ่า ไปจนถึง เต็มยศ ใส่กล่องดังกล่าว

สิ่งของมีค่าต่าง ๆ เหล่านี้ ยามผลัดใบ หรือในโอกาสต่าง ๆ เวลา เสนองานเซ็นต์ อนุมัติ เข้าด้าย เข้าเข็ม จะต้องสืบให้รู้ ลงทุนไปคลุกกับแหล่งข่าว ที่เชื่อถือได้ ตั้งแต่ คนขับรถ ทส. หรือ ถ้าเป็นไปได้ แวะไปเยี่ยมเยียน พูดคุย กับคนในบ้าน ไม่เว้นแม้กระทั่ง วันเกิดคนในครอบครัว จำนวนมูลค่า ลดหลั่นไปตาม เจ้าของงาน วันเกิดตัวเอง ไม่ค่อยเท่าไหร่ สะดวก เพราะถึงใจพระเดช พระคุณ อยู่แล้ว แต่คนในบ้านนี่ สิ ! ลำบาก เพราะต้องหาข้อมูลให้แน่ชัด ไม่งั้น มี วีนส์ ล่ะก็ ..งานกร่อยแน่ ต้องรอบรู้ รู้ให้จริง ...กลับมารายงานอุปสรรค อาจจะต้อง เจอ วีนส์ ซะเอง !    
                                                          
บางคนชอบสะสมRolex บางคนชอบเล่นแร่แปรธาตุ...เพชร เป็นเรื่องธรรมดา ที่พบเห็นในขะที่ทำงาน อยู่ ยิ่งปากกา ดูปองต์ ฝังเพชร หรือ ครบชุด รวมไฟเแช๊ค ยื่นทั้งกล่อง เพื่อให้เซ็นต์ แล้วตั้งใจลืม ...วางไว้นั่น เอากลับมาด้วย สิแปลก ไม่มีใครทำกัน...! ? มันพูดยากนะ อธิบายก็ไม่ได้ มาจนถึงทุกวันนี้ ระบบอุปภัมถ์ สำหรับราชการไทย หรือ ผู้ที่ต้อง ติดต่องาน ต่าง ๆ ก็ยังคงไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลงมากนัก นอกจากมูลค่า คงต้องสูงขึ้น ทุกอย่างไม่มีอะไรเหมือนเดิม รถก็รุ่นใหม่ แต่ทองคำ ยังเป็นทองแบบเดิมแต่ค่าของมันแตกต่าง กับในยุคนั้น หลายเท่า
   
ไม่ต้อง เรียกร้อง ถามหา ความถูกต้อง ไม่ต้อง ไปรณรงค์ การคาดสินบาท คาบสินบน หรือ ให้ทุกคน ต้องปฏิเสธ การรับ...เป็นไปไม่ได้ ให้มันน้อยลงก็คง จะเป็นโชคของประเทศ แล้ว ...พูด หรือ คิดแบบนี้ อาจจะมีคนว่าสนับสนุน หรือ ไม่ช่วยกัน ..จะให้ทำอย่าไร ใครขึ้นมา ก็เหมือนกัน ...มัน ทีใคร ทีมัน มีตรงไหน บ้างที่ไม่มีการ หยิบยื่นให้  ยามเฝ้าประตูทางเข้าหมู่บ้าน ยังต้อง ซื้อก๋วยเตี๋ยว ฝากลิโพ กระทิงแดง  ไม่งั้น ไม่เดินผ่านหน้าบ้าน ..ลองไม่ส่งโขง สักขวด ดูทีรึ ว่า เขาจะเวียนมาเก็บขยะ ให้ไหม ? ใช่ไหม...บุคคลเหล่านี้ มีเงินเดือน ทั้งนั้น ..แต่ต้อง...ให้

อย่าไปพูดถึงถามถูกต้อง อย่า ไปสัมมนาให้ เปลืองสถานที่ และงบประมาณ ทำได้ ไหม ง่าย ๆ เพียง ผู้ที่จะต้อง ให้ ...ไม่ให้ ..ไม่ได้อะไรกลับมา ก็ต้องไม่สนใจ ยอมพร้อมใจกัน...ทำไม่ได้ ..แค่ ช่วยกัน งด ไม่ซื้อของ บนทางเเท้า แค่ อาทิตย์ เดียว ฟุทบาธ ก็จะโล่ง ยังไม่ทำกันเลย ทุกคน แสวงหา ชอบความสะดวกสบายกันทั้งนั้น เพราะฉะนั้น อย่ามาพูด สั่งสอน ให้เปลืองสมองกันเลย ของง่าย ๆ ยังทำกันไม่ได้ ใครให้ บอกให้ เอาคืน ไป บอกดัง ๆ พร้อม ๆ กัน ดูทีรึ ว่า บ้านเมืองจะปราศจาก คอรัปชั่นไหม...แฮ่ ๆ ...5 5 5 ฝันได้ โดยไม่ต้องคิด ก่อนล้มตัวลงนอน ...ให้ เท่านั้น เขาจึงได้อะไร กลับมา โดยเฉพาะในแวดวง ธุรกิจ กลุ่มผลประโยชน์ สมประสงค์ร่วมกัน ...ผมทำ(เซ็นต์)ให้คุณ ผมได้อะไร...เขาถามตัวเองนะ ไม่ต้องการคำตอบ เพราะสิ่งของที่รับมอบ คือ คำตอบ ที่เขารู้อยู่แก่ใจ






             











 












บันทึกเมื่อ.....27 กุมภาพันธ์ 2551.....เวลา 20.55 น.             โปรดติดตาม เล่าเรื่อง เรื่องเล่า
พิมพ์เสร็จ.....29 มกราคม  2556                                         เสี้ยว.....ของชีวิต ตอนต่อไป 

ขอบคุณ ....ที่ติดตาม

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

add comments.