วันศุกร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ผ่านปีใหม่





                    ผ่านพ้น วันปีใหม่ มาได้วันเดียว ตื่นขึ้นมาวันนี้ ทราบข่าว จาก แถลงการณ์ สำนักพระราชวัง แจ้งให้ทราบถีง....การสิ้นพระชนม์ ของ สมเด็จพระพี่นางเธอ ฯ เมื่อเวลา 2.54 น. .....ขอน้อมรำลึกถึงคุณงามความดีของพระองค์ท่าน ที่ได้ปฏิบัติพระกรณียกิจ ไว้ให้แก่แผ่นดิน.....ขอพระองค์จงสู่สุขคติเทอญ.



                                               ขอน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณ

                                      สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา
                                               กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ 


          

บันทึกเมื่อ.....2 มกราคม 2551.....เวลา 9.30 น.
          

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

2. มุ่ง สู่ 60 '









 เสี้ยว.....ของชีวิต   มุ่งสู่  60 '










และแล้ว ก็มาถึงวันนี้....วันที่ บาง เสี้ยว.....ของชีวิตมาถึงอีกวาระหนึ่ง...วันขึ้นปีใหม่ ๒๕๕๑.... 1 มกราคม 2551  .ถือเป็นวันเริ่มต้น นับถอยหลังสำหรับเรา มุ่งสู่ 60 ' ครบ 5 รอบ ของชีวิตตัวเอง ใจหายไหม ? .....ไม่หรอกนะ เฉย ๆ เพราะเมื่ออยู่รอด จนมาถึงวันนี้ ก็ต้องถือว่า กำไรชีวิต เพียงแต่ตั้งใจ คิดดี ทำดี พูดดี พร้อมเขียน บันทึกการเดินทาง บาง.....เสี้ยว.....ของชีวิต """""เล่าเรื่อง เรื่องเล่า จาก .....ประสบการณ์ของชีวิต อารมณ์ ความรู้สึก นึกคิด ความจริงที่เจอะเจอ"""" เพื่อพร้อมย่างเข้าสู่ อายุ 60 ปี  ปีชวด พ.ศ. ๒๕๕๑.....ย้อนรอยอดีต ไปถึง พ.ศ. ๒๔๙๑  กลับมา มุ่งสู่ ปี พ.ศ. ๒๕ .. .. 

 ( อย่าลืมช่วยเติม เลข ในช่องว่าง ให้สมบูรณ์ด้วย เมื่อถึงเวลานั้น.)




วันนี้ วันดี วันขึ้นปีใหม่ ท้องฟ้าแจ่มใส พาใจเบิกบาน  เหมือนเพลง จริง ๆ แบบนี้เขาเรียกว่า อารมณ์แจ่มใสไปด้วย นอนหลับสบาย ไม่ได้มีงานสังสรรปีใหม่กับใคร มาหลาย นับสิบปีแล้ว นอนหลับสบายรับปีใหม่ ส่ง sms ฝากข้อความไปถึงคนใกล้ชิด เหมือนเคย  ถือเป็นธรรมเนียมส่วนตัว ที่ เมื่อถึงวาระ วันสำคัญ ที่มีความหมายในชีวิต จะมีคำอวยพร บ้าง คติ ให้น้อมรำลึกนึกถึง อย่างน้อยคนที่ได้รับ ก็รับทราบว่า ยังมีชีวิตอยู่.....ปีเก่าผ่านไป ที่จริงถ้าจะนับแบบไทย ๆ ยังเป็นปีกุน ปีหมูอยู่ ยังไม่ถึงปีชวด จนกว่าจะถึงสงกรานต์ ถึงจะนับเป็นปีใหม่ของคนไทยโบราณ เหมือนคนจีน ที่นับปีใหม่ในวัน ตรุษจีน คนทางทวีปยุโรป ก็นับวันคริสมาส เป็นวันเริ่มปีใหม่ แต่เกรงว่าจะไม่ทันสมัยจะไม่ศิวิไลซ์ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๔ เป็นต้นมา ประเทศไทย ยึดถือเอาวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี  เป็น วันขึ้นปีใหม่  ตามหลักสากล

ผ่านมาแล้ว ก็ ผ่านไป ทำใจ ก็เหมือนหลาย ๆ ปี ที่ผ่านมา ผ่านความกดดันมามาก เพราะเป็น ปีวิกฤติของชีวิต ต้องฟันฝ่ามรสุม ที่ประดังเข้ามารุมเร้าชีวิต ต้องถึงเวลา ตัดสินใจอะไรหลาย ๆ เรื่อง ถือเป็นปี ต้องสูญเสีย สิ่งสุดท้ายในชีวิต ที่สร้างมา มันเป็นความเศร้าอย่างมหรร ถึงอย่างไร ที่ทำได้ ก็คือ ทำใจ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด..... " What ever 'll be ,will be " .....เหมือนแพแตก แหลกสลาย ละลายไปต่อหน้า ต้องแตกแยกระส่ำระสาย ชีวิตครอบครัว ที่อยู่ไม่ครบ พร้อมหน้าอยู่แล้ว จำต้องแบ่งแยก ไปผจญข้างหน้า ซบหมอน กับฝ่ามือ หยดน้ำตา หยาดริน ผ่านลมหายใจที่ ระทวย ระทม ระบม ทนทุกข์  


บัดนี้เราเจอเข้าบ้าง บาง เสี้ยว.....ของชีวิต  รู้แล้วว่ามันเจ็บปวดเพียงไหน  ต้องอดทน กัดลิ้น ซ่อนความเจ็บปวด กลืนเลือดกับเข้าร่าง ทำใจ ทำทุกอย่างไม่ให้ตัวเองต้อง สติแตก ฟุ้งซ่าน ควบคุมอารมณ์ จิตใจเกือบสุดยั้ง ดีที่ชีวิต ยังมี   * คุณน้อย * คอยอยู่ใกล้ ไม่ถอดใจทอดทิ้ง ดูแลให้ได้ในระดับหนึ่ง ในระดับที่ไม่มีใครจะทำให้ได้ ในสภาวะที่ ต้องเจอะเจออะไรต่อมิอะไรแบบซ้ำซาก .....มันผ่านจุดนั้นมาแล้ว ช่างเถอะเหมือนเคย ไม่อยากจะกลับไปคิด แต่มันก็ยังผุดเป็นไฟในร่าง ที่พร้อมที่จะประทุ เมื่อมีอะไรโถมกลับเข้ามาในชีวิตอีก ไอ้ที่เจอมามาก ก็เจอมาแล้ว เพียงแต่มันจะมีของแถม เจออะไรในชีวิตขึ้นมาอีก เพราะลมหายใจยังมีอยู่  

 ดีที่ ก่อนจะหมดปี  ที่ผ่านมา มีเรื่องให้ชีวิตได้ปลาบปลื้มบ้าง ชื่่นใจ ลูกออร์  หรือ น้องออร์  ...สายทิพย์ ของพ่อโอ๊ค จบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยรังสิต หลังจากที่ต้องร่วมชะตากรรมชีวิตจากพ่อ รู้นะว่าลูกลำบาก ต้องตรากตรำอดหลับอดนอน หอบกระเป๋าใส่ของไปขายตามห้าง ตามตลาดนัด ลูกต้องกัดฟัน ลูกต้องทนกล้ำกลืนฝืนต่อสู้ชีวิต แต่ ลูกออร์ ก็ทำอะไรให้ตัวเองประสบความสำเร็จได้ ต้องชื่นชม ยกย่องในความเกร่งของลูก สมกับที่เป็นลูกของ คุณทองห่อ.....

