วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

13.6 มหา' ลัย ชีวิต.....ภาพ.....











ตอนที่ 8

วันที่ ต้องจากจร


ระหว่างปลายปี พ.ศ. 2510 คาบมาถึงต้นปี พ.ศ. 2511 ครอบครัวเรา ย้ายกลับมาจากอุบล ฯ มีน้อง ๆ กลับมาด้วย...เซ้งตึก เช่าคูหา อยู่ที่ ซอยจรัลสนิทวงศ์ 13 ซอยทางเข้าโรงเรียนพาณิชยการธนบุรี อาว์นิด-อาว์เชื่อม ก็ย้ายมาเช่าบ้าน จากซอยวัดบางเสาธง ที่เราอยู่ด้วยก่อนหน้านั้น มาอยู่ใกล้ ๆ กัน ทางบ้านได้ทุนมาเปิดโรงพิมพ์เล็ก ๆ แท่นวางซาง ฉับแกะ เพื่อจุดประสงค์ พิมพ์หนังสือ พจนานุกรมภาษาอีสาน โดยมีอาว์ ทั้งสองดำเนินกิจการ...ดูเหมือนว่า อะไร ๆ ในชีวิต ครอบครัวจะดีขึ้น.....(แต่).....

เราเองยังใช้ชีวิต ตามปกติ เพียงแต่เรื่องส่วนตัว เมื่อโตเป็นหนุ่มเต็มวัย .....สิริลักษณ์ เข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพ โรงเรียนพาณิชยการสีลม  พักที่บ้านญาติ ซอยวัดประดู่ ฯ แถวเกียกกาย จากนั้น มาอยู่ตึกแถว ซอยเนตรประสม ลาดพร้าว 18 จึงทำให้การไปมาหาสู่ บ่อยขึ้น บางวันก็ไปรับกลับจากการเรียน เสาร์ - อาทิตย์ ก็จะมีโปรแกรม ไปเป็นเพื่อน ในหลายที่ ทั้งธุระ เยี่ยมเยียน แถวบ่อนไก่ ทำให้แวะนั่งเล่นสวนลุม ฯ ไปหาพี่สาว แถววัดสระเกศ ฯลฯ บางทีก็ไปบ้านเพื่อน แถวฝั่งธน  และกิจกรรมส่วนตัว ดูหนังบ่อยมาก โดยเฉพาะเปลี่ยนวิถีชีวิต มาชมภาพยนตร์ไทย ตามสภาวะตัวเองในสมัยนั้นภาพยนตร์ไทยจะเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ ในเวลากลางคืน จะเป็นรอบพิเศษ มีดนตรีการแสดงก่อนฉายภาพยนตร์ บางเรื่องเราก็จะไปชมกัน กว่าหนังจะเลิกก็ค่อนข้างดึก ความยากลำบากในการกลับที่พัก ย่อมมีบ้าง แต่ก็....มีความสุขดี  เหมือนภาพยนตร์ จบ แบบ..แฮปปี้เอ็นดิ้ง












 กับชีวิต มิตรไมตรี และความผูกพันกับคุณทองห่อ ก็ยังเป็นไปแบบปกติ เพียงแต่ชีวิตในวัยนี้กระชุ่มกระชวย มีเพื่อน และถูกชะตากับเพศตรงข้ามมากไปหน่อย ในซอยพาณิชย์ ฯ ต้องใจกับสุภาพสตรีอีกถึงสองคน คนหนึ่งเป็นลูกคนจีน ที่ครอบครัว ทำกิจการ เล็ก ๆ ในละแวกนั้น อีกคน...รัชนี...คนนี้มีความใกล้ชิด เป็นพิเศษ และ....มีสุภาพสตรี หลายท่าน ที่ผ่าน เวียนเข้ามาในวิถีชีวิต อาจเป็นเพราะวัย และบุคคลิกส่วนตัว ที่ทำให้...เพียงแต่ ผ่านมาแล้วจะผ่านไป ไม่มีอะไร ที่จากแล้วต้องเจ็บปวด นอกจากคนบางคนที่แอบ หวัง หวังว่าจะเป็น...แต่มีหลายเรื่องขวางไว้ บางเรื่องก็เหมือนนิยาย อย่างเช่น เรื่องราว ชีวิตรัก ที่ปราจีน...สุด กล้ำกลืน ฝืนใจตัวเอง หักใจลืมไปไม่ได้ ทั้งสองคน จนถึงทุกวันนี้.

วันเวลาผ่านมาถึง วันที่ 11 เมษายน 2511 เป็นวันที่เพื่อนรัก ต้องจากจร เพราะ แป๊ะ ต้องเดินทางไปศึกษาต่อ ประเทศสหรัฐอเมริกา ดูตามรูปที่ถ่ายเอาไว้ มี พี่เน้า เรา เล็กใหญ่ เป๋ง และอีกคน ไก่ ที่เพิ่งจะมาสนิทกัน ...ในสมัยนั้น การจะไปส่งคนไปเมืองนอก ดูจะเอิกเกริก เป็นอย่างยิ่ง ต้องสวมเสื้อนอก ทำอย่างกับว่าจะไปเอง ดูแล้วตลกดี มาทียบกับสมัยนี้ ที่สนามบิน สวมเสื้อยืด รองเท้าแตะ ก็เดินกันได้

เมื่อ เพื่อนรัก ต้องจากจรไป แน่นอน...ชีวิตเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เริ่มไปวัดมหรร น้อยวันลง  ตามวัน เวลาที่ผ่านไป เพื่อน ๆ ที่สนิท กันก็กระจัดกระจาย แยกย้ายไปตามเหตุการณ์ไฟไหม้ เพื่อนคนอื่น ๆ ส่วนมากจะเป็นเพื่อน เชื้อสายจีน ต้องช่วยทางบ้านทำมากากิน รสนิยม ความชอบ แตกต่างกันไป ทุกชีวิตเติบโตเต็มที่ ยกเส็ง-ยกง้วน สองพี่น้อง ก็ทำมาหากินส่งน้ำแข้ง เป็นงานหลักของที่บ้าน แล้วก็ใช้เวลาว่าง ทำอาชีพเสริม ตามถนัด ส่วนรุ่นน้อง ๆ บางคนก็ยังเรียน ...ร้านเกรดเอ ที่เป็นที่นัดพบ เริ่มจะเงียบเหงา เรากับเล็กใหญ่ ก็ไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกัน เพราะเขามีคู่หูใหม่ เป๋ง กับ เล็กใหญ่ เข้าคู่กัน อย่างพระเจ้าส่งมา มีหลายอย่างที่เราไม่ถนัด ก็เลยออกมาห่าง ๆ  
                                                                                 

