วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

5.3 พาเพลิน เดินเที่ยว...


    






       



รื่นเริง สุขสำราษ
    สุดสัปดาห์

                                  


           
 ที่ตลาดนัดจตุจักร จะมีกลุ่มชน กลุ่มก๊วน หรือแก๊งค์ หลายกลุ่ม มาชุมนุมกัน ที่ดูเด่น และรวมกันหนาแน่นกว่ากลุ่มอื่น ก็คงจะเป็นกลุ่มที่แต่งตัวในชุดคาวบอย คงจะเป็นเพราะมีร้านที่จำหน่ายอุปกรณ์ การแต่งกายในสไตล์คาวบอย ตะวันตกมีหลายร้าน แถมยังมีกลุ่มที่เป็นนักดนตรี  รวมกันเป็นอาชีพมาช้านาน กลุ่มนี้ทุกคนเป็นนักดนตรี บางคนเป็นครู อาจารย์ สอนหนังสือในสถาบันระดับอุดมศึกษา รับราชการ บางคนเราก็คุ้นเคยตั้งแต่สมัยทำงานในวงการนี้ เคยได้ติดต่อสัมพันธ์ ประสานงานมาออกรายการบ่อย ๆ   พวกเขาเล่นดนตรีในสไตล์ตะวันตก ยุคนิวออร์ลีน มาหลายสิบปีแล้ว เป็นแบบลูกทุ่งตะวันตก เวลารับงานแสดงเป็นงานเป็นการ จะแสดงควบคู่กับ ราชาเพลงโห่ ....เพชร พนมรุ้ง                                                                                                                                                                                                                                                                       
ใครที่ชอบดนตรีสไตล์คันทรี่ จะชื่นชอบมาก เพราะหาคนเล่นแนวนี้แบบจริงจังน้อยมาก มี เบนโจ กรีด บาดใจเวลาเล่นเพลง ฝีมือหาใครมาเทียบยาก รูปร่างเล็กนิดเดียว แต่ลีลา ยิ่งใหญ่มาก ตอนนี้ก็ไปซุ่ม อยู่ตรงร้านขายเครื่องชุดคาวบอย นั่งกรีดเบนโจ ขายซีดี เพลงคันทรี่ แบบเหงา ๆ ตรงร้านตรงข้ามขาย ยีนส์จัสติน นั่นแล.....เสียดายสถานที่เดิมที่เล่นดนตรี ตรงมุมโซน 7 ที่ทำให้เราเพลินชม ฟังเพลง ยามต้องการหาที่นั่ง ดื่มเบียร์ สักกระป๋อง ถึงสองกระป่อง เพลินคนเดียว เมื่อครั้งคนใกล้ชิด คุณน้อย ยังทำงานที่เอกมัย แต่เป็นด้วยเหตุผล หรือ ผลประโยชน์ใดไม่ทราบแน่ชัด ได้ถูกระงับการแสดง ล้อมรั้วเป็นที่เก็บไม้กวาด และอุปกรณ์ทำความสะอาดไป ซะ ชิบ !
       นั่งสบาย ๆ เบียร์ขวดละ 100 บาท (ขวดเล็ก)
มาที่นี่ มาที่ตลาดนัดจตุจักร มีอะไร ....เสี้ยว.....ของชีวิต ได้พบเห็น เจอะเจอแล้วเอามาเล่าเรื่อง สู่กัน บทความในนี้ ไม่ใช่สารคดี อย่างที่เกริ่นไว้ บทแรก ๆ อ่านอะไรในบล๊อกนี้ ให้สนุก อ่านตั้งแต่เริ่มแรก เพราะในเวปบล๊อก ข้อมูล หรือ บทความ ล่าสุด จะอยู่หน้าแรก ถ้าจะอ่านแบบหนังสือ ก็ต้องอดทน คลิก ถอยหลังไปเริ่มต้นขึ้นมา อ่านแล้วจะรู้สึก เพลิดเพลิน นึกตาม มองเห็นภาพ ถ้าสงสัย พาตัวเองมาสัมผัส พิสูจน์ ดูรึ ? ว่าจริงไหม   
บอกกับหลายคน ที่ใกล้ชิด ถ้าแข็งแรง ไม่รู้จะทำ หรือ คนที่คุยกันสนิทในระดับหนึ่ง ถ้าอยากหาอะไรทำ สุดสัปดาห์ ให้มาเดินที่ตลาดนัดจตุจักร แล้วจิตใจจะ รื่นเริง สุขสำราญ เหมือนดอกไม้บานทุกยาม ได้ออกกำลังกาย ได้พักผ่อน ได้คลายอะไรในสมอง ได้พบสิ่งแปลก ๆ หรือ หลายสิ่งหลายอย่าง ที่อาจ จะนึกอุทานในใจ....เกิดมาไม่เคยพบ..!...

                ปลัดขิก ใหญ่ แขวนคอ แปลกดี !
คนอีกกลุ่ม ทั้งโมฮ๊อก พั้งท์ รวมถึงพวกขาลีบ กางเกงเอวต่ำ (มาก) เดินรวมกันเป็นกลุ่ม ๆ ประมาณ 5- 10 คน หรือชุมนุมตามร้านที่ขายอุปกรณ์ตกแต่งกลุ่มของตัวเอง แค่ดูแค่ศรีษะ ทรงผมก็คุ้มแล้ว ทรงหัวม้า สีสันฉูดฉาด เดินโฉบไปมา เหมือนตั้งใจจะโชว์ ดูแล้วอย่าไปวิพากษ์วิจารณ์นะ ปล่อยให้พวกเขา หลุดโลก ไปอีกโลก เป็นโลกส่วนตัวของพวกเขาเฉพาะ แถมยังแต่งกายประกอบโลหะ ทั้งร้อยตระกุด ใส่ห่วง ทั้งใบหน้า ตา หู จมูก จนมาถึงริมฝีปาก .....บรือ ! เห็นแล้วเสียว คุณมะ...จริง ๆ

มีกลุ่มเกิดขึ้นในอกจากนี้ยามเย็น จะเห็นกลุ่มใหม่ล่าสุด ที่เพิ่งเห็น คือ กลุ่มชนเผ่า แต่งตัวเป็นอินเดียนแดง แต่งง่าย ๆ ไม่ถึงกลับหลุดโลก คงจะเกรงว่าขากลับ หารถขึ้นลำบากสายตาตัวเอง เพียงแต่ไม่ทราบเผ่าไหน อาปาเช่  หรือชน เผ่าพื้นเมือง แถวอริโซนา มีสถานที่ของพรรคพวก ยืนเป่าเม้าท์ออร์แกน แข่งกับกลุ่มคาวบอย บางทีก็แจมกัน ทำให้เกิดสีสรร คนต้องเหลียวมอง หรือ ไม่ก็หยุดยืนชม เมียงมอง เปิดหมวก ว่าจะได้สักเท่าไหร่ ? .....นี่ไง บ่งบอกถึง ดินแดนอิสระชน ทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงความชอบ โดยไม่ได้ละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น ทำอะไรที่ตัวเองชอบ ใครใคร่ค้า ค้า.....ใครใคร่เดิน เดิน ใครใคร่ชม หยุดชม ใครอยากจะทำอะไรแปลก ๆ ให้สังคมรู้ หรือ กระทั่งยอมรับ มาที่นี่ ซึ่งผิดกับพวก ที่ไปสนามหลวง หรือ หน้าทำเนียบ รัฐสภา แล้วเลยไปที่สี่เสาเทเวศน์ คนละเรื่องคนละแบบกัน...อ้าว ! เลี้ยวเข้าไปได้ไงนี่ ? 
นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีกลุ่มนักศึกษา หลากหลายสถาบัน มายืนเข้าแถว ร้องเพลงบ้าง มาชิก กะบูม บูม บูม ถือกล่องขอรับบริจาค งานการกุศล หรือ รายจ่าย ออกค่ายอาสาสมัครต่าง ๆ ได้มากได้น้อย แต่ทุกคนสนุก ไม่ทุกข์ร้อน ซึ่งต่างกับสมัยเรา จะหาเงินไม่ใช่มายืนขอรับง่ายแบบนี้ ต้องลงทุน ลงแรง ทั้งแรงกายแรงใจ และกำลังทรัพย์ลงทุนในเบื้องต้น ใจกล้าชั่วโมงบินสูง ก็ต้องจัดฉายภาพยนตร์ พร้อมดนตรีสติงค์คอมโบ้ ดังในยุคนั้น เช่น หลุยส์กีร์ต้าบอย,ไวท์เฮ้าส์,ชาร์มมิ่งบอย, พี. เอ็ม. พ๊อคเก็ตมิวสิค ฯลฯ ต้องจัดรอบ เช้า 6 โมงเช้า เพราะเวลาอื่น โรงภาพยนตร์ไม่มีเวลาให้ ต้องฉายหนังตามปกติ โปรแกรมที่หนุ่มสาว ในสมัยเรา ฮิทมาก ได้แต่งโก้ ควงสาว หรือ ชวนเพื่อนสาว ไปสร้างความสัมพันธ์...