 คุณย่า-แม่ยุพัฒน์ ชื่นชมมากที่ ลูกออร์ เรียนจบ ความดีของลูกมีต่อคุณย่า บ่อยครั้งที่ลูกฝากตังค์ให้คุณย่า ถึงจะไม่ให้พ่อ แต่ก็บอกลูกเสมอว่า ถ้ามีตังค์ แบ่งให้คุณย่า แทนพ่อบ้าง แล้วลูกก็ทำตามที่บอกอยู่เสมอ ถึงแม้จะครั้งละไม่กี่ร้อยบาท ถ้าเป็นเทศกาลก็ให้ถึง 500 บาท คุณย่า ปลาบปลื้มมาก ต่อไปก็อยู่ที่อนาคต ความนึกคิดของลูก ล่ะ จะเลือกทางเดินไปทางใดหวังใจว่าคงจะไม่มีอะไรต้องกดดันต่อกัน ทำได้เพียง ภาวนาขอให้มั่นคง ยั่งยืนในการดำรงชีวิต  รู้เห็นบทเรียนอะไรมามาก น่าจะเป็นอุทาหรณ์ เพื่อต่อสู้ชีวิตต่อไป


ผ่านมาแล้วก็ต้องผ่านไป  หลายเสี้ยว หรือ บาง เสี้ยว...ของชีวิต  ขณะนี้ชีวิตกำลังจะเริ่มต้นเข้าสู่วงจรวิถีชีวิต มุ่งสู่ 60 ปี ผ่านมาได้จริง ๆ ทั้งที่ตัวเองต้องเผชิญ วิบากกรรมมามาก ล้มป่วยเจียนจะต้องจากไปหลายครั้ง หลายวาระกรรม ทั้งผ่าตัด ทั้งรักษาตัวกินยา เป็นกำ ๆ รักษาเป็นเวลาหลายเดือน กว่าจะลุกขึ้นมายืน เดินขึ้นสพานลอยได้อย่างเก่า หมดเกือบทุกสิ่งที่มีอยู่ .....ราวปลายปี 2536 ต่อเนื่องข้ามไปสิ้นปี 2537  ล้มป่วยหนักมาก หนักหนาสาหัสขนาดที่ ใครเห็นก็นึกว่า ไม่รอดแน่ ผอม น้ำหนักตัวลดลงอย่างน่าสมเพช เหลือเพียงแค่ 40 กิโลกรัม เศษ ๆ ทั้งขั้วปอดอักเสป จะกลายเป็นมะเร็ง รามไปถึงวัณโรค เส้นเลือดหัวใจตีบตัน ฯลฯ เหมือนกับว่า ถึงวาระ ชีวิตเอาคืน  หลายคนในหมู่พี่น้อง เฝ้าเวียนมา น้องทั้ง อ้อย..... อ้าว จะมารับเมื่อถึงคราวต้องไปโรงพยาบาล แม่ยุพัฒน์ ต้องเทียวมาดูแลหลาน.....

 เฝ้ามองแอบมองลูกทั้งสองด้วยใจรันทด หยาดน้ำใสออกจากตารินอาบแก้ม ประดุจน้ำไหลรินจากธารน้ำตก วันแล้ววันเล่า ทุกนาที ที่อยากหลับตา.....ท้อแท้ สิ้นหวัง นึกถึงคำพูดของ คุณทองห่อ ที่กล่าวก่อนที่จะไม่ได้พูดกัน  " ไม่แน่ใจว่าคุณจะเลี้ยงลูกได้  " .....รวบรวมพลังที่เหลือ เพียงลมหายใจรวยริน เพื่อให้ชีวิตกลับรอดมาดูแลลูกให้ได้....ต้องขอ ขอบคุณ น้าแอ๋ว....วิยะดา พูลสวัสดิ์  ภรรยา อาจารย์สมภพ เพื่อน ก๊วนซอย 6 ที่ช่วยดูแลเป็นธุระให้ระหว่างรักษาตัว ที่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ.....มันเหมือนเคราะห์กระหน่ำ ในขณะที่นอนป่วยอยู่นั้น บ้านถูกงัด ทรัพย์สินสูญไปกับมือโจร คงไม่ต้องบอกว่าอะไรบ้าง แจ้งความเป็นบัญชีหางว่าวก็แล้วกัน พอหายจากครั้งนี้พอยืนตรงได้อันอาจจะเป็นผลข้างเคียง มาจากการการกินยามาหลายขนาน ต่อเนื่องมาเป็นปี

กลางปี 2539  ต้องล้มป่วยสาหัสอีกวาระหนึ่ง อาเจียนออกมาเป็นเลือด ต้องส่องกล้อง กลืนกล้องลงกระเพาะ ผลรอบกระเพาะเป็นจ้ำ ๆ คราวนี้ต้องพึ่งโรงพยาบาลราชวิถี เพราะ อ้วน ....ภรรยา ปัญญา อ่อนน้อม เพื่อนในก๊วนซอย 6   หมู่บ้านมหาลาภ หน้าโรงพยาบาลสยาม ซึ่งทำงานในแผนกนี้ ช่วยเป็นธุระจัดการดูแลการรักษา ต้องเทียวรักษาตัวเองอีกนานหลายเดือน..... อาการป่วยครั้งนี้ ด้วยเหตุผลส่วนตัว ประกอบกับความรู้สึก กดดันชีวิต ทำให้ต้องผิดใจ กับ พี่อี๊ด พี่สาวคนเดียวที่สนิทใกล้ชิดกันมาก....พร้อมกับสัญญาณ ให้รู้ว่า ชีวิตจะต้อง ผจญ กับการ สิ้นไร้ ในไม่กี่ วัน ที่คืบคลาน เข้ามา เมื่อ.....


ต่อมากลางปี 2541 เจอ อีกดอก คราวนี้ปวดท้องรุนแรงมาก รอดตายมาได้อีกครั้ง ทรมาน รุนแรงเสมือนคนที่ทนพิษบาดแผลไม่ไหว นั่งตัวงอทั้งคืน ขาเหยียดระหว่างเตียงกับกำแพงด้วยความเจ็บปวดท้อง โทร.บอกคุณน้อย ให้แวะซื้อยาแก้ปวดท้อง มาให้ก่อนไปทำงาน ปรากฏว่า เช้ามืด ร้านยายังไม่เปิด คุณน้อย  แวะมา เพียงเพื่อจะเอาปาท๋องโก๋กับน้ำเต้าหูมาให้ โถ แม่คุณ ! .....มาเห็นกับตา ไม่ได้การ พาไปคลินิค..... คลินิคไม่รับ ให้รีบส่งต่อโรงพยาบาลราชวิถี เพราะไส้ติ่งอักเสป ท้องโตมาก นอนทรมานให้หมอเทียวมาเคาะท้องอยู่ทั้งวัน จนอยากจะ.... สองทุ่มถึงได้ผ่าตัด แผลอักเสป ต้องนอนต่ออีกนับสิบวัน สนุกจริง ๆ ชีวิต นี่ไม่นับเจ็บป่วย อื่น ๆ .....ต่อไปจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก ซึ่งก็ต้องมีแน่ ๆ รอเป็นก้อนเมฆทมึน แผ่ซ่าน เพื่อมาครอบคลุมชีวิต คงทำได้เพียงแค่ประคองให้ชีวิตผ่านอะไรไปให้มีลมหายใจให้ได้ตลอด....

ชีวิต นั้น ผ่าน เจอะเจอ อะไรมามาก ในช่วงของปี 2545 ก็ต้องเจอะเจอ วิบากกรรมของชีวิต ไม่มีใครอยากจะเชื่อ ว่าเป็นเช่นนั้น ถือเสียว่า เป็นกรรม เป็นกงเกวียน ของชีวิตที่ล้อพาหมุนไป อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แต่บางเรื่อง เราก็ประมาท ไม่คาดคิด ว่าจะต้องลงเอย ด้วย...บางครั้ง หน้ามืด อาจมองเห็น กงจักร เป็นดอกบัว หรือเป็นอะไร ที่ชั่ววูปกระทำลงไป ไม่ใช่ประมาท หรือจงใจ เพียงแต่ ติดเข้าไปในมุมอับของชีวิต หลงระเริงกับสิ่งมัวเมา ไปเพียง แลกกับความต้องการ ที่ไม่มีอะไรคุ้มค่า กับชีวิต ที่ต้อง.....ขอบคุณ คุณน้อย และลูกออร์ ที่เพียรดูแล เอาใจใส่ เมื่อยามที่ ท้อแท้..แทบหมดอาลัย ในชีวิต ที่ต้อง......โชคดี ที่มีคุณ และลูกออร์ ยืนเคียงข้าง เมื่อชีวิต วิกฤติ ที่ผ่านมา