บรรยากาศ ละแวกนั้น เริ่มเหงียบเหงา คนเก่า ๆ ของวัดมหรร ศาลเจ้าพ่อเสือ หายไป คนใหม่เข้ามาแทนที่ ที่อยู่ก่อสร้างใหม่ จึงมีคนหน้าใหม่เพิ่มขึ้น แม้กระทั่งในตลาดศาลเจ้าพ่อเสือ พ่อค้า แม่ค้า หน้าใหม่ ก็มาแทนที่คนเก่า ไม่มีแผงค้าของครอบครัว บ้อ แต่ อ๋า ยังอยู่ในลักษณะเดิม พี่หมู - พี่ชาญ เมื่อเป็นครอบครัว ก็ห่างกันไปอีกราย นับจากตรงนี้ อะไร ๆ ในชีวิต เริ่ม จาง...จาง ไปที่ละน้อย ๆ ตามวันที่คืบคลาน เข้ามาเปลี่ยนแปลง.
                               
 
ช่วงที่ แป๊ะ จากไปใหม่ ๆ ก็ได้อาศัย เขียนแอร์เมล์ ถึงกัน ส่งรูป บอกเล่าความเคลื่อนไหวมาให้ระยะหนึ่ง ทำอย่างนี้อยู่ สองถึงสามปี ก็ค่อย ๆ จาง เงียบไป คงเป็นธรรมดาโดยทั่วไป ส่วนใหญ่ ก็พูดคุยกันเรื่อง หญิง ตอนก่อนที่ แป๊ะ จะไป ถูกตาต้องใจกับหญิงแถวนั้น แต่ไม่ได้สานความสัมพันธ์อะไรจริงจัง เพียงแค่พึงพอใจ ที่จริงครอบครัวเขาก็เป็นคนเก่าแก่ละแวกนั้น เราเองก็รู้จักดี พอก่อสร้างตึกใหม่ เขาก็มาอยู่ในฐานะเดิม เพราะที่ตรงนั้นเป็นที่ทรัพย์สิน คนอยู่เก่าจึงได้สิทธิ์ ...มาลี เป็นลูกสาวของบ้านนี้ ที่ แป๊ะ เกิดต้องใจ แต่ได้แต่ เหล่ ๆ เพราะพ่อ และพี่ชาย ดุ มาก พี่ชายเขาชื่อ หมู ตอนเด็ก ๆ ก็รู้จักกันดี พอโตกลับมาอยู่ที่เดิม ไม่ได้สุงสิงกัน 

มันเป็นเวลา ช่วงที่จังหวะของชีวิต ต้องมีความพึงพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส และโดยเฉพาะได้ สัมผัส ทุกคนย่อมต้องมีประสบการณ์ผ่านเข้ามาในชีวิต มีความรัก ความผูกพัน ความพึงพอใจ ย่อมเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพียงแต่ว่า มันจะดำเนินไปถึงในจุดใด จุดที่ตัวเองคาด หวัง อะไรหรือไม่ ? ก็แค่นั้นเอง....วันเวลานั้นหมุนผ่านไป ทุกสิ่งสรพพสิ่ง ก็ย่อม เวียนเข้ามาหาตัวเอง ชีวิตเมื่อวันวาน ย่อมไม่เหมือน ชีวิต ที่ยืนต่อไปข้างหน้า ไม่มีอะไรที่ตัวเองรู้ ว่า พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ฉันใด ก็ ฉันนั้นแล ...ดังสุภาษิตจีน ที่พร่ำพูดกันเสมอว่า...." งานเลี้ยง ย่อมมีวันเลิกลา " ของฝรั่งก็จะกล่าวว่า... A time for us. ถ้าเข้าข้างตัวเอง...For the good times. ถ้าของไทยเศร้าไปหน่อย.." อำลา อาลัย " พบกันเพื่อจาก....หรือ..ไม่มีอะไรแน่นอน เท่ากับ ความไม่แน่นอน. 

บันทึกเมื่อ.....16 กุมภาพันธ์ 2551.....เวลา 8.30 น.                      เล่าเรื่อง เรื่องเล่า...เสี้้ยว....ของชีวิต  
พิมพ์เมื่อ.......30 พฤศจิกายน 2555                                                   โปรดติดตาม............... ตอนต่อไป
                                                                             
ขอบคุณ.....ที่ติดตาม....กรุณาช่วยคลิก >
................ลงชื่อเข้าใช้ .......ขอบคุณ 








                                    


  


     






























 
                                                                                                             
                        ภาพโฆษณา ในอดีต ที่ผ่านมา....                  
                                

                                     

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

13.5 มหา' ลัย ชีวิต.....ภาพ.....