 ออกจากโรงภาพยนตร์ ถ้า ศาลาเฉลิมไทย ยังมีเวลาไปต่อ เขาดิน ในรุ่นนั้น ไม่มีใครไม่เคยพาหญิงไปเขาดิน ถ้าเกรงว่าจะงอแง ก็นั่งกินไอศครีม ป็อบ ตราเป็ด ในบริเวณโรงหนัง นั่นแหละ โก้มาก เมื่อนั่งกินไอศรีม ที่ว่า... แล้วมี หญิง นั่งด้วย ถ้า ตั๋ง ๆ ก็โฉบไป ไดมารู  ห้าง ที่มี บันใดเลื่อน  แห่งแรกในประเทศไทย


จำกันได้ไหมเพื่อน ต้นไม้ต้นนั้น ยืนพิงกัน จนเอียง
แต่ละงาน ต้องพิมพ์สูจิบัตร หาสปอนเซอร์ ลงโฆษณา ให้คุ้ม หาให้ได้มากเข้าไว้ หรือ ไม่ก็ต้องให้ได้ 1 ใน 3 ของทุนที่จะต้องคำนวนไว้แล้ว แล้วหารายได้ทางอื่นมาจุนเจือ ขายบัตรให้เข้าเป้า ทั้งงานราษฎรงานหลวง ลำบากกว่าสมัยนี้มาก นะจ๊ะ น้อง ๆ วิธีหาเงินรายได้เพื่อดำเนินการอะไรตามโครงการปิดภาค มีอีกอย่าง คือ จัดงานบอลล์ ตามสถานลีลาศ หรือ โรงแรมต่าง ๆ งานใหญ่เล็ก แล้วแต่ มีวงดนตรี ยอดฮิทในยุคนั้น วงสุนทราภรณ์ หรือ วงคีตวัต  ถ้าพลาดสองวงนี้เพราะคิวยาวเหยียด ก็ต้องไปพึ่ง วงเวชสวรรค์ แล้วจะต้อง มีวงชาร์โด้ สลับ วงพวกกันเองบ้าง หรือ ไม่ก็จัดงานปาร์ตี้ ย่อม ๆ ริมสระน้ำ หรือ ในบาร์เล็ก ๆ งานเหล่านี้มีรายได้เสริมอีกมาก เช่น ขายเครื่องดื่ม อาหารกินเล่น ๆ ...ถั่วทอด ข้าวเกรียบกุ้ง ฮอทด๊อก ปีกไก่ทอด งานแบบนี้ต้องพึ่งคุณทองห่อ มือเป็นระวิง คุมเอง ช่วยกันทำมาหารายได้ ไปหาของเก๋ ๆ แถวสำเพ็ง พาหุรัด มาตกแต่งให้เข้ากับงาน หรือคอนเซปต์ ใส่โลโก้ เข้าไป สมุดโน๊ต สมุดเฟรนชิป งานหัถกรรม พวงกุญแจ มีของหากินได้จิปาถะในงานที่จัด ...ง่ายเข้ามาหน่อยก็แค่ จัดนำเที่ยว ทั่วไทย ชนิด ไปเช้าเย็นกลับ หรือ ออกรถห้าทุ่ม กลับค่ำวันรุ่งขึ้น ...ทั้งหมดนี่ จัดทำมาหมดแล้วทั้งนั้น

แถมด้วยม้ากระดาษ นั่นเป็นความสามารถส่วนตัว อย่าเอาไปเรียนแบบ ทำตาม เป็นเด็ดขาด เพราะสมัยนี้ไม่มีแล้ว 

พอจะมองนึกวาดภาพออกมาได้ไหม ว่า พาเพลิน เดินเที่ยว ตลาดนัดจตุจักร มีอะไรให้อ่าน นึกถึงอะไรไปได้ไกล อีก ตั้ง 108 ถึง 1,000 ....9  มีอะไรอีกมาก มากจริง ๆ นะจะบอกให้ ขนาดตอนนี้ยังพาดไปถึงยุค เฉลิมไทย แวะกิน ไอศครีม ป๊อป คิดถึง คุณ.......จังเลย !..... โฉบไปถึง ไดมารู  เริ่มแรก * ตรงที่เป็น เซ็นทรัลเวิร์ล ราชประสงค์  *  ย้อนอดีตไปหลายสิบปี ซึ่งปัจจุบันกลายเป็น อดีตแห่งความทรงจำ ของคนรุ่นเราไปแล้ว เอาไว้กล่าวถึงอะไรอีกมาก บอกเอาไว้แล้ว บันทึก เล่าเรื่อง จาก ประสบการณ์ชีวิต อารมณ์ ความรู้สึก นึกคิด และความจริงที่เจอะเจอ....ติดตามอ่านตอนต่อไป..... วันนี้ หิวข้าวแล้ว จ้า.....


ขอบคุณ...ที่ติดตามอ่าน

บันทึกเมื่อ..... 17 มกราคม 2551.....เวลา 18.45 น.
พิมพ์เสร็จ......26 กันยายน 2555














                   









                       









                                                                         



                      

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

5.2 พาเพลิน เดินเที่ยว...















 ยามหิว....จะกิน อะไรดี 




เวลา หิว เมื่อพาตัวเอง มา พาเพลิน เดินเที่ยว....ตลาดนัดจตุจักร.....หิว ควรระมัดระวังกระเป๋าสักนิด ไม่ใช่ต้องระวังกลัวคนมาวิ่งราว ที่นี่ไม่มีนักวิ่งราว มีแต่ มือกรีด  นักล้วง  เดินกันพลุกพล่าน ระวังกระเป๋ากันไว้ให้ดี.....ที่ต้องให้ระวังเพราะว่าที่ตลาดนัดจตุรจักร ราคาอาหาร แพง ! เหมือนไปเที่ยวงานวัด หรือ งานเทศกาลต่าง ๆ ...ก๋วยเตี๋ยว ธรรมดา ๆ ชามละ 40 บาท ขนาดก๋วยเตี๋ยวเรือ ยังถ้วย หรือ ชามละ 35 บาท เป็นอย่างต่ำ ถ้าหิว อย่าไปหวังว่า กินจาน หรือ ชามเดียว จะเอาอยู่ กินให้พอจะอิ่ม ก็ต้องสองชาม แล้วจะสาหัสกระเป๋า ที่ควรจ่ายไหม ? ยิ่งไปกันทั้งครอบครัว กินก๋วยเตี๋ยว ......จ่าย ครึ่งพัน !

อาหารหลักที่ขายตามร้าน และซุ้มบริเวณขายอาหาร นี่เลย...ส้มตำ ข้าวเหนียว ของใกล้เคียงอื่น ๆ  มากหลาย ราคาไม่ธรรมดาเช่นกัน ครกละ 40 บาท หากินง่าย จะมีทุก ๆ ย่างก้าวเดิน เป็นระยะ ๆ แต่ละร้านมีลูกค้าอุดหนุน บางร้านต้องมีคนคุม เก้าอี้ดนตรี หรือ จุดรอคิว ไม่ทราบว่าเพราะความ อร่อย หรือ หิว ...รึว่า อยากนั่งเพลิน ๆ บางทีอยากกินเพราะเดินเมื่อย ก็เป็นได้ ร้านดัง ๆ ที่มีชื่อในตลาดนัดจตุจักร เช่น ตำบักฮุ่ง... ตำแซบ... จี๊ดจ๊าด ฯลฯ ที่ ร้านฝุ่น ตลบ ดังมากเพราะทำเลดี  พระเจ้าหลานเธอ องค์ภา ฯ ท่านแวะมาพร้อมพระสหาย หลายครั้ง ทำให้ลูกค้าที่นั่งอยู่ก่อน เป็นปลื้ม เจ้า ของร้านรวมถึงพนักงาน หน้าบานไปตาม ๆ กัน ที่ได้มีโอกาสใกล้ชิด .....ร้านอาหาร ที่ออกไปทางหรู ดูมีรสนิยม มีทั้งห้องแอร์ และบรรยากาศ เอ๊าท์ดอร์
                                                                                                              