* วันเวลาผ่านไป.....อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด(อีก) เมื่อปีที่ผ่านมา ปลายเดือนสิงหาคม 2554 ต้องถูกสภาวะกดดันอะไรในชีวิต ทั้งเรื่องส่วนตัวเรื่องครอบครัว รวมถึงคนใกล้ชิด มีอะไรบีบคั้น สะสมมาเป็นเวลานาน ผ่านวันคืน อันบอบช้ำ ที่ต้องถูกกระหน่ำด้วยหนามชีวิต ที่แหลมคมทิ่มแทง จากผลกรรมของชีวิต ที่คิดผิด คิดต่าง กับการบริหารชีวิต ที่ผิดพลาดกับเพื่อนร่วมธุรกิจ และแม้กระทั่งคนที่เป็นญาติเป็นพี่เป็นน้องถึงจะต่างสกุลกันก็ตาม จนถึงวันนี้ไม่เคยเอื้ออาทรณ์ ดูดำดูดี ว่าจะเป็นเช่นไร ? นี่แหละเขาถึงบอกว่า ค้ำประกันคน ค้ำคอตัวเองยังจะดีกว่า......ระดมความทุกข์ วันหนึ่งก็ถึงจุด จุกเสียด แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก พยายามกระเสือกกระสนพึ่งตัวเอง ...คอย ๆ เดินไปขึ้นรถ ก็ไกลโขอยู่ สำหรับคนไม่ค่อยจะเดินไปไหน....จากที่พัก ทะลุอมรพันธ์ 9  ขึ้นรถที่ถนนเสนา เพื่อจะไปให้ถึงคลินิค ฯ บัตรทองรักษาทุกโรค เพราะคงเป็นที่พึ่งยามสภาวะเช่นนี้...นั่งรถไปพร้อมกับความเป็นห่วงของสองแม่ลูก พี่โอ-คุณน้อย...มันเกินกว่าที่จะรอพึ่ง ด้วยความบอบช้ำของจิตใจ คิดต่าง คิดน้อยใจในโชคชะตา ความเป็นครอบครัวไม่มีในการดำเนินชีวิต คิดถึงลูกตัวเอง...ไปตายเอาที่ ที่คนไม่เดือดร้อน อย่างน้อยก็มีมูลนิธิ ฯ ที่ทำงานสังคมช่วยเหลืออยู่ ...


สองแม่-ลูก ...พี่โอออกคำสั่ง ให้ลงมาจากรถเมล์ จะนั่งแท๊กซี่ตามมา....ยามนี้ หน้าจะมืด ทุกอย่างเริ่มมืด ตามัว แต่จิตใจยังทนอะไรได้...เดินลงรถที่หน้าโรงแรมมารวย ปากทางเข้าบ้านบางเขนนั่นแหละ...สองแม่ลูก พี่โอลงมาประคองขึ้นรถ พาไปโรงพยาบาลเมโย ที่ใกล้ที่สุด ซึ่งไม่ใช่ความต้องการของตัวเองเลย....ถูกนำส่งเข้า icu ใช้เครื่องช่วยหายใจ มีหมอเด๋อ ญาติคุณทองห่อ มาดูอาการ เอาใจใส่ในระดับหนึ่ง  หมอแนะนำให้ ทำการเดินสายพาน เพื่อตรวจเช็คอาการให้แน่ใจ ปรากฎว่าต้องไปทำการฉีดสี เพื่อให้แน่ชัด แต่ค่าใช้จ่ายสูงพอประมาณเกินกำลังตัวเอง เฉพาะที่เมโย ก็สองหมื่นกว่าเข้าไปแล้ว เพียงแค่สองวัน ลูกทั้งสองก็เพียงช่วยได้ ในระดับที่ต้องทำใจ.....

มาทำการรักษา บัตรทอง 30 บาท คลินิคปฐมภูมิ คาเมราตา ดูรายงานแพทย์ แล้วส่งตัวไปรักษาอาการที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ถนนแจ้งวัฒนะ เยื้องศูนย์ราชการ..... เป็นอีกครั้งในชีวิต ที่ต้องผจญชะตากรรมกับภัยคุกคามการหายใจ....ที่นี่ได้รับการเอาใจใส่บริการเป็นอย่างดี ไม่มีผลกระทบตามที่ลือกัน จะลำบากก็ตรงที่ ระบบต้องเทียวไปเทียวมากับคลินิ...เข้าพักรักษาตัวที่รพ. สองคืน ด้วยการฉีดสี เข้าเส้นเลือด ผล ทั้งสองแม่ลูกได้รับคำอธิบายจากคุณหมอ ...ยังไม่ต้องผ่าตัด หรือ ทำบอลลูนขยายหลอดเลือด เพียงแค่กินยาขยายหลอดเลือด และยาลดความดัน ฯลฯ จากวันนั้นถึงวันนี้ กินยาลดปริมาณลงไปเหลือแค่ สองเม็ด ....ผ่านวิกฤติ จากโรคภัยมาอีกครั้งหนึ่ง....*.
                        
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นับแค่ 30 - 40 ปี หรือ อาจจะถึงครึ่งร้อยปี ชีวิตผจญอะไรมามาก บางขณะยากจะกล่าวถึง ย้อนรอยอดีต อยากเลือกสิ่งที่ดีที่ชีวิตประสบ เป็นไปไม่ได้ นอกจากจะสะสมอารมณ์ ความนึกคิด แล้วมาบันทึกชีวิต ที่เขียนอยู่ในขณะนี้ ช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมานี่ พยายามทำตัวเองให้หลุดพ้น ...วันอังคาร...พฤหัส...เสาร์ ถ้าไม่มีอะไรต้องทำ ก็จะไปเปิด net  อาศัยเล่นคอมพิวเตอร์ พร้อมด้วย notebook ที่เป็นเหมือน เพื่อนคู่ชีพไปแล้ว ที่ร้านกาแฟ Star Coffee ตรงมุมโลตัส แยกบ่อปลา วังหิน... มีคุณน้อย ไปนั่งอ่านหนังสือ พักผ่อนด้วย....ในบางโอกาส

* ( ปัจจุบัน ไม่ได้ไป มานานเป็นปี เพราะบ่นเรื่องเก้าอี้โซฟา นั่งไม่สบายเบาะแข็ง ทางร้านไม่ลงทุน อีกประการ หนังสือนิตยสารต่าง ๆ ก็ไม่รับมาให้ลูกค้าอ่านแล้  ) *
                    
วันอาทิตย์ ก็จะไปเดินเล่น ที่ตลาดนัดจตุจักร เหมือนเช่นที่ทำมานาน เมื่อหลายปีก่อน บางที ก็ไปเดินพร้อมลูกทั้งสอง แต่....เดี๋ยวนี้ ?..... เดินให้เหงื่อออก ออกกำลังกาย บางที คุณน้อย ก็ตามไป นั่งกินกาแฟ แบ๊คแคนย่อน ที่ j j มอลล์ หรือ เวาะไปนั่งคุย ที่ร้านเดี่ยว jazz เพื่อนรุ่นน้อง ที่มีกิจการขายของชำร่วย และซีดี นั่งฟังเพลง คุยกัน แล้วเจ้าของร้าน ก็จะปลีกตัวไปเอากาแฟมาให้ดื่มบ่อยครั้ง .....บางอาทิตย์ มีสตางค์ ( ส่วนใหญ่ คุณน้อย จะเป็นคนมี ) ข้ามไป อตก. หรือ ที่อื่น ๆ หาอะไรทาน ตามสมควรแก่อัตถภาพชีวิต ถึงที่พัก ก่อนแยกย้ายกันไปต่างคนต่างแยกเข้าห้องนอน ไปนอน 

 ถ้าตรงกับช่วงปลายปี ถึงต้นปีใหม่ ประมาณ เดือนธันวาคม ข้ามปี ไป เดือนเมษายน ก็จะไปฟัง ดนตรีในสวน ที่สวนลุมพินี ซึ่งโดยส่วนตัว เป็นแฟนมาตั้งแต่เริ่มต้น ยุค คุณกฤษฏา อรุณวงศ์ ฯ เป็นผู้ว่า กทม. ... จะเล่าเรื่อง ดนตรีในสวน ในโอกาสต่อไป.   * ( โปรด อดใจ รออ่าน บาง เสี้ยว.....ของชีวิต )

                                     