ตอนที่ 6

วัน เวลา
บ่งบอก...สัญญาณ





 
ระยะหลังของการใช้ชีวิตที่วัดมหรร เติบโตขึ้นมาก มีชีวิตอย่างค่อนข้าง วาดหวังอะไรในชีวิต เพียงปล่อยให้ชีวิตผ่านไป นอกจากบางครั้งเวลาช่วงปิดเทอม พี่มาก ญาติผู้พี่ จากปราจีน ที่มาอยู่ร่วมชายคาตั้งแต่จบชั้นประถม 4 แล้วมาเรียนต่อมัธยม ที่โรงเรียนพระนครวิทยาลัย อยู่ในความอุปการะของที่บ้าน ...พี่มากจะพาไปบ้านปราจีน มีชีวิตสนุกไปอีกแบบ ..สนุกแบบบ้านทุ่ง ขี่ควาย สัมผัสกลิ่นโคลนสาบควาย หอมกลิ่นปลาร้า ไปแรก ๆ ก็ไม่ค่อยจะชินนัก คนที่นั่นเขาเรียกว่า ไทกรุงเทพ (คำพื้นเมือง) แต่โชคดีที่อยู่ในลักษณะ ขวัญใจญาติ เป็นเหมือนลูกแก้วเลยทีเดียว มีคนฟูมฟัก ดูแลเอาใจใส่ ในระดับตามสภาพแวดล้อมที่นั่น

ชีวิต ที่ปราจีน มีอะไรฝากไว้กับชีวิต เป็นตำนานมาก โดยเฉพาะเรื่องของความรัก ได้พบเพื่อน ที่เป็นทั้งญาติ และคนรู้จัก สนิทกันมาจนกระทั่งหลายคน จากไปด้วยเวลายังไม่สมควร มีหลายครอบครัว สนิทชิดเชื้อ อย่างใกล้ชิดมาก และที่พิเศษ สำหรับบุคคลพิเศษในชีวิต...ยิ้น.. สิริลักษณ์ ไชยนุสรณ์ และ คุณครูงามนิตย์ เขตต์ชีวะ และอีกสองสามคน ในจำนวนเพื่อนหญิง ในรุ่นนั้น ... จะสนิทกันมาก จนกระทั่งเป็น.....

ความรัก      เริ่มต้น มีความรักแบบจริงจัง และจริงใจ กับสิริลักษณ์ จะสนิทกันมาก เราจะมีหน้าที่ พาไปไหน ๆ เมื่อครั้งลงมาเรียนต่อ พาณิชยการสีลม จนเป็นที่ร่ำลือทั้งตำบล แต่ชะตาชีวิตหักเห ถ้ามีโอกาส เล่าเรื่อง เรื่องเล่า เสี้ยว....ของชีวิต ที่ปราจีน จะเล่ารายละเอียดในโอกาสต่อไป ..ชีวิตเราก็แบบนี้แหละ บางครั้ง ก็ กลับดำ เป็นขาว หรือ กลับขาว เป็นดำ ในชั่วข้ามคืน ดังเช่น เรากับสิริลักษณ์..." ถ้าไม่แต่ง ยิ้นจะ.."เท่านั้นแหละ ชีวิตรักก็อับปางในบัดดล เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาวะจิตใจอย่างสุดรันทด
น้ำท่วมกรุงเทพ ในอดีต


( เหตุเกิดจากหลังลาสิกขา ที่บ้านในซอยเนตรประสม  ลาดพร้าว ซอย 18 ) ...ก่อนหน้านั้น...ตอนที่ย้ายไปอยู่ ฝั่งธน ฯ บ้านบางเสาธง เรากับคุณทองห่อ เริ่มมีความสนิทสนมกันมากขึ้น มีอะไรเปิดเผยในการคบหากัน โดยไม่ต้องระวัง หรือ หวาดระแวง เกรงใจอะไร เพราะเป็นขณะที่ บ๊อก-บ้อ ใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว ชีวิตส่วนตัว ก็ยังหวังมุ่งมั่น ที่จะเรียนหนังสือ ให้ผ่านอะไรไปให้ได้ ในระดับใด ระดับหนึ่ง คุณทองห่อ ต้องลดชั้นลงมาประกบการศึกษา พยายามกระตุ้นให้เรา ผ่านให้ได้

    *.....น้ำท่วม กรุงเทพ เมื่อ ปลายปี 2554.....*

 
ผ่านมาได้แค่ระดับหนึ่ง เพียงแค่ผ่านมัธยมศึกษา หลังจากที่เพียร เรียน 7 - 8 หรือ มศ.ปลาย ตอนเป็นช่วงเปลี่ยนระบบการศึกษา ไม่ผ่านอยู่สองสามปี เลยต้องยุติไว้เพียงแค่นี้...เมื่อต้องหยุดการเรียนลงอีก ก็ยังเวียน ไปวัดมหรร เหมือนเดิม ช่วงนี้ เล็กใหญ่ เป็นหัวโจก มี เป๋ง เข้ามาร่วมวง รวมในกลุ่มด้วย เล็กใหญ่ พาไปนั่ง ศรแดง  ที่นี่ จะเป็นที่ชุมนุม ของเกย์ รุ่นใหญ่ในสมัยนั้น


ดูเหมือนเพื่อนจะทำท่า จัดสรร เป็นโมเดิลลิ่ง ในยุคนี้ ทำนองนั้น ที่นี่ ได้กิน ได้เที่ยวไปอีกแบบ มีพี่่ ปาน  บุนนาค รุ่นเดอะของวงการนี้ ( ขออภัย เจ้าตัวเสียชีวิตไปนานแล้ว) เป็นแกนนำ กิน และเที่ยวที่ พีเลียเม้นท์ อยู่พักหนึ่ง จบแล้วก็ไปสถิตกันที่ หอพักหลังวัดปรินายก แถวสะพานวันชาติ แต่เรากับแป๊ะ ก็อาศัยหลบภัยเอาตัวรอดมาจาก...อีกเช่นเคย ...กิน เที่ยว อย่างเดียว อย่างอื่น...งด 
  
                                                                         
                                                                                                                                                                        



 เล็ก เปิดร้านเกรดเอ สอนพวกเราเต้นรำ เพื่อเข้า สังคม      เข้ากลุ่มใหม่...ทำตัว    เป็นพี่ใหญ่ ในกลุ่ม และเป็นผู้เชี่ยวชาญ ในเรื่องนี้ ...บางเสาร์ เราก็จะไปเที่ยวกันถึง บางปู  ไปเต้นรำ หรือไม่ก็ สทร.ท่าช้าง  เริ่มเพิ่ม แสงสี เพลง เข้ามาในวิถึชีวิต สนุกได้รสชาดขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ส่วนโลกส่วนตัว ทั้งคุณทองห่อ และ เพื่อนรัก ที่ปราจีน ก็ยังติดต่อประสานใจ ไม่ได้ยิ่งหย่อน ตามปกติ ...
แป๊ะ  เริ่ม หมกมุ่นกับเกมส์ มากขึ้น โดยเฉพาะบิลเลียด.....ไปสนามม้า บ้าง แต่ไม่ทุกนัด ความเติบโต ทำให้ชีวิตเรา เข้าไปหาความแปลกใหม่ในชีวิตยิ่งขึ้น ตัวเอง ก็ยัง ใช้ชีวิต กลางวันวัดมหรร กลางคืนก็กลับฝั่งธน นาน ๆ หรือ อาทิตย์ละครั้ง ก็ยังเจอ คุณทองห่อ  เป็นแบบปกติ มีอะไรคอยดูแลซึ่งกันและกัน มิได้ขาด ชีวิตต้องบริหารจัดการตัวเอง ระหว่างเพื่อนกับ....


