วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2555

19. เมื่อเราสึก















เมื่อเราสึก



อยู่ใน ร่มกาสาวพัตร์ มาเป็นเวลา 1 พรรษา รวม 4 เดือน กับอีก 15 วัน ได้ปฏิบัติกิจสงฆ์ ตามสมควรแก่วัตรปฏิบัติ สอบนักธรรมตรี ได้ที่ 1 ของสนามสอบสนามหลวง นวกะใหม่ วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ์  อำเภอโคกปีป ....*....ปัจจุบัน เปลี่ยนชื่อเป็น อำเภอศรีมโหสถ.....*.......จังหวัดปราจีนบุรี ในปีนั้น สร้างชื่อเสียงให้กับวัดต้นสังกัด ที่บวชเรียน จำพรรษา แต่สังคมพระ ก็ยังมีการนินทา มากระทบ ว่า....เป็นพระ เรียนมาจากกรุงเทพ นี่หว่า ....โดนเข้าไปดอกหนึ่ง ไม่มีอะไร ไม่ได้ติดใจอะไรกลับมา เพราะเขานินทาว่า เรื่องจริง .....

ถ้าจะพูดตามความจริง ไม่ใช่พูดเพราะเป็นเรื่องของตนเอง...ถือว่า การบวชเรียนในบวรพระพุทธศาสนา  ครั้งหนึ่งเดียวในชีวิต ครบถ้วนสมบูรณ์ ทุกประการ อยู่ในศีล อยู่ในธรรม ยึดมั่นกฏ ระเบียบ ของการครองสมณเพศ ทำนุบำรุงพระศาสนา ทำตามขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี วัฒนธรรมอันดีงาม ของชายไทย จะมีที่ไม่เหมือนพระองค์อื่น ๆ โดยทั่วไป ก็เพียงการเรียนปริยัติธรรม ตามหลักของนวกะใหม่ เท่านั้น เหตุผลก็เป็นเรื่อง ที่ได้เล่า เอาไว้เมื่อตอน เมื่อเราบวช นั่นแล

ทุกอย่าง เป็นไปตามปกติโดยทั่วไป ของขอบเขตพัทธสีมา รับนิมนต์โปรดสัตว์ ตามสมควร แก่ประเพณี ไปครบทุกบ้าน ทั้งที่บ้านโคกมอญ บ้านบางขุนพรหม และบ้านโรงพิมพ์ ที่ซอยพาณิชยการธนบุรี จรัลสนิทวงศ์ ซอย 13 ....ที่มีเหตุ ตื่นเต้น นิดหน่อย คือ วันที่เข้ามากรุงเทพ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516...ฉุกละหุก จีวรปลิว ไปตามเหตุการณ์ที่ได้พานพบ ประสบเหตุ ตามที่ได้เล่า ไว้ใน เมื่อเราบวช....ญาติโยม ทั้งที่กรุงเทพ และที่โคกมอญ ใจหายใจคว่ำ ตาม ๆ กัน 

น่าจะเป็นเพราะ เอาลูกหลาน มาเป็นลูกศิษย์ ตามมาด้วย พ่อแม่ เขาคงจะต้องเป็นห่วง เป็นธรรมดา ...ไม่ว่ากัน กว่าจะแหวกเหตุการณ์ต่าง ๆ จากบางขุนพรหม มาขึ้นรถหมอชิต กลับปราจีนบุรี ถ้าไม่เป็นห่วงผ้าเหลือง เราก็คงจะ ...หรือ ....สนุกไปอีกแบบก็ได้ ...ชีวิต เริ่ม มีรสชาด ออกไปทางทำให้ตัวเองต้อง  ? ....ไม่ได้ตั้งใจสละความเป็นคน เพื่อเข้ามาสู่ โลกธรรม จึงต้องมีวันอำลา จากสมณเพศ หลังจากที่โยมแม่ใหญ่อ้วน เทียวดู ฤกษ์ สึก เมื่อถึงวันรับกฐิน รุ่งขึ้น ซึ่งตามประเพณี ถือว่า การบวชเรียน สมบูรณ์ทุกประการ ...จึงสึก ...ลาจากสิกขาเพศ