ถามว่า 60 ' แล้วได้อะไร ? ...แหม ! ตั้งคำถามอย่างกับอยู่อเมริกา จะได้ตอบเป็นข้อ ๆ เพราะที่โน่น มีอะไรให้เพียบ.....คำตอบแบบส่วนตัวก็ คือ ได้กำไรชีวิต ได้อยู่รอดมาถึงวันนี้ ที่หลายล้านคนอยู่มาได้ไม่ถึง ได้ผ่านอะไรมามากมาย ตามที่ได้ อรัมภบท เอาไว้ ถ้าตอบแบบมีภูมิ ก็ต้องตอบว่า...ได้รัฐสวัสดิการ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ .....รัฐธรรมนูญฉบับ คมช.หรือ สนช. ในแวดวงการเมือง หรือ ฝ่ายไม่ชอบจะบอกว่า ฉบับหน้าแหลมฟันดำ ไม่รู้เหมือนกันว่าหมายถึงใคร เพราะรู้จักคนไม่มาก
 มาตรา ๕๓ บัญญัติ ไว้ว่า....." บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ และไม่มีรายได้เพียงพอ
                                               แก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวก
                                               อันเป็นสาธารณะ อย่างสมศักดิ์ศรี    และความช่วยเหลือที่
                                              เหมาะสมจากรัฐ " 
                   
บทบัญญัติ  มาตรานี้ รัฐ ถือเป็นรัฐสวัสดิการในเบื้องต้น เช่น สถานที่ราชการหลายแห่ง ผู้สูงวัย หรือ สว. ไม่ต้องเข้าคิว จะมีช่องให้ยื่นเอกสาร หรือ ทำอะไรโดยเฉพาะ ไม่ต้องไปยืนขาแข็งรอคิว ...โรงภาพยนตร์บางโรง ลดราคาค่าชมครึ่งราคา รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยว อุทยานต่าง ๆ หรือ สถานที่เข้าชมที่ต้องเสียบัตรค่าเข้าชม บางแห่งไม่ต้องเสียเงินเข้าชม เช่น นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน และสยามมิวเซียม ข้างวัดโพธิ์ ฯ ที่กระะทรวงพาณิชย์เดิม....


ประกอบกับ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ ปี พ.ศ.2546 ได้บัญญัติ ให้รถของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และรถที่ร่วมประกอบการกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ.ลดราคาค่าโดยสารครึ่งหนึ่งแก่ประชาชน อายุ 60 ปี ขึ้นไป โดยแสดงบัตรประชาชน เมื่อชำระค่าโดยสาร..รวมถึง รถไฟ, รถบขส. ครึ่งราคา แต่รถแอร์ลดค่าโดยสารครึ่งหนึ่ง ไม่รวมค่าธรรมเนียม ( อะไรก็ไม่รู้ ) รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT. ลดให้ตั้งแต่เริ่มดำเนินการ  แต่ BTS ไม่ยอมลด ลดให้เฉพาะวันสำคัญ เช่น วันแม่ พาแม่ขึ้นฟรี ฯลฯ

  * รถไฟฟ้า  BTS. ก็รถราคาให้ เพิ่งจะเริ่มเมื่อ 1 สิงหาคม 2555 นี้เอง โดยลดแบบมีเงื่อนไข ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 น. และ  21.00 - 24.00 น. เรียกว่า มีเวลาแก่ ..หมดเวลาแก่ แล้วไม่ลดให้ ตอนแรก ๆ ที่ลดราคาใหม่ ๆ รถเมล์ ก็มีเวลาแก่เหมือนกัน ....นับตั้งแต่ วันที่ 1 มิถุนายน 2556 เป็นต้นมา ลดครึ่งราคาค่าโดยสร ตลอดเวลา แล้ว แต่ต้องลงทุน 200 บาท เพื่อซื้อการ์ด เป็นบัตรโดยสาร แต่มูลค่าของบัตร เหลือเพียง 100 บาท...เอาเปรียบผู้บริโภค ชัดเจน หักเป็นค่าบัตร 50 บาท เมื่อเลิกใช้ คืนบัตร คืนเงินให้ 50 บาท......นอกจากนี้ที่ตัวเองได้ประโยชน์ คือ การไม่ต้องจ่าย 30 บาท  รักษาทุกโรค เข้าเงื่อนไขอายุ 60 และได้เงินผู้สูงวัย เป็น เดือนละ  600 บาท   

 ตั้งแต่เกิดมาเป็นพลเมืองคนไทย ที่ไปใช้สิทธิ์มาตลอด ไม่เคยขาดสักครั้งเดียว คือ ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พอมาถึงอายุ 60 ปี ก็จะได้ใช้สิทธิ ลดราคาค่าโดยสาร เป็นเรื่องใกล้ตัวจริง ๆ เพราะใช้สิทธิ์ได้ทุกเมื่อ เมื่อ ออกจากที่พัก ไปไหนมาไหน ข้อสำคัญต้องทำใจให้นิ่ง อย่าวอกแวก เพราะ พกส. (พนักงานเก็บค่าโดยสาร ) โดยเฉพาะพวกรถร่วม บางคน บางสาย จะชักสีหน้าไม่พอใจ คงไม่คิดถึงว่าตัวเอง จะต้อง แก่ เหมือนกัน หรือ ญาติ ๆ ของคุณก็ได้สิทธินี้ ทั้ง ๆ ที่ กรมการขนส่งทางบก รณรงค์ ให้ประชาชนผู้สูงวัย ใช้สิทธินี้ ....จึงถือเป็นเวรกรรมของเหล่าคนไทยที่เป็นผู้สูงวัย แล้วควักบัตรประชาชนเพื่อใช้สิทธิ์  จำต้องนอบน้อม อย่าไปแสดงอาการตอแย หรือ หัวหมอ ยอมให้ใช้สายตาโขลกสับ ทั้งต่อหน้า และเวลาเดินจากไป บ่นพึมพำ กับ พขร.หรือ ไม่ก็พูดต่อว่าให้ผู้โดยสารข้างเคียงที่ไปนั่งข้างหน้า ได้ยิน เวลาอายุถึงจะได้ไม่กล้าใช้ แต่รถของ ขสมก. ไม่เคยเจอ เต็มใจฉีกบัตร แถมคำ ขอบคุณ อีกต่างหาก เราก็ต้องรีบ ขอบคุณ กลับไป นี่แหละสังคมเมืองไทย

 บันทึกเมื่อ....1 มกราคม 2551.....เวลา 10.40 น.                                                                                                              
ขอบคุณ.......โปรดติดตาม เรื่องเล่า เล่าเรื่อง
เสี้ยว......ของชีวิต   ตอน ต่อไป 

                       
* สงวนสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามมิให้ นำส่วนหนึ่งส่วนใด ของบทความ ข้อความ 
เล่าเรื่อง เรื่องเล่า  สี้ยว.....ของชีวิต ในบล๊อกนี้ ไปทำซ้ำ
ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ในรูปแบบใด ๆ ทั้งสิ้น
นอกจากจะได้รับอนุญาต เป็นลายลักษณ์อักษร 
จากผู้เขียน เท่านั้น *

                        

                        

วันอังคารที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2555

1. อารัมภบท...





 .....รำพึง ถึง ตัวตน.

    บันทึกฉบับนี้ เขียน เพื่อตัวเอง ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก ตั้งใจจะเขียน เมื่อย่างเข้าสู่ วัย 60 ปี  ที่ใกล้เดินทางมาถึง ในอีกไม่ช้านี้ เขียนในสิ่งที่ตัวเองรับรู้ ได้ไปเห็น ได้ไปพบ ประกอบด้วยอารมณ์ ความรู้สึก นึกคิด และอะไรที่เกิดขึ้นในชีวิต เอาไว้อ่าน  เวลาเหงา เวลาที่ตัวเองใกล้หมดกำลังใจ เกือบจะท้อแท้ และพยายามจะไม่สิ้นหวัง ถึงแม้ว่ามาจนถึงขณะนี้ ลึก ๆ แล้ว ถึงจะหวังอะไรไว้บ้าง ก็ต้องทำใจ บางขณะยังแอบถามตัวเอง ว่า ยังจะหวังอะไรกับชีวิต .....

