วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ตอน...ต่อจาก...ตอนที่ 1.




สัจจธรรม ของการใช้ชีวิต ชีวิตต้องอยู่ด้วย..... มีลมหายใจ.....ชีวิตจะอยู่รอดต้องมีกิน....ชีวิตจะสมบูรณ์พูนสุข ...ต้องมีค่าใช้จ่าย ฉันใด ตอนเพลไม่ต้องฉัน ก็ยังอยู่รอดได้ เมื่อชีวิต ไม่มีที่ยื่นมือ แบรับสตางค์ จึงต้องดิ้นรน ไปตามสภาพ ทำมาหากิน ง่าย ๆ ขายเรียงเบอร์ เมื่อวันล๊อตเตอร์รี่ออก ไปบางลำภูลงทุนซื้อกล่อง จิ้มจับฉลากมาขาย ขายไอติม กระติกใส่ตะกร้าหวาย...เอาหนังสือการ์ตูน ที่ีมีอยู่หรือเพื่อน ๆ สนับสนุนมาวางให้เช่า อ่าน เล่มละหนึ่งสลึงในสมัยนั้น เงิน แบงค์บาท หรือ แบ๊งค์ห้าบาท จะมีค่ามาก ยังไม่มีเหรียญบาท มีแต่เหรียญ 50 สตางค์ ตอนที่เรียนอยู่โรงเรียนตาละภัฏ ชั้นประถม ได้ตังค์ไปโรงเรียน วันละ ห้าสิบสตางค์ เอาข้าวใส่กล่อง ไปกินเอง


โตขึ้นมาหน่อย เริ่มใช้จ่ายกินเอง โอเลี้ยง ชาดำเย็น ก๋วยเตี๋ยว ยังชามละ บาทเดียว พิเศษถึงจะ 1.50 บาท ข้าวไข่เจียว ถ้าใส่หมูสับ ก็ราคาเดียวกับก๋วยเตี๋ยว อย่างที่เคย เล่าเอาไว้ ...ดูหนังก็ยัง 5 - 7 บาท น้ำมันลิตรละ 4 บาท ค่าครองชีพยังไม่เคลื่อนไหวขยับอะไร ทองคำ ยังบาทละ เพียง -380 บาท คนที่ซื้อไว้ มีจริง ๆ ป่านนี้สบายไปหลายชาติแล้ว ตอนที่เราประสบปัญหาในการดำเนินชีวิตทั้งคู่ ก็นำออกมาขายนับสิบบาท จนกระทั่ง เจ็บป่วย ฯลฯ ที่สะสมไว้ ตั้งแต่สมัย คุณทองห่อ ยังต้องนำออกไปเรื่อย ๆ รวมแล้วน้ำหนักสามสิบกว่าบาท ราคาบาทละ 7,000 กว่าบาท ก็ถือว่ามากโขอยู่ ...เฮ้อ...คิดแล้วก็....

เชื่อหรือไม่ ในตอนนั้น กางเกงยีนส์แรงเลอร์  ตัวละ 70-80 บาทเท่านั้น ต้องลำบากทำมาหากิน เก็บสะสมไว้จากกำไรที่เหลือ 5-10 บาทต่อวัน เพื่อซื้อกางเกงยีนส์ยอดฮิทในสมัยนั้น ที่น่าตำหนิและเสียใจตัวเอง ที่สนุกสนานไปตามสภาพแวดล้อม มีตังค์แล้ว ไปมั่วสุมการพนัน...เก้าเกบ้าง ...ล้อต๊อก... ทอยเส้น...ปั่นแปะ  ซึ่งมีชุมนุม สุมเล่นกันทั้งวัน ทุกซอกตึก แถวหลังบ้าน ยกเส็ง - น้าเป้า ฯลฯ โดยเฉพาะในวัด ในโรงเรียนพระนคร กระจายเล่นไปตามกลุ่มต่าง ๆ เล่นแล้วก็มีทะเลาะกัน จับคู่ซัดกัน ทั้งหมัดรุ่น ๆ และใส่นวมโดยมีรุ่นพี่ ประกบคู่ให้ชกกัน ...พวกรุ่นใหญ่ รุ่นพี่ ก็เป็นเบ้าหลอมให้ทำตาม มีทั้งน้ำเต้า ปู ปลา ไฮโลว์