เมื่อกลับมาดำรงค์ครองเพศ ฆราวาส ตามเดิมของชีวิตแล้ว ตะบะแตก ใจรุ่มร้อน ในทันใด...มุ่งสู่ บ้านพักของ...*คุณสิริลักษณ์ หม่องยิ้น ซึ่งมีสิทธิ์บ้านพักข้าราขการ อยู่ข้าง ๆ ที่ทำการอำเภอโคกปีบ เมื่อก่อนหน้าบวช เคยมาสองสามครั้ง และเมื่อตอนบวช ก็รับนิมนต์มาฉันเพล ครั้งหนึ่ง มีความอบอุ่น เป็นหนทางหนึ่งของชีวิต ในขณะนั้น ถึงแม้ว่า จะมีความใกล้ชิด อยู่กับ*คุณทองห่อ ก็ตาม ...ยิ้น เตรียมอาหารกลางวัน เหมือนกับเมื่อตอนนิมนต์มาฉันเพล ทำบุญร่วมกับเพื่อน ๆ ที่อำเภอ ได้ใช้เวลาพูดคุย อะไรกันเกือบทั้งวัน  มีเงื่อนไข อะไรในชีวิต มีข้อต่อรอง ฯลฯ หลายอย่าง เพียงแต่ ยังไม่มีข้อยุติ หรือ ข้อตกลงอะไรต่อกันในชีวิต ...ทำให้ตัวเอง ต้องคิดมาก ในข้อเสนอต่าง ๆ


                                         
ไม่คิดว่า จะต้องมี เงื่อนไข ในการดำรงค์ชีวิตร่วมกัน   ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้น ได้เคยพูด กันบ้าง ในระดับ คุยสู่กัน แบบแสดงความคิดเห็น เมื่อครั้งที่ใกล้ชิด พบกันบ่อย ๆ เมื่อตอนมาเรียนที่ พสล. นอกจากเงื่อนไข ในการดำเนินชีวิต จึงทำให้คิดมาก เจอมรสุม ตั้งเค้ามาลูกใหญ่ อีกระลอกชีวิต เหมือนกับต้องให้ตัดสินใจ ทั้ง ๆ ที่ตัวเอง ไม่มีอะไรพร้อมสักอย่าง แต่ตรงกันข้ามกับ คุณ....สิ้นเชิง มีทุกอย่าง ที่นึก ที่พูด ที่คุยกัน....? มันเลยทำให้ชีวิต เลี้ยววกเข้าสู่ ขวากหลุมชีวิต หัวเลี้ยว หัวต่อ ที่สำคัญยิ่งในชีวิต ...คงเป็นปัญหา ของลูกผุ้ชาย ที่...ประสบทุกคน ทั้งหมดคงต้องขึ้นอยู่ กับปัจจัย ในชีวิต ของแต่ละคน จะเลือกเดิน ไปในทิศทาง ที่ตัวเองกำหนด เลือกได้ หรือ ให้อีกฝ่ายลิขิตชีวิต ตามต้องการ ?


 
ไม่มีทาง..ที่ใครจะ "รัก"......เป็นเรื่องจริง ที่อยู่ในจิตใจ แต่ความเป็นผู้ชาย อาจจะเอาเปรียบ ปล่อยให้ทุกอย่าง เป็นไปตามลิขิตของชีวิต บางเรื่องไม่ได้ตัดสินใจ หลายเรื่อง ไม่เลือกเอาสักเรื่อง มันเลยดูเหมือน เห็นแก่ตัว ไม่นึกถึงความชอบธรร ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตต่อไปข้างหน้า เมื่อเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือ คนใดคนหนึ่ง แล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าเลือก กับสิ่งที่ตัวเองไม่ได้เลือกมาก่อน จะทำให้ชีวิต.....? ไม่มีคำตอบให้คุณได้ ช่างเถอะ มีหลายสิ่ง ที่มันเกิดขึ้น เพราะเราเลือกเอง และก็มีหลายสิ่งที่เราไม่ได้เลือก แล้วมันก็กลับมาเกิดอะไรขึ้นกับตัวเอง  อะไรมันจะเกิด ก็ ต้องเกิด What ever will be,will be...!   