เขียนบันทึกชีวิต ไว้แก้เหงา ซะมากกว่า เพราะบางทีชีวิตมีอะไรมากดดัน นอกจากจะเดินเรื่อย เปื่อย ไปให้สุดทางที่แรงพาไปได้ เหนื่อย เมื่อย จะได้มานอนหลับ และก็ยังอยากจะพูด จะคุย อะไรออกมาบ้าง ก็ไม่มีใครทนรับฟังความทุกข์ ไม่มีใครเป็นท่อให้ระบาย ไม่มีคนพูดคุยด้วย ก็ยังมี บันทึก ได้ระบายออกมาเป็นตัวอักษร มันอาจจะเป็นการฝึกสมองไปในตัว ไว้เพื่อป้องกันโรคอัลไซเมอร์ ที่เมื่อย่างเข้าสู่วัยนี้ ใคร ๆ เขากลัวกัน


           ฝรั่ง เขาว่ากันไว้ว่า วัยนี้ ( ก็วัย 60 ปี นี่แหละ ไม่อยากเขียนย้ำ ตัวเลขบ่อยนัก เพราะมันก็ ใจหายเหมือนกัน ถึงจะจำยอมรับความจริงก็เถอะ ) เป็นวัยฉกรรจ์ เป็นวัย ต้องวางเฉย ไปท่องเที่ยว ใช้ชีวิต ผักผ่อน ให้คุ้ม ....คนจีน บอก แซยิด ต้องฉลอง ดีใจที่มาถึงวันนี้ ส่วนคนไทย บอกว่า เป็น ผู้สูงวัย หรือ สว. คือ คนแก่ ผู้ที่ลูกหลานต้องเก็บไว้ ไม่ต้องไปไหน เฝ้าบ้าน อยู่ดูแลเลี้ยงหลาน หรือ ไม่ถ้าพอจะมีที่ทาง ก็ทำสวน ปลูกต้นไม้ มีอันจะเหลือกิน เหลือไว้ใช้ มีรสนิยม ก็ปลูกกล้วยไม้ ทำสวนครัว หรือไม่ต้องทำอะไร เพราะกลัวจะหกล้ม แล้วต้องรักษาพยาบาลกัน เป็นภาระ ถ้าอยู่ตามชนบท ก็ฝึกเดิน .....เดินเข้าวัด ไปหัดสวดมนต์ ฟังเทศน์ คุยธรรมะ อ่านหนังสือ โดยเฉพาะบทสวดมนต์ต่าง ๆ ยิ่งถ้าเป็นผู้หญิง ยิ่งเคร่งโดยอัตโนมัติ วันพระ จะต้องไปวัด ถือศีล 8 ไม่งั้นก็ต้องเลี้ยง ลูกของลูก นั่งชื่นชม ที่ได้เป็น คุณย่า - คุณยาย ....หันมาถามตัวเอง ว่า...แล้วเราล่ะ จะเลือก อยู่ตำแหน่งอะไร ?

                 
จะตอบให้ก็ได้ เมื่อถึงเวลานั้น ...จะ ทำอะไรที่ชอบ ทำอะไรที่อยากทำ ไปไหน เองได้ ก็จะไป.....ไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน .....อยากจะกินอะไร มีปัญญาหากินเองได้ ก็จะกิน ไม่ต้องรอ ให้ใครมาเคาะโลง ....ไปที่ชอบ ที่ชอบ .....เถิด ของอร่อย ๆ ของดี ๆ เอามาวางไว้ให้ ( ข้างโลง ) กินนะ แล้วจะใส่บาตรไปให้อีก เที่ยวทำบุญตรวจน้ำไปให้ มันได้ผลทางใจ แต่มันไม่ได้ รูป รส กลิ่น สัมผัส ตอนมีชีวิต ไม่มาชวน ไปกิน ไปเที่ยว....เชอะ !



* ..... บันทึก ที่เขียนอยู่นี่ ข้อเท็จจริง เป็นเรื่อง ส่วนตัว....เป็น ไดอารี่ย์ชีวิต ใครที่เข้ามาอ่าน หรือ มารับรู้ ก็ขอให้นึกเสียว่า อ่านตัวหนังสือ  เล่าเรื่อง ให้มีอารมณ์สุนทรีย์ ปราศจากอคติใด ๆ ทั้งมวล นอกจากนั้นเมื่อตายไปแล้ว ตัวเองขณะที่ยังไม่ลืมหายใจ หรือ คนใกล้ชิด มีทุนรอน เพียงพอ  พิมพ์ เอาไปให้คนที่มานั่งพนมมือ หรือ มาร่วม งานสละร่าง มาวางดอกไม้ประดิษฐ์ เอาไปอ่าน จักได้รับรู้  ตัวตน ที่แท้จริงยิ่งขึ้น   อ่านแล้ว อย่า ซีเรียส .....บันทึกเอามาลงไว้ในนี้ บางตอน บางเรื่อง อาจมีการกล่าวถึงคนรอบข้าง ตามสถานะเหตุการณ์ จะมี วงเล็บ หรือ หมายเหตุ อธิบายความ ใคร อะไร ที่ไหน จะได้เข้าใจ นึกภาพชัดเจนขึ้น และอีกครั้ง....

กราบขออภัย ท่านที่มีชื่อ ถูกกล่าวในบันทึก ที่ล่วงลับ ไปบ้างแล้ว และที่ยังมีชีวิตอยู่ ถ้ามีข้อตำหนิ หรือ ว่ากล่าวต่อกัน ขออย่าได้ถือสา เอามาเป็นอารมณ์ หรือโต้แย้งใด ๆ บางเรื่องเป็นตำนาน เป็นประวัติศาสตร์ ที่ตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้อง หลายเรื่อง เขียนตามเหตุการณ์ ความจริง ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อย่าเอาไปคิดอะไรมาก ถือเสียว่าได้รับรู้อีกทางหนึ่ง.... *


บันทึกเมื่อ.....26 ธันวาคม 2550.....เวลา 20.20 น.
 


ต้องกลับมาย้ำชัด ๆ อีกครั้งว่า เรื่องราว เนื้อหา สาระ เล่าเรื่องเรื่องเล่า ที่จะบันทึกต่อไป เมื่อย่างเข้าสู่ 60 จุดมุ่งหมาย คือ เขียน บันทึก ที่มาจากชีวิต ผ่านประสบการณ์ อารมณ์ ความคิด ความจริงที่เจอะเจอ ไม่มีอะไรที่เป็นจินตนาการ ไม่ใช่หนังสือ ชีวประวัติของตัวเอง ไม่ได้เรียบเรียง ขั้นตอนเรื่องราว ก่อน หน้าหลัง ไม่มีเหตุการณ์ต่อเนื่อง ตามวันเวลาที่ผ่านมา เขียนบันทึกไว้ไปตามอารมณ์ ที่นึกคิด จะเขียน เล่าเรื่องอะไร ?..... ตัวบุคคลที่กล่าวถึง ไม่ใช่ตัวละคอน หรือ ตุ๊กตา มีตัวตนไม่มีความเกลียดชัง และปราศจากอคติใด ๆ เขียนบันทึกไปตามเหตุการณ์ ที่เข้ามาหาตัวเอง หรือ ตัวเองเข้าไปหา ไปเกี่ยวข้อง

เมื่อกล่าวถึง เพื่อขยายความ-ข้อเท็จจริง จะมี  (...........)  หมายเหตุ หรือ ดอกจันททร์ ...*...พิมพ์ด้วยอักษร สีน้ำเงิน  รวมถึง ชื่อบุคคลที่กล่าวถึงหากมี  * และพิมพ์ตัวอักษร ด้วย สีน้ำเงิน หรือ ขีดเส้นใต้ชื่อ หมายถึง ท่านนั้น ได้ล่วงลับ ไปแล้ว .... เครื่องหมาย *  กำกับข้อมูลที่นำมาอ้าง เพื่อประกอบความจริงในเชิงอรรถ จากที่ไหน ไม่มีภาคผนวก

ทุกอย่างบนตัวอักษรมาจาก ความทรงจำ สมอง ที่ยังสมบูณ์ 100 % ข้อมูลบางอย่างที่เป็นตัวเลข หรือ จำเป็นต้องนำมายืนยัน ก็จะอาศัยฐานความรอบรู้ จาก วีกิพีเดีย หรือ กูเกิ้ล เพื่อสร้างความเชื่อถือ กล่าวอ้างเท่านั้น ภาพประกอบ เล่าเรื่อง หรือ บทความ บางภาพหาใน เสริชจาก กูเกิ้ล และ google+ รวมถึง ภาพจาก facebook ..... บางภาพถ่ายเอง จากกล้องโทรศัพท์มือถือ nokia n 80 คุณภาพพอใช้ได้ใช้งานมานานเกือบสิบปีแล้ว ต่อไปถ้ามีโอกาสก็จักพัฒนา เป็น....?