ตอนที่ 7

เมื่อพระเพลิง.....?             
               
ต้น ปี พ.ศ. 2510 ...หน้าวัดมหรร และบริเวณหลังศาลเจ้าพ่อเสือ เกิดอาถรรพ์ อีกครั้ง เมื่่อมีอัคคีภัย ครั้งใหญ่มาเยือน เหตุการณ์เกิดขึ้น เมื่อขณะเราใช้ชีวิต อยู่ในขณะนั้นตามปกติ ครั้งที่ไหม้ครั้งแรก ที่บ้านเราโดนนั้น ตัวเราอยู่ราชบุรี แต่ครั้งนี้ร่วมอยู่ในที่เกิดเหตุ...พระเพลิงพิโรธ เกิดมาจาก บริเวณ ตรอกช่างทอง หลังโรงเรียนตะละภัฏ เพลิงโหมกระหน่ำยามบ่าย ลามเป็นบริเวณกว้าง มาถึงบ้านเซม่วย บ้านบ๊อก บริเวณตรอกแขก ยันถนนตัดใหม่ ประชิดตรอกครุฑ รุกกระหน่ำ มาจนถึงบ้านอ๋า

พระเพลิงโอบล้อม เป็นอาณาบริเวณกว้าง มาจนถึงโรงพิมพ์ บ้านแป๊ะ บ้านพี่หมู...ธีระ ...ข้ามถนนบุญศิริ จากร้านลูกชิ้นอนามัย และลูกชิ้นสวรรค์ บ้านร้านอาลี บ้านแขก โรงเรียนพระนคร โรงเรียนหงศ์สุรนันทน์ ประชิดลุกไหม้ บ้านแสง อู๊ด เปราะ และก๋วยโบ้ เผาที่ทำการ ช่อง 8 วอดวายเป็นตอตะโก ไฟลามมาจนถึงเกือบหน้าวัด บริเวณที่เคยไหม้มาแล้วเมื่อครั้ง ปีกึ่งพุทธกาล 2500...ตั้งแต่หอพัก ราบเรียบ ดำ มืด เมื่อไฟมอด ครั้งนี้ บ้านที่เป็นเพื่อนเติบโต สนิท วิ่งเล่นกันมา โดนครบทุกบ้าน แทบไม่มีบ้านใครรอด 

จากพระเพลิงกระหน่ำในครั้งนี้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพื่อน ๆ ที่เติบโตมาด้วยกัน ก็เลยต้องแยกย้าย กันไปตาม ๆ กัน ที่บ้านแป๊ะ ยังตั้งหลักได้ สร้างโรงพิพ์ขึ้นมาใหม่ โอ่โถง ทันสมัยกว่าเก่า ยกเส็ง ไปอยู่หน้าศาลเจ้าพ่อเสือ อ๋าก็ยังอยู่ตึกแถวใหม่ใกล้เคียงที่เดิม บ้านเซม่วย ย้ายมาอยู่ ริมคลองข้างวัดมหรร ติดร้านท่านชาย นอกนั้นก็กระจัดกระจาย ไปหลายทิศทาง บางคนก็ขาดการติดต่อไปในทันใด และแล้ว หลังจากนั้น ทุก ๆ ชีวิต ที่วัดมหรร ค่อย ๆ จากหายหน้ากันไป บางคนชีวิตก็แปรเปลี่ยนไป เช่น อู๊ด-หมู สองพี่น้อง เปราะ  จบจากนายร้อย จปร. รับราชการเป็นนายทหาร ไม่เจอกันเลย .....ยกเส็ง-ยกง้วน สองพี่น้อง เพื่อนรัก เริ่ม เข้าสู่แวดวงยุทธจักร ที่ชอบของเพื่อน จนเป็นมืออาชีพ ในกาลต่อมา

ซุปเปอร์แมน ยุคแรก

ไม่มีปฏิหารย์ ไม่มีมนุษย์กายสิทธิ์ ไม่ใช่ซุปเปอร์แมน เหมือนในภาพยนตร์ มีแต่ความทรงจำ ภาพ ในอดีต ที่เกิดขึ้นมาแล้ว ก็ผ่านไป ความห่างเหิน เริ่มเข้ามาเยือนวิถีชีวิต หลายชีวิต เพื่อน...รวมถึงคนอื่น ๆ ที่รู้จักกันดี ต่างคนต่างต้องไป บางคนต้องดิ้นรน ขวนขวายหาที่อยู่ใหม่ คนที่โดนซ้ำสองในรอบ สิบปี จึงต้องล้มเซ ไปบ้างเป็นธรรมดา จึงได้ยินเสียงอาทรณ์ ถอนใจ เฮือกใหญ่ ๆ ใครที่มีประกันเพลิง ก็ค่อยยังชั่ว สามารถลุกขึ้นมายืนได้ในทันที ใครไม่มี ก็ต้องก้มหน้าซบฝ่ามือตัวเอง ...มันเป็นความเศร้าอย่างมหรร..