 


 
หลังจาก ลากสิกขา และใช้ชีวิต ตามประเพณีของทิดสึกใหม่ กลายเป็น อ้ายทิด ที่วัดแสงสว่าง ได้ 3 วัน ....กราบอำลา *หลวงพี่เทียบ และ บรรดาญาติผู้ใหญ่ ทุกท่าน เดินทางเข้ากรุงเทพ ทิ้งปริศนา ปัญหาชีวิตที่ได้รับมาเต็มชีวิต มาสู่บางขุนพรหม เหมือนเมื่อก่อนมาบวช .....ทุกชีวิตยังเป็นไปตามฟ้ากำหนด มีความสนิทสนมใกล้ชิด กับทุกท่านที่บางขุนพรหม มากยิ่งขึ้น กลายเป็นลูกหลานคนหนึ่งของชาวบางขุนพรหมไปโดยปริยาย สมารถเข้าออก ขึ้นเรือน ได้ทุกเรือน โดยเฉพาะกับครอบครับ พี่ป้อม หลังจากที่สามี *คุณจำเนียร คันธเสวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย ต้องจากไปอย่างกระทันหัน... เมื่อครั้งที่จวนที่พัก ที่หนองคาย มีงาน *คุณทองห่อ  จะขึ้นไปช่วย ดูแล ทำงานเลี้ยง เป็นลูกมือ เต็มกำลัง บางขุนพรหม ยกโขยงกันขึ้นไป เกือบทั้งบาง อีกตอนนั้น (พี่) พลเรือตรี สมรักษ์ จันทมาศ ก็ย้ายขึ้นไปดูแล นปข. ลำน้ำแม่น้ำโขง พอดี จึงทำให้เวลามีงานทางนั้น ใคร ๆ ก็อยากขึ้นไปเยี่ยมเยียน

การกลับมาพำนักที่ บางขุนพรหม อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มาพักห้อง ข้าง ๆ เรือน *ลุงเด่น พี่มะลิ-ด่อง และพี่ป้อม ซึ่งเป็นบ้านของครอบครัว ต่าย... ญาติของ*คุณย่าถวิล  เช่นกัน *คุณทองห่อ..... *พี่ตุ้ม พรรณี วรามิตร ซึ่งเป็นญาติ ลุกพี่ลูกน้อง นำพา คุณทองห่อ เข้าทำงานที่บ.ซัมมิท ผู้ค้าน้ำมัน คู่สัญญาสามทหาร ที่พี่ตุ้ม ทำงานอยู่ก่อนแล้ว จึงทำให้ดูว่าอะไรในชีวิตผ่อนคลาย ความอึดอัดในการใช้ชีวิต เป็นอย่างมาก.... ทุกสิ่งทุกชีวิต ที่บางขุนพรหม ยังเหมือนเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก ยกเว้นสภาวะจิตใจ หรือ สายตาวิตกกังวล ต่อเหตุการณ์ บ้านเมืองครั้งยิ่งใหญ่ ที่ต้องเปลี่ยนแปลงไป ทุกชีวิตยังสรวลสรร เฮฮา เหมือนตามเดิม ทั้ง ๆ ที่เจอมรสุมลูกใหญ่ จาก 14 ตุลา...  พี่นึก *ร.ท.สมนึก จันทมาศ ซึ่งเป็นเพื่อน เป็นคนใกล้ชิด เคียงข้าง พ.ท.ณรงค์ กิติขจร จะได้รับผลกระทบมากที่สุด ในบรรดา พี่ ๆ รวมถึง *พี่แต๊บ ซึ่งเป็นเพื่อนสวนกุหลาบ รุ่นเดียวกัน ที่บางขุนพรหม บางท่านที่มี ส่วนร่วม ในสกุล จารุเสถียร ยิ่งต้องระมัดระวังตัวเอง ในสังคม บางขณะบางขุนพรม ก็จะวังเวงพอสมควร มันอาจจะเป็นเกณฑ์ ชะตาฟ้าลิขิต เข้าข่าย ที who ที it  ก็อาจเป็นได้  