ดังนั้น ถ้าบังเอิญผู้ถูกเอ่ยถึง ไม่สบอารมณ์ หรือ มีข้อโต้แย้งใด ๆ ก็จำต้อง..กราบขออภัย ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่ง และก็มีหลายเรื่อง บางเรื่องถึงแม้ว่า จะเป็น เรื่องจริง แต่มิได้เขียนถึงประกอบให้ต่อเนื่อง มีเหตุผลบางประการที่ไม่เขียน ไม่กล่าวถึง เพราะต้องรักษามารยาท สงวนไว้ในที่เข้าใจ เพราะอาจจะทำให้บังเกิดความเสื่อมเสีย เสียหายขึ้นมาได้ และบางเรื่องอาจจะมีคนที่อ่านไป ยิ้มเยาะ " ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย " นั้นเชื่อกันว่า ถูกต้อง แต่คนที่พูดอาจ ตายก่อนเวลาอันควรได้

มีใครเคยเห็นหนังสือ ชีวประวัติ หรือ หนังสือที่แจกในงานทุกวัด มีใครเขียนเรื่องเสียหาย หรือ ระบายความแค้นกับคนที่ถูกกระทำบ้าง มีแต่ยกย่องสรรเสริญ ...สถิตทั่ว แต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ทั้งนั้น โดยส่วนตัวเรานะ มี มีขนาดอยากจะ....กับคนถึง สอง สามคน  คนหนึ่ง เป็นเพื่อนร่วมงาน ร่วมอุดมการณ์เดียวกัน อีกคนเป็นญาติใกล้ชิด เป็นพี่น้องกัน เอาแค่สองท่านนี้ ที่เป็นส่วนทำให้ชีวิตต้อง.... เมื่อถึงเล่าเรื่องดังกล่าวอารมณ์พาเพิงถึง ก็จะ อ๋อ กันเอง .....ว่าทำไม..... ตู ! ถึงเป็นแบบนี้

วันดี คืนดี เวลาตกฟาก ถ้าเป็นจริง มานั่งหนีบ ....เสี้ยว.....ของชีวิต ที่ฟลุ๊ค พิมพ์เป็นเล่มขึ้นมาได้จริง ๆ คิดถึงก็หยิบมาอ่าน มาพลิกดู เพราะมีบางเรื่อง คุณ ....อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ไม่ชอบใจ ก็เอาไปวางไว้ในที่เปิดเผย เพื่อมีคนอื่นได้อ่าน แล้วเอามาเล่าเรื่อง เรื่องเล่า ...ให้ฟังกัน เมื่อเจอกัน ที่วัด ในงานคนอื่นต่อไป.

 บันทึกเมื่อ......27 ธันวาคม 2550.....เวลา 19.30 น.

เคาท์ดาวน์ นับถอยหลัง ใกล้วันที่จะย่างเข้า ปีที่ตัวเองจะ 60' ตั้งใจ ทำใจ เตรียมตัวจะเป็น ผู้สูงอายุ รับสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และกฎบัตรสหประชาชาติ อันว่าด้วย สิทธิมนุษย์ชน ( สูงไปไหมเนี่ย ! ) .....ไอ้ที่ผ่านมาแล้ว ก็จำต้องผ่านไปอีก ชีวิตเราไม่มีหวน ทวนให้ซ้ำรอย วันคืนของตัวเอง วันคืนของคนที่ผ่านโลก ผ่านร้อน ผ่านหนาว ไอ้ เรื่องอกหัก ผิดหวัง ช้ำชอก ไม่สมหวังชีวิตรัก กับคนที่ตัวเองรัก แล้วเขาก็รักเรา แต่ต้องมีอันเป็นไป สองถึงสามคน ไม่ได้เสี้ยว หนึ่งของชีวิต ผ่านทั้งสูงและต่ำ ผ่านในหลายที่หลายสิ่ง ที่หลายคนไม่เคยผ่าน ผ่านชีวิต ผ่านความเจ็บปวด บอบช้ำ ทั้งจิตใจและร่างกาย ผ่านวิกฤติกับการบริหารจัดการวิถีชีวิต ยิ่งกว่านิยายทั้งตู้

พัดผ่านไปหาเรื่องที่ต้องตัดสินใจ รวมถึงหน้าที่การงานและเรื่องส่วนตัว มันสารพัดจะโหมกระหน่ำ ซัดใส่ทุกวิถีทาง ถึงแม้จะไม่โชกโชน ไม่ต้องแบกหาม ไม่เคยอดอยาก กินอิ่ม ดื่มบ้าง ตามโอกาส

* เมื่อตอนที่ไปทำบุญขึ้นบ้านใหม่ เพื่อนสนิท ตู่...ศรีวิกา เพื่อนในก๊วนเกริก ตั๊น..ปุ่น...เล็ก ที่ชัยภูมิ แวะไปด่านขุนทด ได้มีโอกาสแวะมนัสการ..หลวงพ่อคูณ ท่าน เคาะกระโหลกแล้ว กล่าวว่า .."มึงไม่อดตายดอก "  * 


.....มีองค์ประกอบร่างกาย ดูดี เพียงใช้แรงกายฟันฝ่า ไม่หวือหวา มีทั้งสุขและทุกข์ รวมถึงสุก ๆ ดิบ ๆ มีภาระกิจมากมาย มีงานที่ทำ หลากหลาย มีนามบัตร ที่เพื่อน หรือ คนที่รู้จักกัน ไม่อยากรับ เปลี่ยนงานหลายที่ จนไม่รู้ว่าจะเลือกหยิบใบไหน เมื่อติดต่อถึง เพราะเปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ หลายวงการ เป็นทั้ง สื่อ ทำอาชีพ ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ครอบคลุมชีวิต งานอิสระ พาร์ทไทม์ เรื่องตำแหน่งหน้าที่การงานหรือ ไปหยิบอัลบั๊มนามบัตร มาดู จะรู้ ใหญ่บ้าง เล็กบ้างตามสถานะการณ์ มีเกียรติ มีคนรู้จัก นับหน้าถือตา คนให้ความเชื่อถือก็มาก ตามหัวโขน ที่สวมใส่ในแต่ละองค์กร บางขณะก็ดูเหมือนใหญ่จริง ๆ ตามสภาวะ และเกมส์ชีวิตพาไป รวมถึงอยู่เฉย ๆ ก็ยังมีคนนับหน้าถือตา และหน้าไหว้หลังหลอก 108 พันเก้า ชีวิตที่ผ่านพบ 
 
ยังเหลือเวลาจะมีชีวิตอยู่ ถึง หมื่นวัน ไหม ? ......5 5 5 ฮ่า.....รู้ไหมใครพูดเอาไว้ เอาไว้มีเรื่องเขียนถึงเจ้าตัว แล้วจะบอก ความโชกโชนของเพื่อนคนนี้ ..... เพื่อนคนนี้ บอกให้นับถอยหลังไปเรื่อย ๆ อยู่อีกแค่ 10,000 วัน ตั้งแต่บอกมา นับมาถึงวันนี้ คงเหลือ แปดพันกว่าวันแล้ว .....นานมาก จะตรุษจีน อีกครั้งหนึ่งแล้ว ไม่ได้เจอกัน 5 - 6 เดือน ระยะนี้ เกมส์ มันพลิกล๊อค บ่อย.....เซียน อยู่รู หมู อยู่ตึก ซะด้วย เพื่อนเราเป็นไงบ้างก็ไม่รู้.


   ดุจดังขุนเขา หรือจะไปสน ต่อให้ลมฝนพัดผ่าน เมฆฝน ปกคลุม จะร้อน
     หรือ หนาว จะยากดี มี จน เกิดมาเป็นคน ต้องดิ้นรน เพื่อให้ลมหายใจ 
      ผ่องถ่ายชีวิต ให้เผชิญ ผิด ชอบ ชั่ว ดี ต่อไป.... มองท้องฟ้า แล้วกู่ร้อง
        ....ฟ้า หัวเราะ.. ...ข้า ฯ ชะตาหรือ ดินนั้นถืออภิสิทธิ์ ชีวิตข้า พรหมลิขิต 
       สามารถขีด เส้นเกณฑ์ชะตา.....ข้า ฯ  กระทำแต่ความดี มีหรือจะกลัว....



บันทึกเมื่อ.....28 ธันวาคม 2550 .....เวลา 20.18 น.