                                  สวนลุมพินี ในอดีต

มีเพื่อนอีกกลุ่ม ที่จะไม่กล่าวเล่าถึงคงไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะมีกิจกรรมร่วมกัน เพียงแค่เรียนหนังสือด้วยกัน เพียง สามสี่ปี แต่ความรู้สึกดี ๆ ความระทับใจ ที่มีให้กัน ก็มิอาจเลือน ภาพทรงจำอะไรใน เสี้ยว....ของชีวิต ไปได้ ช่วงปีพ.ศ. 2500 - 2504 เรียนหนังสือชั้นมัธยม ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรี  ที่สนิทกันมาก หลังจากมากรุงเทพแล้ว ก็ยังติดต่อกันระยะหนึ่ง ไปมาหาสู่ เวลาใครมีงานการอะไร ก็มาเจอกัน
สวนลุมพินี ในปัจจุบัน
 ฟัดเฉ่ง แซ่ฉั่น ต่อมาเปลี่ยนเป็น สุรัตน์.....อีกคน สมบัติ โกประจำ ด.ร.และ วีรพันธ์ โชติวนิช หรือ เจ้าด้อง ..บุญจอง วีระนนท์ เพื่อนที่ราชบุรี เคยพา แป๊ะ และเพื่อนในกลุ่ม ไปถล่ม จนประทับใจกันตาม ๆ กัน มีแต่ความ มัน..สนุก ลูกเดียว ...เมื่อตอนที่เราเข้าสู่ชีวิตสมรส เพื่อนก็มาแถมพาคุณครูที่เคยสอนมาอวยพร ในงานด้วย ..เชิดชัย เมทะยานนท์ นี่ก็สนิทกัน ต่อมาทราบข่าวว่า เป็นถึงนายพลกองทัพบก ...มีสองสามคน รู้จักทักทายกัน ยังมาเจอกัน ที่เรียนเกริก.....วันคืนผ่านไปนานหลายสิบปี อะไร ๆ มันก็ต้องเลือน จางมิตรภาพ คงว่ากันไม่ได้ มีอะไรที่เป็นเกล็ด เสี้ยว....ของชีวิต  เมื่อบันทึกเล่าเรื่อง เรื่องเล่า พาดพิงไปถึง จะค่อย ๆ เล่าสู่กันอ่าน

ระหว่างไปพักเรียนมัธยมปลายที่ ผะดุงศิษย์พิทยา และ กุนนทีรุทธารามวิทยาคม ห้วยขวาง ก็มีเพื่อนสนิทหลายคน แต่เป็นการไปเรียน ช่วงสั้น ๆ เหมือนไปพักเพื่อเรียน พิสูจน์ความตั้งใจเรียนของตัวเอง ..ทิพวรรณ โวอ่อนศรี...อรสา(อ้อย) สารพัฒน์ ...ปาน ...บุษบา สองคนหลังนี่ มาเป็นพยาบาลอยู่ที่ รพ.ราชวิถี เคยเจอกันบ้าง และคนอื่น ๆ อีกหลายคน เป็นขวัญใจประจำชั้น มีเพื่อนเป็นกลุ่ม หลายกลุ่ม ทั้งหญิงและชาย ...กมล สุขพืช คนนี้ตอนที่ ยกเส็ง ต้องหลบภัยไปปราจีน ไปมาด้วยกันด้วย ต่อมาเพื่อนเข้านักเรียนพลตำรวจ เป็นนายสิบประจำการสถานีพญาไท ..ป่านนี้คงเกษียณ แล้ว รุ่นนี้มีคนดัง ในวงการเพลง...วินัย กลีบบัว เพื่อนเป็นนักดนตรีสมัครเล่น ชนะเลิศแห่งประเทศไทย รุ่นเดียวกับที่ ดิอิมพอสซิเบิล ได้แชมป์ประเภทอาชีพ

ตอนที่ทำงานอยู่ ทีวี เคยไปนั่งฟัง ดู ที่ เอราวัณ ทีรูม เข้าไปทักเพื่อน ทำเป็นไม่แยแส คุยแบบแกน ๆ แต่พอมาออก รายการเสาร์สวิง ...เห็นเรากำลังทำงานสาละวนอยู่ รีบพาเพื่อน ๆ ในวงเข้ามาทัก ...แบบนี้ล่ะสังคม ....พี่ตุ๋ย ยังบอก หนังคนละม้วน เพราะตอนที่ไปพบ คุยให้พี่ตุ๋ย ฟังว่า เป็นเพื่อนเรียนหนังสือมาด้วยกัน.....ชีวิตตอนที่เรียน มศ.ปลาย เครียดมาก อาจจะเป็นเพราะตัวเองไม่ค่อยจะมุ่งมั่นเท่าใดนัก ดีที่มี คุณทองห่อ  คอยกำกับบทเรื่องเรียน เพราะ คุณทองห่อ  สอบสิงหา ได้ เป็นครั้งสุดท้ายที่จัดให้มีการสอบ เราก็เลยเหมือนสิ้นหวังในทางนี้ อีกประการหนึ่ง ใจคอ วอกแวก เวลาไปเรียน เพราะรู้ว่า เดี๋ยวบ่าย ๆ ...แป๊ะ  จะต้องเอาก้อนอิฐ มาเหวี่ยงใส่บานหน้าต่าง ...แม่น ซะด้วยนะ เพื่อน ...ส่วนเพื่อนอีกกลุ่ม ...วัดราชบพิธ ยิ่งเรียนสั้น ๆ แค่ไปพักเรียนหนึ่งปี เพื่อนส่วนใหญก็อยู่ในละแวกนั้น นั่นแหละ ก็เลยไม่มีเพื่อนสนิทสนมมากนัก .

         













บันทึกเมื่อ.....13 กุมภาพันธ์ 2551.....เวลา 20.35 น.
พิมพ์เมื่อ........29 พฤศจิกายน 2555
โปรดติดตาม เล่าเรื่อง เรื่องเล่า เสี้ยว....ของชีวิต  ตอนต่อไป

ขอบคุณ.....ที่ติดตามอ่าน กรุณาช่วย
.........ลงชื่อเข้าใช้ ...........ขอบคุณ

                                                                                  

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

13.4 มหา' ลัย ชีวิต.....ภาพ.....