กาลเวลา ผ่านชีวิต ที่โดนกระแสกดดัน จนกระทั่งฟ้าโปร่ง เมื่อได้ไปบวชเรียนมาหนึ่งพรรษา แต่ก็มี เรื่องในใจ ที่เก็บไว้เงียบ ๆ คนเดียวเมื่อสึกออกมา ...วันคืนย่อมผ่านไปตาม วัฏจักร วงจรชีวิต เมื่อล้มได้ ก็ต้องมีโชค มีความเมตตา เกิดขึ้นมาพร้อมกับบางอย่างในชีวิต ถึงแม้นว่า จะมิได้ทำคุณงามความดี อะไรในชีวิตไว้ให้ประจักษ์ แต่ไม่เคยทำความไม่ดี หรือ บ่งบอกตัวเองว่า เป็นคนไม่ดี ทั้งกิริยา มารยาท การดำเนินชีวิต อยู่ในกรอบ ครอบอยู่ในศีลธรรม ประพฏติ ปฏิบัติตน มิให้มัวหมอง ไม่มีผิวระเคาะระคาย ให้ใครมาช่วย เกา ให้เกิดแผลขึ้นมาได้ ชีวิต ละคอนต้องแสดงต่อไป วันคืน อันมัวหมอง แผ่วทางจิต ให้แจ่มใส รอวันที่....

จำเนียรกาลนานผ่านพ้นไป    ละคอนชีวิต มาถึงบทที่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง เสมือนกับให้ ยืนขึ้นใหม่ อีกครั้ง....*คุณย่าถวิล  บุณยรัตน์พันธ์ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ ที่บางขุนพรหม ใกล้ชิด และสนิทสนม กับเราทั้งสองคนเป็นอย่างยิ่ง....หลังจากที่ท่าน เข้าออกเป็นขาแก้เหงา ยามที่บ้านสุโขทัย ต้องผจญกับภัยในทางการเมือง การปกครอง เป็นคู่ขากับ *คุณหญิงแวว จารุเสถียร น้องสาว ไปสังสรรที่บ้านสุโขทัย ...ท่านทั้งสอง จึงได้ฝาก รับรอง เรา กับ พ.ต.หญิง สุมิตรา จารุเสถียร 

 บุตรสาวของ *จอมพล ประภาส-ท่านผู้หญิงไสว จารุเสถียร  ซึ่งทางครอบครัว มีหุ้นส่วนกับ บริษัท กรุงเทพโทรทัศน์ และวิทยุ จำกัด ผู้ปฏิบัติงานในนาม สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบก ช่อง 7 ....มีหนังสือ ให้ไปพบกับ *คุณสมภพ ศรีสมวงศ์.....พี่อึ่ง  จูงมือเข้าพบ *พ.ท.ชายชาญ เทียนประภาส  กรรมการผู้จัดการ  โดนทดสอบ อะไรกันต่อหน้า ถูกต้อน จนเกือบตกม้าตาย ตรงตามนิสัย และกิติศัทพ์ ที่ได้รับข้อมูลจาก *พี่อึ่ง ในวันนั้น เพื่อให้เตรียมตัวตั้งรับ ให้ดี .....และแล้ว ชีวิต ก็เปลี่ยนแปลง บทบาทบางตอน ให้แตกต่างออกไป....ท่านที่เอ่ยนาม มาในท้ายบท เล่าเรื่อง เรื่องเล่า เสี้ยว...ของชีวิต มาดังกล่าว ทุกท่าน ได้เสียชีวิต ไปแล้ว คงเหลือเพียง พ.ต.หญิง สุมิตรา ท่านเดียว.


หมายเหตุ...ชื่อที่พิมพ์ ด้วย * สีน้ำเงิน .....หมายถึงได้จากไปแล้ว


บันทึกเมื่อ.....24 กุมภาพันธ์ 2551.....เวลา 10.20 น.                      โปรดติดตาม.....เล่าเรื่อง.. เรื่องเล่า
พิมพ์เมื่อ   23-24 ธันวาคม  2555                                                   เสี้ยว.....ของชีวิต     ตอน ต่อไป

ขอบคุณ.....ที่ติดตามอ่าน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

add comments.