                              


                        





                    





                                                                                                         

วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ทักทาย.....ทำ ความคุ้นเคย 1.


             
สวัสดี....ไปตามสายเคเบิล แบรนวิช หรือ ผ่านลม ฟ้า อากาศไปยัง ระบบ IT.....คงต้องทำตามธรรมเนียมของความเป็นคนไทย ก่อนที่จะสร้าง webblog ก็ต้องทำความเข้าใจ หลังจากที่ลองผิดลองถูก อยู่หลายวัน ดูเหมือนว่าลองแล้ว ผิดจะมากกว่าถูก คิดว่ามั่นใจ จะทำให้เป็นเรื่องราว ให้สมที่ไปเรียนรู้มา.....หรือ อย่างดีที่สุด ก็มีอะไรทำในชีวิตขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง



                   
ขอบคุณ ......คุณปรีดา กิจนนทกุล, คุณไพบูลย์ แดงประสิทธิ์ ทั้งสองท่านนี้ทำงาน เพื่อสาธารณชน คนพิการและผู้สูงอายุ  ในนาม PWD Multimedia Co.,Ltd., และ ชมรม Will Share มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ และอีกท่าน...อาจารย์เทอดเกียรติ ฉายจรุง หรือ ครูอ๋า ที่ถ่ายทอดวิชาเรื่องโปรแกรมคอมพิวเตอร์ จนสามารถมาขยับหน้าบล๊อก ที่ปรากฎให้เห็นในขณะนี้

 * ต่อมา เมื่อวันที่ 13-14 ตุลาคม 2555...ได้รับความรู้เพิ่มเติม จากวิทยากร อีก 3 ท่าน คือ Kay..Jarunee Sinchairojkul,  Walaiporn Nakapan, Suthikiet Boonyakumanon.....ขออภัย รับทราบชื่อเป็นภาษาอังกฤษ จาก bit. ไม่พิมพ์อักษรไทย เกรงว่าจะผิดพลาด *

วางบล๊อก หน้าแรกสองเรื่อง...ไป ปาย มา และ ตลาดนัดจตุจักร ตั้งแต่เมื่อเริ่ม เรียนการทำบล๊อก เพื่อเป็นอนุสรณ์ (ไม่มีการแก้ไข หรือ ปรับปรุงใด ๆ ) ที่ ครูอ๋า บอกสอนแล้วให้ทำการบ้านส่งขึ้นบอร์ดให้ดู ทั้งสองเรื่องจะอยู่ในบันทึก เล่าเรื่อง ท่องเมืองเหนือ... , พาเพลิน เดินเที่ยว ตลาดนัดจตุจักร. ซึ่งจะได้พิมพ์ลงในบล๊อกต่อไป...จากนี้... ถึงคราวจะต้องสร้างบล๊อก อย่างเป็นจริงจังสักที มี facebook แต่ก็ไม่ได้เปิดให้ใครเข้ามา add  เคยให้เข้ามา ก็บ๊าย บาย คลิกจากไป แบบ เหตุผล ...ไม่อยากเป็นตัวสำรอง....ตลก....ใน facebook ใครอยากเข้ามา เจ้าของหน้า...ส่วนมากจะคลิก เพิ่มเพื่อน ทั้งนั้น เพราะอยากมีเพื่อนมาก ๆ ทำสถิติ ดูโก้ในสังคมออนน์ไลน์ แต่ของเรา ไม่ใช่  โดยเฉพาะหน้าของเรา มีใครเข้ามาง่าย ๆ เพื่อนสนิท ขอเข้ามาเห็นเลือกข้าง ยังไม่อยากคลิกเข้าไปหาเลยบอกขอยุติ เพื่อนก็เข้าใจ.....ไม่เคย คลิก add หาเพื่อน เพราะโดยความตั้งใจนั้น มีเพื่อไว้เป็นหน้าได้ บ่น ระบาย หรือ บอกเล่าอะไร เหมือนกับมีบันทึกส่วนตัวในชีวิต 


ขอบคุณ...... อุทยานการเรียนรู้ TK Park  ศูนย์การค้า เซ็นทรัลเวิลด์  ผู้ อุทิศสถานที่พร้อมอุปกรณ์ ในการเรียนรู้ แถมดูแลอาหารกลางวัน พร้อมของว่างยามบ่าย รวมถึงอัธยาศรัยไมตรีของเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณ จริง ๆ .....    สำหรับสถานที่นี้ โดยส่วนตัวจัดเป็นสถานที่ ให้ชีวิตมีอะไรทำ เพราะได้รับความรู้เรื่องคอม ฯ มาตั้งแต่เริ่มในเบื้องต้น ตอนที่เปิดเป็น อุทยานเรียนรู้ ในปลายกิจการของ เวิลร์เทรดเซนต์เตอร์ ก่อนที่จะเปลี่ยนรูปแบบมาเป็น เซ็นทรัลเวิลด์ ขณะนั้นอยู่ตรงภัตตาคารอาหารจีน บริเวณที่เป็นห้างเซน ใน.... ปัจจุบัน 



อุดมการณ์ส่วนตัว.........




 ใส่สีเหลือง ฉลองครองราชย์ 60 ปี ใส่สีแดง แสดงพลัง รักชาติ ศาสน กษัตริย์
ไม่เลือกสี เลือกข้าง ยืนเคียงข้างความถูกต้อง
ทำอะไรที่ชอบ ทำอะไรที่อยากทำ 
ทำแล้วไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น.... 
จะพยายาม ทำสื่อให้เป็นสื่อ ไม่สนใจ สื่อเลือกข้าง

ไม่ตกเป็นเครื่องมือ ไม่เอา การเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ผิดถูกไปตัดสินกันใน คูหาเลือกตั้ง ทำไม่ถูกต้อง ผิดทำนองคลองธรรม ละเมิดกฎหมาย ก็ต้องประณาม  

ไม่ รักชาติ ด้วย อารมณ์ โกรธ กลียด อาฆาต คลั่งแค้น โดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง และปราศจากเหตุผล ใช้สื่อสร้างสรร ทำประโยชน์ให้สังคมได้ก็จะทำ ไม่ใช่สร้าง........?

*  ขออนุญาต นำคำกล่าวของ มล.มื่งมงคล โสณกุล "เต่านา" ที่กล่าวไว้ว่า 

  " รักที่สุดคือ ในหลวง ห่วงที่สุด คือ คนที่รักในหลวง จนเสียสติ "   *

 การที่ รับคุณ ต่างคนต่างยื่น รับกันเข้ามากับมือ เข้ามาเป็นเพื่่อนคนแรก ถือเป็นคนพิเศษ ใน facebook เพียงคิดว่าจะมี เพื่อนที่ดี มีมิตรภาพ มีต้นทุน คนที่มองตาต้องใจ กันมาก่อน และมีไมตรีอันดีงาม มีเพื่อนที่เข้าใจ พูดคุยอะไรได้ คุณ เข้ามาก็ถือว่า ให้แบบไม่เคยให้ใคร มาก่อน แม้เพื่อนที่มีอยู่ หน้าของคนอื่น ๆ ดูเกลื่อนไปหมด ใครจะปัญญา สำรอง เอาไว้ขนาดนั้น... คิดเอง เออเอง... คิดว่า นึกว่า...ไม่ได้คิดเห็นแก่ตัว เพื่อตัวเองเลย ใน fb. น้อย ๆ ยังเข้ามาเป็นสิบ บางหน้าเข้าไป add พันราย สำรองกันเอาไว้ แบก หรือไง ? .....ที่ไม่ต้องการ  add กับใคร ก็เพราะ บางขณะไปคิดว่า ไม่มีอะไรเป็นการส่วนตัว แถมยังออกอาการไร้สาระ จิ้มอักษรพาเพลิน และบางคนก็ถือโอกาสใช้เป็นที่ระบาย โจมตีกัน สาดอักษรกันไปมา ทั้งในทางการเมือง สังคม วงการดารา และเรื่องส่วนตัว