คือ ร้านโถพลู ร้านอาหารร้านนี้เป็นร้านอาหารเก่าแก่ อยู่คู่ ตลาดนัดจตุจักร มาแต่แรกต้น ๆ เดิมนั้นอยู่บริเวณ ที่เป็นสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ตรงหัวมุมตรงข้าม ตลาด อ.ต.ก. ก่อนที่จะถูกเวณคืนสถานที่ เพื่อสร้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีกำแพงเพชร มาได้ที่ทำเลใหม่ ด้านทิศเหนือ ติดโซนสร้างใหม่ โซน 28  ( ที่รื้อร้านขายสัตว์เลี้ยงสัตว์ปีก เมื่อคราว ไข้หวัดนกมาเยือน ) สถานที่ดูโอ่โถง เป็นสัดส่วน มีห้องแอร์ ร้านอาหารร้านนี้ เป็นร้านอาหาร ที่ดี ที่สุด ในตลาดนัดจตุจักร หมายถึงสถานที่ ราคา เป็นราคาในร้านสวนอาหารทั่วไป มีอาหารเหมือนร้านอาหารภัตตาคาร กินหรู ดูดี นอกจากตรงนี้แล้วยังมีร้านสาขา อีกที่ ฝั่งตรงข้าม หัวมุมถนนกำแพงเพชร 2       * .....ฝั่งที่กำลัง จะเป็น อินน์สแควร์ .....*  

ชุดนี้ ใคร อยาก...ยกมือขึ้น
 

รูปประกอบ ทางด้านขวามือ อาหารประเภทนี้คุ้นปากกันดี มีขายในบริเวณเต๊นท์ หน้ากองอำนวยการ บางร้านต้องรอรับบัตรคิว ถึงจะได้กิน นอกจากนี้ก็ยังมีอาหารตามสั่ง กุ้งเผา ปลาเผา ปลาหมึกย่าง เครื่องดื่ม นาชนิด รวมถึงผลไม้ปั่นต่าง ๆ ราคา อยู่ในเกณฑ์ ซิบ ๆ..... ชิลล์ ชิลล์..... ถ้าอยากลอง

 เป็น แต่ แซบ แท้ น้อ......ตัวเอง !                          >>>>>>>>>>>>>>>>>>


  

มีร้านอาหารชื่อ คินโกกุ อยู่ตรงข้ามกับร้านเครื่องดื่มที่ชาวต่างชาติ ไปนั่งชุมนุมกัน ทางด้านทิศเหนือ ที่กล่าวถึงไปแล้ว เยื้องกับร้านนี้ มีร้าน จี๊ดจ๊าด ร้านอาหารรสชาด จัดจ้านสมชื่อ....ส่วนร้านคินโกกุ อาหารหน้าตาดี แบบญี่ปุ่น กระดูกหมูอ่อนย่างน้ำผึ้ง อร่อยมาก จานจุ๋มจิ๋ม แต่ราคาใกล้เคียงร้านในห้าง เคยพาคุณน้อย ไปนั่งละเลียดมาแล้ว เมื่อก่อนตอนมาเดินแรก ๆ ร้านมีสองถึงสามล๊อค แถมยังมีอีกร้านอยู่ริมรั้วด้านโซน 3  คงจะเป็นเพราะ พิษเศรษฐกิจ เมื่อครั้ง ต้มยำกุ้ง ปี 2540 หรือ สู้ราคา ค่าเช่าไม่ไหว เลยยุบร้านเล็กลงมาเรื่อย ๆ เหลือล๊อคเดียว ดีที่ได้กางร่ม ตั้งโต๊ะข้างถนน หน้าร้าน ตั้งแต่ห้ามรถเข้ามา เดี๋ยวนี้กลายเป็นร้านขายอาหารชุดไปแล้ว น่าเสียดายจัง...บริเวณนี้มีร้านข้าวเหนียวมะม่วง ชุดละ 50 บาท สองสามร้าน รวมถึงของกินเล่นอื่น ๆ หลายร้าน. เดินเลยไปตรงทางแยก ทางเลี้ยวซ้ายไปด้านเหนือริมรั้ว ถนนเดินไปกองอำนวยการ มีร้านกาแฟ เครื่องดื่ม และอาหารตามสั่ง ร้านผัดไทย จานละ 150 - 200 บาท ออกทั้งทีวี และนิตยสารแนะนำ เคยไปนั่งทานแล้ว ก็งั้น ๆ เพียงแต่หน้าตาดูดี มีกุ้งตัวเขื่อง ๆ ประเภท 10 ตัวโลหนึ่ง วางมาบนจาน 1 ตัว ถ้าไม่มีกุ้งสด ก็จานละ 60 บาท

รสชาดสู้ ผัดไทยประตูผี  ทิพย์สมัย...เจ้าเก่าไม่ได้เลย *..... ราคาผัดไทยประตูผี ตอนนี้ ผัดไทยเส้นจันทร์ มันกุ้ง จานละ 50 บาท ไม่ใส่ไข่.....ห่อไข่ใส่กุ้ง ให้ 2 ตัว ราคาจานละ 70 บาท ดีที่ยังไม่คิดค่าผัก เวลาขอผักเพิ่ม.....*   ยิ่ง ผัดไทยนายยศ ที่คลอง 7  รังสิต ยิ่งห่างชั้นกัน หลายจานเรียง..... บังเอิญ ร้านอยู่ในทำเลดี  ตรงทางเข้าประตู 2  คนเดินผ่านไปมา และเป็นจุดรับคนไปที่จอดรถ ที่กทม.จัดไว้ให้ หลังจากห้ามรถเข้ามา.

มีอีกร้านตรงริมถนน โซน 22 ตรงข้ามโซน 3  ร้านผัดไทย กุ้งเผา ป้ายชื่อร้านใหญ่ สีเหลือง ร้านพิคเณศา " ผัดไทยกุ้งใหญ่ "  จานใหญ่... ใหญ่จริง ๆ ทานได้ สองถึงสามคน ราคาจานละ เริ่มที่ 200 - 400 บาท ราคา ตามขนาดกุ้ง มีกุ้งให้  2 ตัว ถ้าต้องการถึง 4  ตัว ราคา 500 บาท ยังมีอาหารกับข้าวหน้าตาดูดี สารพัด กุ้ง ทั้งเผา ต้มยำ ฯลฯ ถ้าข้าวแกงธรรมดา ราคา ข้าวแกงจานละ 60 บาท ...ถ้าหิวอย่าเข้าไปกิน กินเพื่อลองรสชาด พอได้ เพราะกินจานเดียวจะไม่อยู่ท้อง ถ้ากินสองจาน ก็.......?  ข้าง ๆ กันมี เคบับ โรตีของตุรกี  ไก่ 50 เนื้อ 70 บาท กินเอาอิ่มได้ แต่ต้องเดินกิน มีหลายร้าน ในตลาดนัดจตุจักร ให้เลือกอีกอย่าง  ถัดไป มีร้านส้มตำอินเตอร์  ไก่ทอด และกับข้าวต่าง ๆ ... ดีเจ เปิดเพลงยุคซิคตี้ ยืน สับ ๆ หั่น ๆ ตามจังหวะเพลง.... เดินเลยเฉียดริมรั้ว ด้านถนนพหลโยธิน ตั้งแต่โซน 3 ไปถึงโซน 4 ยังมีร้านอาหาร ทั้งเวียดนาม ส้มตำ .....ร้านตำบักฮุ่ง....ตำแซบ  ตำ สารพัดจะตำ อีกหลายร้านให้เลือก ร้านประเภทเก้าอี้ดนตรีเหมือนกัน ไปถึงร้านแล้วหายอยาก เพราะไม่มีที่นั่ง ทน ๆ เอาก็แล้วกัน ถ้าตั้งใจอยากจะกิน ?

ตรงเริ่มต้น โซน 2 ซอยแรก ด้านสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ด้านหน้า ร้านภูฟ้า ฝั่งตรงข้ามติดรั้วสถานีรถใต้ดิน มีของกิน เล่น ๆ ให้เลือกหลายอย่า อาทิ บาบีคิว ชิ้นปิ้ง หมูปิ้ง ชาชัก ไอศครีมกะลามะพร้าว ยำไข่ปลาหมึก ฯลฯ เดินเข้าไปในโซน ซอยแรก เริ่มจากร้านขายภาพเก่า ในอดีต โซนนี้จะเหมือนเดินแถวสยามสแควร์  มีร้านบะหมี่ ระดับ 4 ดาว  บะหมี่นุ่ม น้ำซุบ ชวนซด.... ร้านบะหมี่กวางเจา  บางขณะก็ต้องเล่นเก้าอี้ดนตรีเหมือนกัน เมื่อก่อนนั่งสบาย ๆ เพราะร้านมีเกือบสามล็อค พอยุบร้านลงไปให้เขาเช่า จนนั่งกิน ข้อศอกชนกัน มีบะหมี่ เกี้ยว น้ำและแห้ง ( และซาลาเปา ลูกพอกัดสองคำ 12 บาท ) จะสั่งสองอย่างรวมกันก็ได้ 40 บาท ราคาก๋วยเตี๋ยวมาตรฐานในตลาดนัดจตุจักร ระยะหลัง ๆ หมูแดง บางเฉียบ เท่ากระดาษหนังสือพิมพ์ กินชักจะไม่ได้รสชาดหมูแดง ถ้าหนาเท่าปกนิตยสารก็ยังพอทน อยากรู้จักคนลับมีดจริง เชียว...สะอาด น้ำเดือดพล่าน ไม่มีนิ่ง แต่เวลาสั่งแห้ง ต้องการน้ำซุบ ต้องสั่งพร้อมกัน .....แล้วก็ของฟรีไม่มีในโลกเช่นกัน น้ำซุบ ถ้วยละ 3 บาท มีร้านอาหารไทย อีกร้านใกล้ ๆ กัน ด้านข้างสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน...ร้านพริกหยวก ราคาอาหาร เอาเรื่อง จานจุ๋มจิ๋ม ใส่แกงเท่าถ้วยน้ำพริกเล็ก พร้อมข้าวสวย หยิบมือขยุ้มได้ ชุดละ 60 บาท ถ้าหิว สามชุด ยังเอาไม่อยู่....อย่าเผลอไปหิวก็แล้วกัน เดี๋ยวจะว่า โดนมาแล้ว ไม่บอกกัน  !.....