ตอนที่ 5

ชีวิตที่คลั่ง...กลางน้ำ 
เวียนวน




อันที่จริง ชีวิตที่เติบโตมาจากถิ่นวัดมหรร ถึงจะเต็มไปด้วย พงหนามชีวิต มีขวากหนาม กับดักชีวิต หลุมล่อ  แหล่งมัวสุม มากมาย สถานที่ชุมนุมหนาแน่น เช่น โต๊ะบิลเลียด จุดนัดเล่นการพนัน รวมทั้งใกล้ชิด วงการ สนามมวย  สนามม้า  ซึ่งเป็นสถานที่ที่พวกเราเข้าไปสัมผัสมาทั้งนั้น แต่ส่วนใหญ่เราจะเข้าไปดูเฉย ๆ ไปนั่งกิน หมูสะเต๊ะ หรือ ไก่ย่าง ซะมากกว่า ไม่เคยเล่น มีแต่ แป๊ะ  ที่ลองสัมผัส แบบอยากเรียนรู้ 



ต๊ะบิลเลียด หน้าโรงพิมพ์ออมสิน  เลยโรงเรียนพระนคร ถนนบุญศิริ จะเป็นที่ชุมนุมใหญ่ เมื่อตอนที่เรารู้สึกโตขึ้นมา อายุสามารถเข้าไปได้แล้ว อย่างที่เคยบอกเล่าเอาไว้...แป๊ะ มีความสามารถพิเศษ รวมถึงพรสวรรค์ เล่นเกมส์อะไร จะออกไปทางเก่ง ใช้ได้ ...ตัวอย่าง เช่น ในโต๊ะบิลเลียดนี่ เวลาที่เราไปนั่งเฝ้า นั่งดู คอย เพื่อนเล่น หิวข้าว ...เพื่อนก็จะบอกว่า ไปสั่งกินรอเลย เดี๋ยวตามไป (จ่ายตังค์)... บิลเลียด ดูเหมือนจะเป็นเกมส์พนัน ที่ดูดีหน่อย เล่นแล้วไม่ต้องหวาดระแวง คอยวิ่ง ร้อยเมตร หนีตำรวจ เมื่อถูกจู่โจม ถือเป็นแหล่งมั่วสุม เวลามีเหตุอะไร ตำรวจก็จะเข้ามา กวน ตรวจตรา ดูโน่น ดูนี่ ค้นตัว ถ้ามีของผิดกฏหมาย ก็ซวยไป แต่แปลก ตรงที่เรา แค่เล่นเป็นเท่านั้น...ยกเส็ง...จะบอกว่า..." มึงนั่ง ดู เฉย ๆ เลย "...  ( ดู แล้ว น่า ดู หรือ น่า เล่น ล่ะ ? )





ยกเส็ง...แป๊ะ เป็นเพื่อนรัก ทั้งสองคนที่ ว่างเมื่อไหร่ เป็นแวบเข้าโต๊ะบิลเลียด จนเตี่ย ต้องมาตาม หรือ ให้คนมาตามออกบ่อย ๆ แป๊ะ ก่อนจะไปศึกษาต่อ ที่อเมริกา วัน ๆ ก็ขลุก อยู่แต่ในโต๊ะ.....ยกเส็ง  ถือเป็นคนแทงบิลเลียด มีฝีมือจัดจ้าน คนหนึ่ง ก้ม เป็นภาวนา...ลง....จนทุกวันที่บันทึกอยู่นี่ ยกเส็ง ก็ยัง เล่น มาตั้งแต่ โต๊ะเจียมรัตน์  จนมาถึง โต๊ะบิลเลียด ที่เช่าบ้าน โบ้-ย่าม  เป็น สนุ๊กเกอร์คลับ  เล่นได้เสีย เกมส์ ละเป็นพัน เป็นหมื่น เล่นทั้งคืน บางทีเฉียด ๆ แสน คอยถามข่าวคราว เพื่อนอยู่บ่อย ๆ เพื่อนบอก สมบัติ ผลัดกันชม แต่ กู ชม มากกว่า ...แล้วไป

เพื่อน  หลายคนสนุกสนาน ไปตามชีวิตที่ชอบ จนเป็นวิถีชีวิต กึ่งอาชีพไปแล้ว ในแวดวงเพื่อนที่รู้จัก ทั้งที่สนิทกัน และเพื่อน เพียงรู้จักกันธรรมดา ส่วนใหญ่จะเป็น นักการพนัน ที่ขึ้นชื่อ คือ เล่น มวย เล่นม้า บอลล์ หลายคนที่ชุมชน ในละแวกนั้น กลายมาเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในวงการมวย มีคนรู้จักมากหน้า เช่น โตโต๋  ตอนเป็นวัยรุ่นโตมาด้วยกัน เพื่อนจะหิ้วถุงกระดาษ โชคดี ภายในจะเป็นอุปกรณ์ ถาด หรือ จานสังกะสี กระป๋องนมคลิม   ลูกน้ำเต้า ปู ปลา  พร้อมที่จะปูโฉนด เล่นได้ทุกเมื่อ

เพื่อนชอบเดิน ไม่ใส่เสื้อ กางเกงโทเร สีกากี บางวันก็คร่ำครึ มอมแมม มีน้ำมูก เยิ้ม ตลอดเวลา เพื่อนจะมีลูกพี่ ตอนนั้น คือ เฮียตั๊ก..เป็นนายทุน เวลาเปิดเกมส์...กาลเวลาต่อมาเพื่อนเป็นทั้งนักมวย เจ้าของ ค่ายมวย ทำมวยกับพี่ชาย ที่เคยเป็นอดีตสามี กับ....คนที่เราคุ้นเคยในเวลาต่อมา มีนักมวยระดับเงินแสน เคยเห็นขับเบ๊นซ์ แถวโชคชัย 4 ไม่ได้เข้าไปทัก เกรงว่าเพื่อนจะจำไม่ได้ เดี๋ยวหน้าแตก หรือ ต้องท้าวความกันนาน กว่า จะ อ๋อ..!.