ส่วนใหญ่เป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่น เกลื่อนแทบทุกหน้า ทุกคอลัมภ์ ไม่เข้าใจคนไทย ส่วนใหญ่ ที่ยังไม่เข้าใจการใข้สื่อ โดยเฉพาะ ในสังคมออนน์ไลน์ Social Media รวมถึงการทำอะไรบน Social Network ในเวปดัง ๆ ที่รู้จักกันโดยทั่วไป คงไม่ต้องเอ่ยชื่อ บางกลุ่ม บางพวกใช้สื่อ สาดกันทุกวัน ถึงขนาดมีคนรับจ้างโพส หรือ โพสตามหน้าที่ เปิดฉากตั้งประเด็นร้อน ๆ แล้วก็ให้แสดงความคิดเห็น ใครไม่เห็นด้วยก็จะสาดใส่ อย่างไม่มีเหตุผล ทั้งสองฝ่าย และฝ่ายที่เลือกข้าง ไม่มีสติ ขาดการใตร่ตรอง ไม่มีเหตุผล มีแต่ความเกลียดชัง ไม่พอใจ ไม่ชอบหน้า ไม่เข้าพวก โดนกันทั่วหน้า สื่อเลือกข้างเต็มไปหมดทุกประเภทสื่อ เคยประสบไหมchat กันอยู่เพลิน ๆ ไม่รู้อะไรเด้งเข้ามา ชิงโชค ขายของ ลอยเข้ามาโฆษณา ปลุกระดม ชี้นำผิดถูก ฯลฯ มันน่ารำคาญ รวมถึงอิดหนาระอาใจ กับพวกที่ถูกเรียกว่า...เกรียน.....จึงขอทำความเข้าใจกันก่อนที่จะเริ่ม.....

เสี้ยว.....ของชีวิต เล่าเรื่องใน webblog หน้านี้ จะเป็นการนำเอาบันทึกเรื่องราวที่เขียนใน บันทึกชีวิตส่วนตัว  ที่มีทั้งอารมณ์ ความคิด ประสบการณ์ การบอกเล่าสิ่งที่พบเห็น เจอะเจอ หรือ ไปเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ ตามโอกาสที่เอื้ออำนวยให้ ดังนั้น ทุกตัวอักษร จึงมาจาก จิตสำนึก ความจริง อารมณ์ ตลอดจนความรู้สึกในขณะเขียน หรือ บันทึก บางเรื่อง sad movie หลายเรื่อง ดราม่า รวมทั้ง ตื่นเต้น สนุก ได้อรรถรส นึกไม่ถึง วาดภาพไปตามลิขิตอักษร รับประกันได้ว่า คนอยู่ในโลกออนไลน์ จะไม่เคยเจอ หน้าแบบนี้ ที่ไหนในโลกใบนี้ เพราะไม่มีใครเขาทำกัน เชื่อสิ !

บางเรื่องถึงแม้ว่าเป็นเรื่องจริง....ก็จำต้อง ขอสงวนสิทธิ์ มิให้นำไปกล่าวอ้าง ในทางใด ๆ ทั้งสิ้น บางตอน เอ่ยชื่อ ท่าน โดยมิได้บอก สกุล หรือ ใช้อักษรย่อ บางเรื่องละไว้ ในที่เข้าใจ ก็เพื่อมิให้เกิดผลกระทบในทางเสียหาย และมีหลายเรื่อง หลายตอน ที่ต้อง กราบขออภัย เพื่อน คนรู้จัก คนที่เคารพนับถือ ผู้ที่เกี่ยวข้องแวะเข้ามาในวิถีชีวิต ตลอดจนทายาท ในผลกระทบทั้งทางด้านจิตใจ ฯลฯ ก็ขออย่าได้โกรธเคือง หรือ รังเกียจกัน มิได้มีเจตนาจะเล่าเรื่อง ทำให้เสื่อมเสีย ทั้งเกียรติยศ และชื่อเสียง

เสี้ยว.....ของชีวิต  บาง  เสี้ยว.....ของชีวิต  ก่อนหน้านั้น ตอนที่ขยับ เปิด-ปิดคอม ฯ พอจะรู้เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์บ้าง จึงได้พิมพ์บันทึกไว้ใน word งานด้านเอกสารโปรแกรมในคอม ฯ พิมพ์ ไปได้ ประมาณ 1 ใน 3 ของที่บันทึกไว้ทั้งหมด วันหนึ่ง เมื่อประมาณ 1 ปี ที่ผ่านมา เสียบไดร์ คลิกไป คลิกมา ข้อความที่พิมพ์ หาย ไปหมด ทั้งในไดร์ และในโน๊ตบุคส์ ที่ใช้อยู่ เที่ยวไป พันทิพย์ หลายรอบ วอนผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญ ไม่สามารถกู้คืน กลับมาได้ เกิดอาการท้อ หดหู่ ที่ต้องเสียหาย เสียเวลา ขยันพิมพ์ อยู่เป็นปี วันละหน้าครึ่งหน้า จิ้มสัมผัส อย่างตั้งใจ .....

จนกระทั่งมาได้โอกาสเรียนรู้โปรแกรมการสร้างบล๊อก ก็เลยมีลูก ฮึด ! จะทำผลงานของตัวเองขึ้นมาใหม่ ข้อมูลอยู่ในสมุดบันทึก เรื่องราวอยู่ในสมองอัดแน่น เคยคิดว่า เมื่อกระทำสำเร็จแล้ว ฟลุ๊คอะไรขึ้นมา มีทุนรอน จะเอาไปพิมพ์ เป็นเล่ม เอาไว้แจกคนใกล้ชิด ถ้าขายได้ คนรับไป สนับสนุนทุนกลับมาให้ ก็จะยินดี รับ(ทรัพย์) หรือ ไม่ก็เอาไว้มอบให้ ผู้มาใน งานสละร่าง  เมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่รู้จักเรา อ่านแล้วจะมีจินตนาการ รำลึก นึกถึง อย่างน้อยก็จะผุดรอยยิ้มที่ริมปาก เมื่ออ่านพบว่า ตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย หรือ รู้เรื่อง เรื่องนี้.....เสี้ยว.....ของชีวิต  คงไม่ใช่งานตัว อักษรเปื้อนหมึก อย่างแน่นอน ขอยืนยัน


ก่อนที่จะเข้าสู่หน้าหลัก หรือ เริ่มบันทึก พิมพ์ สุดแล้วแต่จะบันทึกอะไร บาง เสี้ยว.....ของชีวิต จะเริ่มต้นจากการที่ได้เริ่มบันทึกชีวิตส่วนตัว ในสมุดบันทึก มีวัน เวลา ลงบันทึกไว้ ในแต่ละวันที่บันทึก เมื่อย่างเข้าสู่วัย 5 รอบ.....มุ่งสู่ 60 '..... โดยการเล่าเรื่อง ที่ผ่านมาในชีวิต ประสบการณ์ ความรู้สึก นึกคิด และสารพัดอารมณ์ เมื่อต้องตกอยู่ในภวังค์ ไม่มีบทความประติดประต่อ ต่อเนื่อง นึกถึง หรือ มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ทั้งที่เกิดขึ้นกับตนเอง และเกิดขึ้นกับบ้านเมือง ก็จะบันทึกความทรงจำทันที มันจะลำบากตรงที่ อ่านอะไรในคอมพิวเตอร์ จะต้องอ่าน บทล่าสุด ย้อนไปหาบทเริ่มต้น ถ้าสนใจลองขยับเม้าท์ ไปเริ่มตั้งแต่หน้าแรก ของการพิมพ์ เพราะโดยทั่วไป ข้อมูลอัพเดตทีหลัง จะแสดงข้อมูลบนสุด คือ หน้าแรก จึงต้องตั้งใจอ่าน จะได้รับอรรถรส ในการติดตามอ่าอย่างครบถ้วน

  webblog หน้า....วัน ต่อไป จะเริ่มพิมพ์  จากบันทึกชีวิตที่เขียนไว้ ตั้งแต่ ....1.

ข้อต้องสังเกตุ....

ข้อความใดที่มีเครื่องหมาย *........* กำกับ หมายถึง ข้อความนั้น ขยายความเพิ่ม

ขณะพิมพ์บันทึก หรือ มีการอ้างอิงจากที่มา และ  อธิบายรายละเอียดเพิ่มเติม.

รวมถึง...ชื่อ ...ที่พิมพ์ด้วย สีน้ำเงิน  หมายถึง ท่าน ได้ สละร่าง ไปแล้ว



สุดหล้า ขอบฟ้าไกล แม้แสงส่องทางจะริบหรี่ ไม่สิ้นสุดหนทาง
                                    สุดห้ามใจจะไขว่คว้า