ชาชัก                                      ไอติม แท่ง ของอมแล้วดูด ขนานแท้ดั้งเดิม 

 ยังมีของกินอีกหลายชนิด เดินไปก็จะเจอ  เดินเข้ามาในเขตตลาดนัดจตุจักร ประตู 1   ด้านถนนกำแพงเพชร 2 ถ้าหิว จะเจอร้าน สเต๊ก ครัวกรุงเก่า ราคาเริ่มที่ 60 ไปจนถึงสเต๊กปลาเซลมอน จานละ ร้อยต้น ๆ  ถ้าอาหารอยากสั่ง...ข้าวกระเพรา ไข่ดาว 60 บาท ละแวกนั้น มีของกินให้เลือกมากมาย  รวมถึงร้าน ฝุ่น ตลบ ร้านข้าว ไก่หมู อบ  ก๋วยเตี๋ยว รวมทั้ง ข้าวราดแกง ฯลฯ ตลอดจนของกินเล่น ๆ ถ้านึกอยาก ก็ลองซื้อมาจิ้ม ๆ ทิ่ม ๆ ใส่ปากได้ ลูกชิ้นปิ้ง หมูปิ้ง ไม่ต้องถามไปตรงไหนก็มี ขนม ไทย ๆ ทองหยดที่นี่ลูกเท่าลูกชิ้นปลากรายนครสวรรค์ ใส้กรอก สารพัดใส้ ...เฉาก๋วย ...ไอศครีม ใส่กะลามะพร้าวยอดฮิท ของในนี้ ขนมใส่น้ำแข็ง เช่น ทับทิมกรอบ มะพร้าวกะทิ ลอดช่อง ฯลฯ เลือกได้สองอย่าง ราคาเริ่มที่ 25 บาท บางร้าน 30 บาท  มะพร้าวอ่อน ลูกละ 30 บาท แก่ -อ่อน จริงแล้วแต่ดวง อย่าบ่นเพราะเฉาะแล้ว มีของถูกที่สุดในตลาดนัดจตุจักร คือ ไอติม  แท่งละ 3 บาท ชาชัก ชักกันรอบตลาดนัด ถ้วยละ 30 บาท หมูย่างนครปฐม มากมายไม่ต้องกลัวอด หรือ กลัวไม่ได้เลือกอะไร ขอให้มีตังค์ แค่นั้น จะกินอะไร ?

บันทึกเมื่อ.....15 มกราคม 2551.....เวลา 18.34 น.


ดนตรีแบบนี้ มีหลายเจ้า หลายคณะ หลายสถานศึกษา

ตลาดนัดจตุจักร นอกจากสินค้าหลากหลาย ที่มาชุมชุม จำหน่ายแล้ว ที่นี่ยังเป็น พื้นที่ทำกิน ของสารพัดรูปแบบ ทั้งที่ตั้งใจทำกินเป็นอาชีพ และทำเป็นงานอดิเรก บ้างก็บอกว่า เพื่อทุนการศึกษา บางกลุ่มก็อ้างการกุศล Donation ให้น่าเลื่อมใสศรัทธา ควักเงินให้ นอกจากวงดนตรี เปิดหมวก หลาย(วง)หลายคน ทั้งเล่นคนเดียว หรือ เล่นแจมกัน บางทีก็เป็นนักเรียน นักศึกษา มาถือป้ายขอบริจาคเพื่อการศึกษา หรือ การกุศลต่าง ๆ อาสาออกค่าย มีทั้งเดี่ยวไวโอลิน เซกโซโฟน รัวระนาด ตีขิม แตรวง เลี้ยงลูกบอลล์บนศรีษะ มาเป็นจุดขาย อายุยังน้อยคนก็เลยให้    เพราะความสงสาร มายืนสีไวโอลิน ตัวเท่าเมี่ยง ไม่เอารูปมาประกอบ เดี๋ยวจะว่าประจานเด็ก ยังไม่รวม พ่อเล่นอีเล็คโทน แล้วให้ลูกสาวมาร้องเพลง ยุคคุณพ่อ แรก ๆ ก็ยังร้องกระท่อน กระแท่น นานไป ร้องพอทนฟังได้ บางคณะ บางกลุ่ม ก็ไม่มีอะไรเป็นจุดขาย หรือ จะแสดงความสามารถอะไรพอ ก็เลยแต่งตัวน้อง ๆ นักร้องคาเฟ่ ริมทางหลวง เอาวิทยุ เสียบเทปมาเลือกเปิดเพลงลุกทุ่ง เต้น ยึกยัก แบบถ้าเป็นเด็กเล็ก เต้นที่บ้าน ให้ญาติดู จะพอน่ารัก น่าจะหาจุดขายให้น่าสนใจกว่านี้ ...วันดี นาน ๆ ครั้ง จะมีลิเกเด็กมาเล่นให้ให้ชมกันพอเป็นที่น่าเอ็นดู ยังมีสารพัดการหาเงิน ดูเหมือนง่าย สารพัดที่จะคิดใช้มาทำมาหากิน ที่นอกเหนือจาก หาของมาขาย  

มีแม้กระทั่งการทำมาหากิน โดยใช้เด็ก เป็นเครื่องมือ มีคนหัวใส รวบรวมเเด็ก ที่อายุระหว่าง 7 - 10 ขวบ เช้าขึ้นมา พานั่งรถปิคอัพ มาส่ง ที่หน้าประตู ประมาณ ร่วมสิบคน เด็กเหล่านี้จะแต่งตัวนักเรียน พร้อมมี แคน คู่ชีพ แต่ละคน จะกระจายไปตามจุด รอบ ๆ ตลาดนัดจตุจักร เป่าแคน เต้นโยกเยก ไปตามที่ได้รับการสั่งสอนมา เหนื่อยหอบ เฮก ก็จะมีพี่เลี้ยงมาคอย ส่งข้าว ส่งน้ำ หรือขนมให้ตามสมควร ...เชื่อหรือไม่ ? เด็กเหล่านี้ได้รับความเมตตาจากคนเดินไปมา วันละ ร่วมพันบาท หรืออาจกว่านั้น สองวัน รวมแล้วทำเงิน.......? น่าอิจฉา คนพามาจริง ๆ เข้าใจทำมาหากิน แบบนี้ไม่ทราบว่า กองสวัสดิภาพเด็กและเยาวชน จะสนใจไหม ถ้าสน... ลองไปดูได้ ทุกเสาร์อาทิตย์ พบเห็นโดยไม่ต้องแสวงหา

มีกลุ่ม ทำมาหากินอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น กลุ่มดนตรีไทย ตีขิม ทำการเล่นดนตรี มานานหลายจะสิบปี อยู่คู่ ตลาดนัดจตุจักร มากันเป็นครอบครัวใหญ่ จาก อำเภอของจังหวัดสุรินทร์ แรกเริ่มเดิมที  เป็นสองวง วงละ 4 ถึง 5 คน แยกกันเล่นคนละด้านถนน ในตลาดนัดจตุจักร ได้รับความสนใจ เล่นแบบเปิดหมวก ได้เงินวันละหลายพัน จนถึงระดับ หมื่นบาท

* .....ต่อมาคงจะเป็นเพราะฝีมือจัดจ้าน และพัฒนาขึ้น หรือ ญาติมาก หลังจากไปออกอากาศ ประกวดรายการ Got Talent...มา ขณะนี้ มีการรวมญาติ รวมคณะ มีการเล่น หลายระดับ ทั้งรุ๋นเล็ก+จิ๋ว รุ่นกลาง และรุ่นใหญ่ มารวมกันหลายสิบคน มีระบบการจัดการขึ้น มีคนดูแล ควบคุมแต่งเสียง วางคิว เปิดหมวก (ที่ใส่เงิน) สองใบ มีอีกใบหนึ่งจำหน่าย cd แผ่นละ 100 บาท อาทิตย์หนึ่งเฉพาะขาย cd หลายร้อยแผ่น ยังไม่นับ คนวางให้ต่ำ ๆ ก็ใบละ 20 บาท 5 ใบรวมได้มูลค่า หนึ่งร้อยบาท เทเก็บใส่ถุง ครั้งหนึ่งก็ร่วมสองพันบาท หรือ กว่านั้น  มีติดป้ายประกาศชื่อวง ผ่านทีวี แต่ละช่อง สถานที่เบอร์โทร.ติดต่องานแสดง ทำเป็นธุรกิจ ไปแล้วครับ นาย ....*