พี่เปรียง เป็นรุ่นพี่ ( เสียชีวิต ไปเมื่อ สองปีที่ผ่านมา ) เป็นเพื่อนนักเรียนโรงเรียนพระนคร กับ พี่มาก ก็เข้าไปอยู่ในยุทธจักรวงการมวย เพราะตอนเป็นวัยหนุ่ม เป็นนักมวย มีเพื่อน ซี้ ร่วมรุ่นต่อยมวยกันมา คือ พรสวรรค์ แหลมฟ้าผ่า  ตอนที่ทำมวยอยู่ ทีวี ช่อง 7 ได้เคยดูแลนักมวย ในสังกัดให้ในระดับหนึ่ง ยังมีอีกหลายคนที่อยู่ในยุทธจักรนี้ เช่น ฤทธิ์โรจน์ - ไฉไล....เลิศฤทธิ์  รวมถึง เน้า ศิษย์เจ้าพ่อเสือ
ส่วนเพื่อนรัก สองคนพี่น้อง  ยกเส็ง - ยกง้วน ไม่ต้องกล่าวถึงมาก ค่อนชีวิตของเพื่อน คลุกอยู่ในยุทธจักรนี้ มาจนถึงทุกวันนี้ ถือเป็นส่วน อาชีพ ส่วนหนึ่งของชีวิต ที่เติบโตมา.....ตลอดระยะเวลาของการใช้ชีวิต ที่อยู่ในแวดวงกับเพื่อน ๆ มา ไม่มีใครห้ามใคร ไม่มีใครมาคอยตักเตือน นอกจากเรียนรู้เอง โลกส่วนตัวของเรา ก็อาจมี คุณทองห่อ ที่คอยเตือนอะไรอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับขีดเส้นตาย อาจเป็นเพราะเราคบ กันเพียงเหมือนเพื่อนสนิท ที่พูดคุยสารทุกข์ สุข ดิบ ๆ กันได้ในระดับหนึ่ง

*...มีการพนัน ยอดฮิท ข้ามหลายสิบปี มาถึงทุกวันนี้ ขนาดรัฐบาลในยุคหนึ่ง ทำเป็นนโยบาย มาใช้ป้องกัน การพนันชนิดนี้ มิให้อยู่ใต้ดิน เอาขึ้นมาโผล่บนดิน ทำจนตัวเองหมดอำนาจ ต่อมาก็ถูก องค์กรต่าง ๆ ต่อต้าน จนยังไม่ได้ผุดขึ้นมาอีก ทั้ง ๆ ที่มีเครื่องออนไลน์ จ่ออยู่ ก็ยังต้องหลบอยู่ใต้ดิน แต่ก็ยังมีคนเล่น คนแทง กระหี่มเมือง ทุกวันที่ 1 และ 16 ของเดือน..หวย...เลขท้าย สามตัว - สองตัว บน - ล่าง มีคนใกล้ชิดเล่นกันเกือบทุกคน เล่นกันเป็น แสน แทงหวยวิ่งตัวเดียว เป็นล้านก็ยังมี...*

จะว่าไปแล้ว จะว่า ชีวิตตัวเอง คลั่ง กลางน้ำ เวียนวน ก็จะไม่ถูกต้องนัก เพราะตัวเองนั้นไม่ได้ถลำเข้าในวังวน หรือ ลุ่มหลง กับสิ่งเหล่านี้ มีบ้างนับครั้งได้ ทั้งเรา และแป๊ะ ต้องเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา เมื่อครั้งที่ยังไม่เติบโตเต็มที่ เล่นเพื่อสนุกสนาน ไม่ได้คิดเล่น เพื่อ ...ส่วนใหญ่ก็จะกระโดดโลดเต้น ไปตามความสนุก อย่างที่เล่าบันทึก ไว้ก่อนหน้ามานี่ สถานที่สนุกสนานมีมากในชีวิต นอกจากกิจกรรม
                 โปสเตอร์ เลือกตั้ง ผู้ว่า ฯ ยุคแรก
อื่น ๆ ที่เติบโตมา.... มีอีกอย่างที่พวกเรา จะนัดกันไปเป็นกลุ่มใหญ่ ขนาดร่วม ๆ สิบคนขึ้นไป ถือเป็นกิจกรรมที่เพื่อน ๆ ต้องไป การไปว่ายน้ำ เกาะเรือ แพ ทั้งในธรรมศาสตร์ หรือ ท่าพระอาทิตย์ เป็นงานที่ท้าทายชีวิต ของทุกคน ลืมสิ้น ถ้าเพื่อว่ามีอะไรเกิดขึ้น ..ไปตามวัยคะนอง นอกนั้นก็กระโดดรถราง จนถูกนอนคว่ำบนโต๊ะ ฟาดด้วยไม้ขัดหม้อ เพื่อน ๆ มามุ่งดูกันด้วยความสนุก ที่ถูกตี..... มันเป็นเหตุการณ์ ในชีวิต ที่ผ่านมาเมื่อ 40 - 50 ปี  ...นอกจากนี้ก็ไปจับจิ้งหรีด เอามาปั่นเล่น หรือ ขายด้วย จับแมงดา กับ อู๊ด-หมู  แป๊ะ ก็ไปเล่นสเก๊ต ...การปีนต้นไม้เก็บลูกจันทร์ ในวัดศิริ ถือว่าสอบผ่าน ...เข้าไปเก็บมะม่วง หรือ เตะบอลล์ ในวัดมหรร แล้วไม่โดนยิงด้วยหนังสติ๊ก ลูกดิน จากเจ้าอาวาส นี่ก็สอบผ่าน... เวลาศาลเจ้าพ่อเสือมีงานไหว้สิงห์โต แล้วหารายได้ ขายสิงห์โต ส้ม หรือ ธูปเทียน ..สิ่งเหล่านี้  ถ้ามีชีวิตที่นั่น ต้องผ่านเกือบทุกคน ยิ่ง ช่อง 8 ต้องสอบผ่านให้ได้ทุกคน เรื่องอื่น ๆ เช่น ไปขึ้นครู ที่ตรอกครุฑ หรือ โบสถ์พราหมณ์ ยิ่งไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยน ถ้าแน่จริง ขึ้นไปนอนบน หอพัก เดินลงมา มีแนบข้าง ๆ ถือว่า แน่จริง !!  ?

บันทึกเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2551.....เวลา 16.00 น.



โรงแรมสยามคอน ฯ ...ขณะรื้ออาคาร
ช่วงระยะเวลาก่อนที่ แป๊ะ  จะไปเมืองนอก ยังมีเพื่อนอีกกลุ่ม ที่มารวมกันเที่ยว คือ หลัก-เซส สองพี่น้อง ใหญ่(เซม่วย) อาลี  และอีกสองสามคน ที่เป็นเพื่อนรุ่นน้อง  ถือเป็นเพื่อนกินเพื่อนเที่ยว หัวหก ก้นขวิดมาด้วยกัน เกือบทุกรูปแบบ ที่ใช้ชีวิต ...เบ้ง ด่าว เซี๊ยะ  และยังมี อู๊ด (น้องพี่เฉลิม) แสง เปราะ และอีกหลายคน ที่ไม่ค่อนสนิทกันเท่าไหร่  ต่อมา ทั้งหลัก และเซม่วย ไปอเมริกา ทราบว่าอยู่ที่โน่นจนทุกวันนี้ และอาลี อีกคน ยกเส็ง เล่าว่า ...ต่อมาได้ คนหนึ่งซึ่งถือเป็นรุ่นพี่ แยกทางชีวิตกับรุ่นพี่ ที่รู้จักดี กินอยู่กันที่อเมริกา



มาเป็น....สยามพารากอน ....ติดรั้ว.... วัดปทุมวนาราม
เพื่อนกลุ่มดังกล่าวข้างต้น ส่วนใหญ่ก็เติบโตมาด้วยกัน ไม่มีอะไรมาก นอกจาก กิน เที่ยว ย่ำราตรี นาน ๆ ก็มีเราและแป๊ะ ร่วมแจมด้วย อย่างเช่น คราวที่ แอบเข็นรถ ไปราชบุรี ...ก่อนที่ แป๊ะ จะไปเมืองนอก มีโปรแกรม ยอดฮิท ของวัยรุ่น ละแวกนั้น ที่เราไม่ได้ไปสัมผัส คือ ด่วนดำ ...เป็นการผจญภัย ชนิดหนึ่ง ของชายชาตรี ด่วนดำ คือ การเกาะรถไฟ ไปเชียงใหม่ ไม่ได้เสียค่าโดยสาร คนแถวนั้น ถือเป็นผลงานชีวิต ที่ได้ไป การใช้ชีวิตระหว่างเดินทาง จะต้องเป็นคน สู้ชีวิต เพราะจะต้อง พบกับความสกปรก มอมแมน ไม่อาจรู้ได้ว่า รถตู้ ที่ขึ้นไปนั้น จะเจออะไร ทั้งกลิ่น สี ของเหม็นอับ หรือ ฯลฯ บางขณะ เมื่อถูกจับได้ ก็ต้องเดินนับไม้หมอนรถไฟ ไปเรื่อย ๆ ไปตั้งต้นที่สถานีข้างหน้า เพื่อหาตู้รถ เกาะต่อไป ชุดนี้มี หมู...แป๊ะ และเล็กใหญ่  ดูเหมือนว่า จะมี คีย์ ไปด้วย .... หมู จะมีประสบการณ์ ผ่านงานนี้มาแล้ว ...ต้องไปให้ถึง ไปถึงแล้ว จะมีรุ่นพี่ พอเป็นที่พึ่ง คือ พี่หลิม และ เขียง น้องชาย ซึ่งไปปักหลัก ตั้งรกรากอยู่ที่เชียงใหม่อยู่แล้ว ...เขียง ไปทำ ร้านสุกี้ ยากี้ ดังมากที่โน่น เมื่อ 40 กว่าปี ที่ผ่านมา เดี๋ยวนี้ ทั้งคู่ ก็ยังอยู่ที่เชียงใหม่ ส่วนตัวกับพี่หลิม สนิทกัน เพราะดอง ๆ กับคุณทองห่อ และก็เคยมีกิจกรรม ทำให้ เมื่อครั้งยังเยาว์วัย เช่น เก็บหวย ขายบัตรภาพยนตร์ โดยเฉพาะ เอลวิส บลูฮาวาย บัตรขายไม่หมด ต้องเข้าไปดู แล้วดูอีก หลายรอบ

ชีวิตมีอะไร มัน ๆ หลายสิ่งหลายเรื่อง แบบ เล่าเรื่อง เรื่องเล่า เสี้ยว....ของชีวิต ที่ขยับบันทึก มานี่แหละ ยังมีอีกมาก นี่แค่ชีวิตเริ่มโต แค่นั้นเอง  มันเป็น มหาวิทยาลัย...มหา' ลัย ชีวิต ที่คิดว่าไม่มีใครเหมือน ไม่ต้องเอา ชีวิต ใคร มาเปรียบเทียบเคียง ...ไม่มีวัน...มีอะไรหลายรูปแบบ ไม่ต้องฟันฝ่า ไม่ต้องดิ้นรน มันจะดิ้นของมันไปเอง ตามสภาพชีวิต อะไรมันจะเกิดก็ต้องเกิด ไม่มีเส้นขีด ไม่มีใครกำหนด ...What ever will be....will be. .....When I was just a little BOY ! ?........

บันทึกเมื่อ.....11 กุมภาพันธ์ 2551 เวลา.....20.50 น.
พิมพ์ เมื่อ....27 พฤศจิกายน 2555


เล่าเรื่อง เรื่องเล่า เสี้ยว.....ชีวิต  ยังมีตอนต่อไป
ขอบคุณ.....ที่ติดตามอ่าน กรุณาช่วยคลิก >
...................ลงชื่อเข้าใช้...........ขอบคุณ

                                          ภาพ โฆษณา ในอดีต ที่คุ้นเคยมา

ซองละ 6 บาท
ขวดละ 12 บาท เมื่อ 50 ปี ที่ผ่านมา




















                                            ผงซักฟอก คู่แข่ง ซองละ 1 บาท