มีอีกอาชีพ ที่ประสบเจอะเจอ อาชีพหากินง่าย นั่งพนมมือ ขอเงิน คนเดินผ่านไปมา หรือ บางรายก็เดินร้องเพลง มีอุปกรณ์เพิ่มเสียงครบ ขอโทษ นะครับ ไม่มีเจตนาจะลบหลู่....บางราย นอนเฉย ๆ เพราะพิการ แต่ก็มีที่พิการ แล้วยังนั่งรถเข็นขายของง่าย ๆ เช่น กระดาษทิชชู, ล๊อตเตอร์รี่ มีที่มีอายุก็มานั่งร้องเพลง ไปตามเรื่อง ขายยาดม ยาหม่อง..... แต่รายนี้เป็นสุภาพสตรี อายุราว 40 เศษ ๆ มานั่ง สั่นเป็นเจ้าเข้า พอเงินในขันมากหน่อย หรือ มีแบ๊งค์ยี่สิบ ลืมสั่น มือหายหงิก คว้าหยิบใส่กระเป๋า เฉยเลย ....บางคนมานั่งพับเพียบ มีกระดาษเขียน ขอค่ารถกลับบ้าน เห็นขอมาเป็นปี  ๆ ยังไม่พอค่ารถอีก ป่านนี้บ้านคงโดนรื้อข้างฝาไปหมดแล้วมั้ง ? .....

เพื่อไม่ให้น่าเกลียด ตำหนิ ไทย ด้วยกันเอง มี...มี ชาวต่างชาติ มานั่งเขียนภาษาไทยกำกับ ขอบริจาค ค่าเครื่องบินกลับประเทศ..... เฮ้อ ! เมื่อไหร่จะได้ ค่าตั๋ว ครบวะ ...ต่อให้โลว์คอร์ส ก็เถอะ แต่ก็ยังดี ที่ยังเขียน ขอรับจ้างสอนภาษา แลกเงิน ไม่ใช่แบมือ เฉย ๆ..... แถมอีกอาชีพ คือ อาชีพเก็บขวดพลาสติคขาย รายได้คงพอยังชีพ ไม่งั้นคงไม่เดินแบกถุง เก็บกันหลายสิบราย เพราะต้องแข่งกับ บางร้านที่วางที่ใส่ไว้ แล้วมีป้ายกำกับไว้ว่า...ที่ทิ้งขวดพลาสติค และกระป๋องน้ำอัดลม ไม่ใช่ที่ทิ้ง ขยะ ..... เข้าใจไหม (พิมพ์เติมเอง)

 ยังมีอะไรอีกมากมาย ที่นี่ ตลาดนัดจตุจักร มีความบันเทิงที่สัมผัสได้ ทั้งตาดู หูฟัง มาระยะหลังพวกเปิดหมวกที่มีอยู่หลายคน หลายคณะ พวกอินดี้ กีร์ต้าโปร่ง พวกโชว์เครื่องเป่า เสียง บูม ใหญ่ เหมือนเสียงช้างร้อง ดนตรีของพวกชนพื้นเมืองของ ออสเตรเลีย ...อบอริจิน หายไปจากตลาดนัดจตุจักร รวมถึงพวกโชว์มายากล การควงกระบองไฟ ฯลฯ คงจะเห็นว่า สู้พวกเด็ก ๆ ไม่ได้ รายได้ห่างกันมาก หลักพันกับหลักไม่กี่ร้อย แต่พวกเหล่านี้ ก็จะไปแสดงตามสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ๆ แล้วก็จะวกกลับมาแสดงให้ชมที่เดิมที่เคยมาเล่น

บันทึกเมื่อ.......เวลา 20.40 น.






ยามจะย่างเข้าสู่ แดดร่ม ลมตก ตั้งแต่เวลา บ่าย 3 โมง เป็นต้นไป บริเวณลานหอนาฬิกา โซน 20 จะเหมือนตลาดนัด หน้าคาร์ฟู หรือโลตัสที่ให้ลานจอดรถมาขายของเป็นตลาดนัด การจราจรเดินเหิน จอแจมาก ตะโกนแข่งกันขายของ โหวกแหวก มีเสื่อผ้านานาชนิด และราคามาขาย แต่ส่วนใหญ่จะราคา 99 บาท ไม่ต้องไปโบ๊เบ๊ หรือประตูน้ำ เพราะที่นั่น แน้นขายราคาส่ง แต่ที่นี่มาเลือกหยิบ ทีละตัวสองตัว ตามความพอใจ และกำลังเงิน ตอนก่อนจะได้เวลาให้ค้าขาย วุ่นวายสับสน ด้วยรถเข็นของอลหม่านมาก ถ้าอยากได้เสื้อแบบสาวฉันทนา หรือสาวพม่า แรงงานข้ามชาติ มาตรงนี้ไม่ผิดหวัง     อยากรู้ว่า หนุ่มสาว ส่วนใหญ่ที่เป็นแรงงาน มนุษย์พึ่งแค่เงินเดือนและโอที มีรสนิยมแบบไหนมา มาดูที่นี่ บางทีจะได้เจอ คนที่ทำงานให้ที่บ้าน บอกว่ามาเที่ยวจตุจักร มาตลาดนัด ไปยืนแถวหอนาฬิกา อาจเจอคนที่บ้าน อนุญาตให้มาเที่ยวตลาดนัด ในวันหยุดงาน เอาใจใส่กันหน่อย เดี๋ยวจะไม่มีคนช่วยงานบ้าน บริเวณลานหอนาฬิกา ชุมนุมของถูก ยิ่งค่ำลง ยิ่งถูกไปเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา เพราะโซนนี้ มีเวลาขายไม่มาก เหมือนโซนอื่น ๆ ค้าขายมีเวลาขาย แถมยังต้องประมูลพื้นที่ ทุกเดือน ใครให้ราคาสูง ก็ได้เลือกทำเลดี
 



บรรยากาศตลาดนัดรถไฟ เป็นอีกสถานที่ให้เลือกเดิน เพลิน ในยามค่ำคืน ของวันศุกร์ ,เสาร์, อาทิตย์ มีร้านค้าเดินชมสะดวก ไม่แออัด มีร้านเครื่องดื่ม ให้นั่งเล่นเพลิดเพลิน มีสินค้าต่างจากตลาดนัดจตุจักร ส่วนใหญ่จะเป็นของใช้ มือสอง สินค้าเปิดท้าย ขายของกัน

ถ้า หากอยากจะเปลี่ยนบรรยากาศ ยามพลบค่ำ ที่ย่านพหลโยธิน ตรงบริเวณรับส่งสินค้า หรือ ร.ส.พ.เดิม วันศุกร์ วันเสาร์-อาทิตย์ จะมีตลาดนัดรถไฟ ตั้งแต่ 6 โมงเย็น เป็นต้นไป มีร้านขายของแบบเปิดท้าย สินค้ามือสอง ของตกแต่งบ้าน งานฝีมือ หัตถกรรม ของเหลือใช้ หรือเจ้าของเบื่อจะใช้ นำออกมาแบ่งปันกันใช้ บางทีก็มีของน่าจับจ่าย เพราะเป็นของหายาก หาไม่มีตามร้านค้าทั่วไป เดินเมื่อย ก็มีร้านเครื่องดื่ม อาหาร เบา ๆ มี บะหมี่จอมพลัง น่านั่ง วัยรุ่น หนุ่มสาวยุคใหม่ ให้ความสนใจ ไปนั่งกันหนาตา คึกคัก เป็นอีกที่ ที่น่าสนใจสำหรับเมืองกรุงเทพ
บะหมี่จอมพลัง
อาหารจานเด็ด ที่ตลาดนัดรถไฟ
คงจะต้องทบทวนหาทางจบ พาเพลิน เดินเที่ยว ตลาดนัดจตุจักร จนเลยพาไป ตลาดนัดรถไฟ ใกล้ ๆ กัน ที่มีทีเด็ดแอบอยู่หลายอย่าง..... เขียนบันทึก บรรยาย สมกับที่เดินมาหลายปี หลายรอบ พยายามนึก คิด ทุกแง่ทุกมุม ยังมีมุมมองอีกหลายเรื่อง จะรีบขมวดให้จบ เกรงว่าคนมาอ่านจะเบื่อ เพราะยังมีเรื่อง เล่า ...เล่าเรื่อง เสี้ยว ของชีวิต อีกหลายเรื่องหลายตอน เขียนให้อ่านมานี่ จนจะเป็นคู่มือ เที่ยวตลาดนัดจตุจักรไปแล้ว เดี๋ยวนักเขียน มืออาชีพ บรรทัดละ 5 บาท จะตกงานเอา ศัตรูจะเกิดกับชีวิตง่ายไป วันนี้เป็นวันศุกร์ พรุ่งนี้วันเสาร์ ไปนั่งกิน ดื่ม กลืนกาแฟ วันอาทิตย์ก็ไปจตุจักร แถมเดือนนี้ จะไปต่อ ดนตรีในสวน ....คนอะไร ทำชีวิตช่างมีความสุขจริง ๆ ทำยิ่งกว่า...หรือคนมีกะตังค์ทำไม่เป็น ทำไม่ได้ ทุกวันนี้ก็มีเพียง อดออมจากลูกออร์ และจากการจับจ่ายของคุณน้อย ตามโอกาสอันควร มีก็พอเพียง รับความสุขไปวันต่อวัน วันไหนไม่สะดวก ก็อยู่เฉย ๆ หรือ เปลี่ยนบรรยากาศไปบ้านพี่ดาบ้าง หรือไม่ก็ไป บ้านบางเขน จะเอาอะไรกันหนักหนา ชีวิต ...เชอะ ! ?......


ติดตามอ่านหน้าต่อไปตามสะดวก ยังมีเรื่องเล่า พาเพลิน เดินเที่ยว.....ตลาดนัดจตุจักร  เล่าเรื่อง เสี้ยว.....ของชีวิต  อีกในตอนต่อไป.



บันทึกเมื่อ.........16 มกราคม 2551.....เวลา 22.50.
พิมพ์เสร็จ.......  24 กันยายน 2555



    













                                                                    
                 
                     
                    
                                      
   




         
                   





         





วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

5.1 พาเพลิน เดินเที่ยว...


 ตลาดนัดสนามหลวง เมื่อปี พ.ศ.2501 จนถึง ปี พ.ศ.2525









 ก่อนจะ มาเป็นที่...
 จตุจักร.






ก่อนจะ มาเป็นที่.....จตุจักร..... ตลาดนัด มาจากทุ่งพระเมรุ สนามหลวงมาก่อน และก่อนที่จะมาถึงสนามหลวง ก็มีจุดเริ่มต้นมาจาก.....ตลาดนัดมีความเป็นมายาวนานกว่า 60 ปี มาแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ในปี พ.ศ.2491 รัฐบาลในสมัยนั้น คือ รัฐบาลที่มี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี มีนโยบายให้มี ตลาดนัดทุกจังหวัด เพื่อให้ประชาชนได้ซื้อของถูก และให้เกษตรกร และผู้ผลิด ได้นำสินค้ามาจำหน่ายให้ผู้บริโภค หรือ ประชาชนโดยตรง สำหรับกรุงเทพนั้น เลือกเอา สนามหลวง เป็นที่จัดตลาดนัด ใน วันเสาร์และอาทิตย์ จัดอยู่ได้ไม่ถึงปี เนื่องจากสนามหลวง กิจกรรมงานพิธี และเป็นที่เสด็จพระราชดำเนินผ่าน เพื่องานพระราชพิธี ต่าง ๆ จึงย้ายตลาดนัด จากสนามหลวง ไปจัดที่ บริเวณพระราชอุทยานสราญรมย์ และบริเวณริมคลองหลอด ไปจนถึงปากคลองตลาด ...ต่อมาสถานที่เริ่มคับแคบ ไม่สะดวกในการจัดร้านค้า ทั้งคนขายและคนซื้อ แออัด จึงขยับเพิ่มพื้นที่ทางด้านสนามไชย ฝั่งตรงข้ามวัดพระแก้ว สภาพก็ยังเป็นเช่นเดิม จึงย้ายกลับไปที่บริเวณ สนามหลวง ในปี พ.ศ.2501 ตลาดนัดสนามหลวง อยู่คู่กรุงเทพมานานร่วม 30 ปี ก็ถึงวาระจะต้องเปลี่ยนแปลงสถานที่ อีกครั้งหนึ่ง เมื่อปี พ.ศ. 2521 หลังจากที่กรุงเทพ ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองท้องถิ่น จากเทศบาลนครกรุงเทพ มาเป็น กรุงเทพมหานคร มีการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร สภากรุงเทพมหานคร มีนโยบาย ที่จะให้สนามหลวง เป็นที่พักผ่อนย่อนใจของคนกรุง ประกอบกับสนามหลวง ต้องใช้เป็นสถานที่ประกอบงานพระราชพิธี อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยเฉพาะจะต้องเตรียมจัดงาน ในปี พ.ศ. 2525 ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี



การรถไฟแห่งประเทศไทย โดยมติคณะรัฐมนตรี ในสมัยนั้น จึงได้มอบที่ดินย่านพหลโยธิน ตอนต่อจากสวนจตุจักรด้านทิศใต้ ให้แก่ กรุงเทพมหานคร เช่า เพื่อใช้ในกิจการสาธารณประโยชน์ ดังนั้น กรุงเทพมหานคร ได้ปรับพื้นที่ เพื่อให้ผู้ค้าหาบเร่แผงลอย ขณะเดียวกันก็จะย้าย ผู้ค้าจากสนามหลวง และบริเวณแผงขายหนังสือ หลังพระแม่ธรณีบีบมวยผม มาด้วย มีการเยื้อสุดกำลังของผู้ค้า จะไม่ยอมย้าย...หาเหตุว่า สถานที่ห่างไกลจากสนามหลวง มีการประท้วง ชุมนุมวุ่นวายไปหมด จนมาสำเร็จเอาเมื่อปี พ.ศ.2525 โดยใช้ชือว่า ตลาดนัดย่านพหลโยธิน  ต่อมา  ปี พ.ศ. 2530 ได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น......." ตลาดนัดจตุจักร "


สนามหลวง เมื่อกล่าวถึง เสี้ยว....ของชีวิต  เสี้ยวหนึ่งจะผ่านไปไม่เล่าถึง ตำนานชีวิต ที่เกี่ยวพันกับสนามหลวง คงไม่ได้ ชีวิตในวัยเด็กนั้นเติบโตมาจากการวิ่งเล่น ที่สนามหลวง สนามหลวงเป็นเหมือน สนามชีวิต สนามหลวง ในสมัยนั้นเป็นที่ สารพัดประโยชน์ สำหรับประชาชน เวลาไม่มีงานเทศกาลใด สนามหลวง จะเป็นที่เช่า หัดขี่ จักรยานสองล้อ พอถึงเทศกาลกีฬาไทย มีทั้งตระกร้อวง ข้ามตาข่าย หมากรุก โดยเฉพาะแข่งขันว่าวจุฬา และปักเป้า รวมถึงว่าวนานาชาติ นานาชนิด เด็ก ๆ ในตอนนั้นจะสนุกกันมาก นอกจากนั้นยังจะมีร้านอาหาร เรียงเป็นแถวตลอดหน้าธรรมศาสตร์ ตอนหน้าหอประชุม มีดนตรีประเภท สตริงค์คอมโบ้ หรือ วงชาโด้ เป็นที่นั่งเก้าอี้ผ้าใบ กิน ดื่ม แม่โขง เป็กละบาทเดียว

สถานที่ทำให้กำเหนิด วงดนตรีมากมายใน ยุคซิคตี้ เช่น วงดนตรีซิลเวอร์แซนด์ สร้างให้ คุณวิรัช อยู่ถาวร โด่งดัง มาจนถึงทุกวันนี้ ...วง พี เอ็ม ไฟท์ ดอน สอนระเบียบ ก็ผ่านสนามหลวง รวมถึง เดอะดริ๊ฟเตอร์ วิสูตร ตุงคะรัตน์ เอลวิสไทยแลนด์ และอีกหลายวง ....มนตร์เสน่ห์ของการเล่นว่าว ที่สนามหลวง อยู่ตรงที่ได้ กิน บาร์เยียทอด หมูสะเต๊ะ เมื่ยงคำ ฯลฯ ส้มตำยังไม่ฮิท ....สนามหลวง จะเป็น ศูนย์กลางของคนกรุงเทพ และคนที่มาจากต่างจังหวัด เป็นที่รวมของรถเมล์ ที่จะอาศัยเดินทางไปทั่วกรุงเทพ.......(จะได้ เล่าเรื่อง...เมื่อกล่าวถึง บาง สี้ยว.....ของชีวิต ในตอนต่อไป )

คนที่เป็นเจ้าของ พื้นที่ทำกิน มาตั้งแต่ย้ายมาจากสนามหลวง ปัจจุบันเป็นเศรษฐี เสือนอนกิน กันไปเกือบหมดแล้ว .....ค้าขายแค่อาทิตย์ละ 2 วัน วันเสาร์กับวันอาทิตย์ เดือนหนึ่งค้าขายแค่ 8 วัน ไม่มีวันชดเชย วันเทศกาลใด ๆ เพิ่มให้ ค่าเซ้งโอนกรรมสิทธิ์ เป็นล้าน ขนาดเหลือเวลาสัญญาของกทม.กับการรถไฟ อีกสองปี (กทม.จะหมด ครบสัญญาเช่ากับการรถไฟ ในต้นปี 2555 ) ยังราคาขนาดนี้ แล้วย้อนไปพวกที่โอนกันก่อนหน้านี้ จะได้ราคาเท่าไหร่ ? ถ้าจะเช่าก็ตกอาทิตย์ละ 1 หมื่นถึงสองหมื่นบาท แล้วแต่ทำเล ล๊อคหนึ่งก็ประมาณ 4 ตารางเมตร ต้องขายของให้ได้กำไรอาทิตย์ละ 5 พันบาท ถึงจะ ทู่ซี้ อยู่ได้ นี่หมายถึง คนค้าขายจริง ๆ ไม่มีธุรกิจอื่นต่อเนื่อง ไม่นับพวกเช่าแผงไว้ฟอกเงิน หรือ พวกไม่รู้จะทำอะไร ก็มีกิน...หรือ ประเภทมาหาทำเลให้ คุณ ๆ มีอะไรทำจะไม่ตาม ไป ราวี บ้านใหญ่

มุมองในภาพรวม ตลาดนัดจตุจักร เป็นชุมชน ชุมนุมคนสารพัดประเภท ที่ยิ่งใหญ่มาก มีคนจากทั่วทุกมุมโลก มาที่นี่ มีนักท่องเที่ยว พ่อค้า นักธุรกิจ ตลอดจนนักการทูต เอกอัครราชทูต ประธานาธิบดี หรือ เจ้าผู้ครองนคร เจ้าฟ้าชาย-เจ้าฟ้าหญิง จากทั่วโลก มาสัมผัสตลาดนัดจตุจักร ไม่เว้นแม้กระทั่ง ราชวงศ์ของไทย แทบทุกพระองค์ เสด็จมาเยือน ตลาดนัดจตุจักร....เดินเพลิน ๆ ก็จะได้ประสบ สมเด็จพระเทพ ฯ ท่านเสด็จมาที่ร้าน ภูชี้ฟ้า และ ร้านจิตรลดา ร้านในโครงการ ฯ ยิ่งพระเจ้าหลานเธอ ทั้งสองพระองค์ เสด็จมาบ่อยมาก แถมบางโอกาส ยังร่วมเสวย ส้มตำ ร้านฝุ่น ตลบ คนที่นั่งอยู่ก่อน ก็เลยไม่กล้าเคี้ยวเสียงดัง..... จะเห็นได้ด้วยตนเองว่า ตลาดนัดจตุจักร เสมอภาคกันหมด ทุกชนชั้น ไม่เคยปิดกั้น เฉพาะบุคคล อดีตประธานาธิบดี บิล คิลตัน ก็ยังเคยมาเดิน ซดน้ำ อึก ๆ เพราะร้อน เสียดายที่ไม่มีกล้องอยู่ในมือ เลยอดเห็นภาพประทับใจ

ปัจจุบัน ตลาดนัดจตุจักร กลายเป็นศูนย์กลาง ทำให้พื้นที่รอบ ๆ อาณาบริเวณใกล้เคียง ขยายชุมชนค้าขาย เพิ่มขึ้นมากมาย ด้านทิศเหนือ ก็มี จตุจักรพลาซ่า เป็นที่รวมงานหัถศิลป ของตกแต่งเรือนชั้นสูง เฟอร์นิเจอร์ไม้สัก ฯลฯ เลยขึ้นไป ก็จะเป็น j j Malls ที่นี่เปิดทุกวัน ทำเลดี ดูมีระเบียบ สินค้าก็จะเป็นอีกระดับหนึ่ง ดูดี ไม่มีคละเคล้า ติดแอร์ เดินเย็นสบาย ไม่ต้องตากแดดเหมือนตลาดนัดจตุจักร เสาร์-อาทิตย์ จึงมีคนถ่ายเทมาที่นี่ หนาแน่นพอสมควร ห้องน้ำสะอาด ฟรี อีกต่างหาก เราเองก็มาใช้บริการตบท้ายหลังจากเดิน มานั่งกิน ดื่ม กลืน   กาแฟ ร้านกาแฟแบ๊คแคนย่อน โดยมีคุณน้อย มาร่วมสมทบบ้าง ตามกาลเวลา หรือ ไม่ ก็ เป็นไกด์ พาน้องสาว บ้านบางเขน หรือ เพื่อน ๆ สนิท ในแวดวง .....แต่ทั้งสองแห่ง วันอื่น ๆ จะเงียบเหงา ต้องรออนิสงฆ์ จากตลาดนัดจตุจักร

ทางด้านตะวันออก เลยไปทางทิศเหนือของตลาดนัดจตุจักร ติดสวนจตุจักร และสวนรถไฟก็จะได้ประโยชน์จากตลาดนัดจตุจักร เช่นกัน ด้านนี้ จะเป็นโซนสัตว์เลี้ยง อุปกรณ์ pet shop ของประดับตกแต่ง หลากหลาย ทั้งกรง กล่องใส่ แบกหิ้ว เสื้อผ้า อาหารสัตว์ ตู้ปลา ฯลฯ โดยเฉพาะนก ปลา สุนัข และสารพัดสัตว์นำเข้า ตามความนินยมของไฮโซ หรือ คนชอบเลี้ยงสัตว์แปลก   *

* TOWN SQUARE ..... กำลังปรับปรุงพื้นที่ ก่อสร้างอาคาร ใหญ่มโหฬาร ทันสมัย .....ก่อนจะดำเนินการรื้อถอนอาคาร แผงเก่า สร้างใหม่ได้ ก็ต้องเล่นเอาล่อเอาเถิด กับผู้เช่าเดิม รวมถึงผู้บุกรุก ถึงขั้นตลุมบอน ....เป็นข่าว ขึ้นหน้าหนึ่ง อยู่หลายวัน เหมือนกรณี ชูวิทย์ ....เมืองไทย นี่แปลก แต่จริง เวลาจะไล่ที่ ทั้ง ๆ ที่หมดสัญญาเช่าแล้ว ผู้เช่ามักดื้อแพ่ง อิดออด จนต้องฟ้องขับไล่กัน ทำตามขั้นตอนของกฏหมาย มันก็ยังไม่จบ จะต้องมี มาเฟีย คนใส่ชุดดำ ชุดซาฟารี จะคนมีสี หรือไม่ ไม่ยืนยัน พร้อมรถแบคโฮ ลุยไถดะ เกือบทุกที่  ไม่เคยเห็นผู้เช่ารายเดิมค่อย ๆ ขนย้ายออกไป พ้นจากวิธีนี้ ก็ยังมีวิธีดั้งเดิม ที่ใช้กันเป็นอาจินต์ เสียค่าใช้จ่ายไม่มาก กำลังคนก็ไม่ต้องเกณฑ์ ใช้แรงงานแค่สองคนก็เกินพอ ....วางเพลิง เผา แล้วจะได้เป็น....ไฟฟ้าลัดวงจร ตามสูตร จบ แบบน้ำตาอาบสองแก้ม นาฬิกาบอกเวลา สิ้นสุดกันที...... *

มีเรื่องตลกแบบเงียบ ๆ จะเล่าสู่กันอ่าน.....ก่อนที่จะเกิดเป็นอาคารชั้น ๆ ตอนเริ่มโครงการมีวัตถุประสงค์ ติดป้ายประกาศชัดเจน ว่า เป็นอาคาร บริการจอดรถ เพราะเป็นที่ทราบดีว่า สถานที่จอดรถเป็นปัญหาสำหรับคนมาเดินเที่ยวตลาดนัดจตุจักร ที่หหวังจะได้จอด เช่น บริเวณสถานีรถไฟฟ้า BTS หรือ หมอชิตเก่า เจอผู้ค้ามาแต่ไก่ขัน เต็มเกือบหมดพื้นที่แล้ว ที่จอดรถที่ทางกทม.จัดให้ บริเวสวนเบญจสิริ ก็ไกลพอสมควร ผู้ดำเนินการเช่าที่รถไฟ เช่นกัน ทางด้านทิศใต้ ตรงข้ามประตูทางเข้า ตลาดนัดจตุจักร ประตู 1 ถนนกำแพงเพชร 2 ถนนที่มุ่งไปสถานีขนส่ง หมอชิตใหม่ ....หวังทำธุรกิจรับจอดรถ จึงสร้างอาคารจอดรถ เป็นชั้น ๆ ประมาณ 4-5 ชั้น จอดรถได้เป็นร้อย ๆ คัน ดำเนิการเสร็จไปเกือบ 100 % เกิดเปลี่ยนใจดัดแปลงอาคารสองถึงสามชั้น เป็นล๊อค เป็นร้านค้าเครื่องเรือนไม้ แต่เมื่อเปิดดำเนินกิจการแล้ว ยังเหงา ๆ อยู่ คนเซ้งคนเช่า กำลังใจหายใจคว่ำ เพราะคนลงรถเมล์ ก็เพียงเดินผ่านข้ามไปฝั่งตลาดนัดจตุจักร และ j j มอลลล์ เป็นส่วนใหญ่ ..... * กำลังขยับขยาย เป็น J J OUTLET *

*.....ที่กำลังเฝ้ามองอยู่ในขณะพิมพ์บันทึกอยู่ในขณะนี้ คือ การเกิดศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ที่บริเวณตรงข้ามตลาดนัดจตุจักร ด้านทิศใต้ ฝั่งตรงสามแยก หน้าตลาด อ.ต.ก. ....อินน์ สแควร์...อลังการณ์งานสร้าง จะเป็นศูนย์ ฯ รวมสินค้าที่น่าจับตา เพราะโฆษณา แบ่งโซนที่เช่า เซ้งล๊อคชัดเจน ขณะนี้ก่อสร้างไปได้ 70-80 % แล้ว คาดว่าจะเปิดสิ้นปี 2555 หรือต้นปี 2556 นี้แน่ ผู้มาเที่ยวตลาดนัดจตุจักร จะมีที่เดินเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภค มีสิทธิ์เลือกเดิน และทำให้ มีการแข่งขันทางด้านธุรกิจ ทวีคูณยิ่งขึ้นในบริเวณ ย่านพหลโยธิน.....  *

ในบริเวณ ตลาดนัดจตุจักร  ห้ามสูบบุหรี่

 ตลาดนัดจตุจักร ก่อนยุค คุณอภิรักษ์ ในสมัยที่ คุณสมัคร สุนทรเวช เป็นผู้ว่า ฯ ได้สร้างมิติใหม่ ให้กับตลาดนัดจตุจักร จัดให้มีร้านอาหารราคาถูก ในราคาจานละ 12 บาท กับข้าวสองอย่าง 15 บาท ( * ไม่มีแล้ว * ) และห้ามรถเข้ามาในบริเวณตลาดนัด ตั้งแต่เวลา 12.00 - 18.00 น. ห้ามสูบบุหรี่ เดี๋ยวนี้ก็ยังยึดถือปฎิบัติอยู่ ทำให้คนที่มาเดินเที่ยว สะดวกสบายในการเดินขึ้น ร้านค้าที่อยู่บริเวณริมถนนรอบ ๆ ก็ได้รับประโยชน์ กลายเป็นทำเลทองคำ เพิ่มมูลค่าขึ้นมาอีก ขยับขยายอาณาเขตเพิ่มโต๊ะ เพิ่มขอบเขตค้าขายเพิ่มขึ้น ต้องเข้มงวดกวดขันกันทุกอาทิตย์ ได้คืบแล้วจะเอาศอก เป็นธรรมดาของพ่อค้า-แม่ค้า รวมถึงกิจการที่อื่นด้วย ....ในยุค คุณอภิรักษ์ เกิดการระบาดของไข้หวัดนก ทำให้โซนทิศเหนือ ซึ่งเป็นโซนสัตว์เลี้ยงทั้งไก่และนก อีกทั้งเป็นที่รวมขยะมาสุมไว้ รอรถมาขนไปทิ้ง  ต้องถูกชะตากรรมธรรมชาติ ถูกกำจัดพื้นที่ โล๊ะทิ้งก่อสร้างเป็น ล๊อคพาณิชย์ ให้เช่าค้าขายอย่างอื่นแทน รวมทั้งมี ธนาคารกสิกรไทย เข้ามาเปิดสาขา ทำให้ดูสะอาดและเดินได้ปราศจาก กลิ่นและความกลัวไข้หวัดนก.

* .....  ก่อนที่จะ พิมพ์ เล่าเรื่อง  พาเพลิน เดินเที่ยว ตลาดนัดจตุจักร ลงในบล๊อก ตามที่ได้บันทึกเอาไว้
ขอแทรก เหตุการณ์ ที่ต่อเนื่องจากความเปลี่ยนแปลง ....*

ตลาดนัดจตุจักร  โดยการดำเนินการของ กรุงเทพมหานคร ได้ครบสัญญาเช่า กับ การรถไฟแห่งประเทศไทย เมื่อต้นปี  พ.ศ. 2555 ได้เกิดเหตุการณ์วุ่นวาย เล็ก ๆ กับกลุ่มคนที่ค้าขาย มีการจัดม๊อบ สร้างม๊อบ เพื่อต่อต้าน มิให้การรถไฟเข้ามาดำเนินการ โดยอ้าง พ่อค้านายทุน จะเข้ามาฮุบกิจการ และต่อต้านการขึ้นค่าเช่า ทั้งกับกทม. และผู้ค้า  ร้องเรียน ไปชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาล และปิดถนนพหลโยธิน ทางกทม. ถึงกับอ้างมติ ครม. เมื่อปี 2523 ที่ให้กรุงเทพมหานคร ดำเนินการตลดาดนัดจตุจักร โดยไม่คำนึงถึงสัญญาเช่า ซึ่งมีระยะเวลา ที่คู่สัญญา ทั้งสองฝ่าย ต้องปฎิบัติตามสัญญา ที่ลงนามต่อกันไว้ 

 ผลของการร้องแรกแหกกระเฌอ ดื้อดึง ของกทม. และผู้ค้าบางส่วน ไม่เป็นผลสำเร็จ การรถไฟแห่งประเทศไทย ตั้งคณะกรรมการ เข้าดำเนินการตลาดนัดจตุจักร ทันทีเมื่อครบสัญญาเช่า ตามผลของกฎหมาย แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีพวกพ่อค้า รวมกันต่อต้านในเรื่อง ค่าเช่า ที การรถไฟ ให้มาทำสัญญาใหม่ อีกนับร้อยแผง  และรวมถึงกรุงเทพมหานคร ยังไม่ส่งมอบอาคาร ที่ทำการ กองอำนวยการ โดยฟ้องศาล เพื่อเรียกค่าเสียหาย และตีราคาอาคารที่การถไฟจะต้องจ่าย....

 










โดยภาพรวมนับตั้งแต่การรถไฟแห่งประเทศไทย เข้ามาเป็นผู้บริหารกิจการตลาดนัดจตุจักร ต้องอาศัยตู้คอนเทรนเนอร์ และกางเต้น ทำงานกัน เดือน แรก ๆ ก็ดูจะขลุกขลักบ้าง แต่มาถึงขณะพิมพ์บันทึก ค่อนข้างจะเข้าที่เข้าทางพอสมควร การจัดระเบียบผู้ค้า ดีขึ้นในระดับหนึ่ง . * """"ล่าสุด..ในวันที่จะนำบล๊อก เผยแพร่...18 กุมภาพันธ์ 2556"""""หลังจากที่ การรถไฟบริหารตลาดนัดจตุจักร มาครบ หนึ่งปี ได้เปลี่ยนแปลง ให้รถเข้ามาจอด สองข้างถนนที่ ทำเป็นทางเดิน ตั้งแต่ 12.00 - 18.00 น.ห้ามไม่ให้นำรถเข้ามาจอด ....เมื่อวานนี้ 17 กพ. 56 ไปเดินตามปกติ แต่.....มีรถ เข้ามาจอด...ทำให้เกิดมลพิษ ท่อไอเสีย และการเดิน สับสน สับหลีกรถ ชุลมุนวุ่นวาย รวมถึง บรรดาร้านค้า นำเอา โต๊ะ เก้าอี้ มาวาง กั๊ก ไม่ให้จอดบังหน้าร้าน ...ไม่รู้คิดอย่างไร ?...สอบถาม แล้ว เห็น ผู้ที่น่าจะเป็นผู้ใหญ่ ในการรถไฟ เพราะ บ่าเต็มยศ ไม่มีที่ให้เพิ่มติด อะไรแล้ว...บอกว่า อยู่ระหว่างทดลอง ...(เอาสตาค์ ค่าจอดรถ) แปลกจริง ๆ ประเทศไทย...อะไร ที่ผู้รับผิดชอบเก่า ทำเอาไว้ ดี  ก็จะถูก ท้าทาย หรือ เปลี่ยนแปลง....?......ปัจจุบัน ....สิงหาคม 2556 กลับมา ห้ามนำรถเข้ามาจอด แล้ว ระเบียบ บริหารจัดการ ริมถนน ดีขึ้นมาก......