พวกที่มีฝีมือ นักล่าเหยื่อ ข้ามแดนไปเล่นกับถิ่นอื่น เพราะละแวกบ้านไม่มีใครอยากเล่นด้วย สู้ไม่ได้ ถูกกินเรียบ ทุกครั้งที่ต่อกรด้วย...การละเล่น การพนันที่ไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไร หนีตำรวจง่าย ๆ ...นี่เลย...ล้อต๊อก คือ การเอาสตางค์ เหรียญต่าง ๆ ตังค์รู ยี่สิบสตางค์ เหรียญสลึง หรือ เหรียญห้าสิบสตาค์ ตามแต่จะตกลงในการเล่น มายืนหย่น ลงบนแก่น ที่วางทำมุน 45 องศา เหรียญดังกล่าว จะล้อหมุน ไปที่ท้ายเส้นที่ขีดไว้ ใครใกล้เส้น ที่สุด ถือเป็นผู้ชนะ จะทอยเหรียญ ไล่ลำดับไปเรื่อย ๆ ถ้ามีฝีมือก็กินเกือบหมด ถ้าทอยผิด คนที่ใกล้ต่อ ๆ ไป ก็จะได้สิทธิทอยเหรียญ ต่อ ๆ ไป ตอนที่เราเล่น ก็เพียง ทอยถูก สลึงเดียว วางประกบ ได้ ห้าสิบสตางค์ ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ ก็ยืน ทอยไปยังเส้นกันเลย
         
หลายคนในกลุ่มเพื่อน ๆ รวมถึงรุ่นพี่ ที่ขึ้นชื่อลือชาในการเล่น ล้อต๊อก ....สองพี่น้อง อู๊ด-หมู (ลูกโกกี่) ยกเส็ง-ยกง้วน นี่ก็สองพี่น้อง เพื่อนรัก ...เฮียตั๊ก น้าแป้น พี่หลิม และคนอื่น ๆ อีก ...แต่ที่เป็นตำนาน เวลาคุยกันได้เสมอ คือ ยกง้วน ในยุทธจักรของคนเล่น จะต้องรู้จักกันดี หลายสิบปีที่ผ่านมา ยกง้วน เล่นล้อต๊อก ครั้งละ เป็นหมื่น ถึงแสนบาท ต่อเกมส์ กับนักธุรกิจ พ่อค้าย่านวรจักร กาลเวลาต่อมาเมื่อเติบโต ต่างก็แยกย้ายไปตามกำหนดชีวิต ยกง้วน ก้าวเข้าสู่ยุทธจักร วงการมวย ฯลฯ ที่เกี่ยวข้งกับการละเล่น ที่มีตัวเงิน เข้ามากำหนด มาจนถึงทุกวันนี้...

เมื่อครั้งเคยไปเยือนเพื่อนที่บ้าน สัมผัสอาณาจักรของเพื่อนคนนี้ ได้เรียนรู้อะไรในกิจกรรมมาก ขออภัยไม่สามารถ เล่ารายละเอียดถึงได้ ก่อนจากลา เพื่อนยังยื่นใส่กระเป๋าให้กับมือตัวเอง ระดับห้าหลัก พอสมควรแก่อัตถภาพ คงเป็นเพราะได้รับทราบเรื่องราวอะไรของเพื่อน จากพี่ชายยกเส็ง .....ตอนที่อาศัยอยู่ที่หน้าวัดมหรร มีเพื่อนหลายกลุ่ม กลุ่มหน้าโรงเรียนพระนคร ...กลุ่มในบางสตางค์น้อย...หน้าวัดมหรร...กลุ่มหน้า-หลังศาลเจ้าพ่อเสือ...กลุ่มข้างวัด ทั้งซ้าย-ขวา รวมถึงกลุ่มหลังวัด ตึกดิน

บางทีมีการ ยกพวกตีกัน(เอง)บ้าง แต่ก็ไม่มีอะไรรุนแรง เหมือนยุคหลัง ๆ ที่ผ่านมา...ท้าต่อยกันตัวต่อตัว มีการเปรียบมวย...ต่อยกับไอ้นี่ไหม ?...ถ้าตกลง ก็ไปเจอกันหลังเจดีย์ใหญ่ หรือ กองขี้เลื่อย หลังตลาด ฝ่ายเราจะมี...อู๊ด หมู ยกเส็ง เป็นตัวหลัก อีกฝ่าย มีเขียง น้องพี่หลิม และอีกสองสามคน นอกนั้นก็เป็นกองเชียร์ ถ้าบอบช้ำกลับเข้าบ้าน มี ยก 6 แถมด้วยไม้ขัดหม้อข้าว อีกหลายป๊าบ มีเพื่อนกลุ่มรุ่นพี่รวมถึงรุ่นเดอะ คร่ำหวอดในยุทธจักร เป็นนักเลงจริง ๆ ไม่ใช่กุ๋ย บางคนมีดีกรี ลาดยาวรุ่นแรก รุ่นที่ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จัดการข้อหาอันธพาล ภายหลังปฏิวัติ 9 กุมภาพันธ์ 2502 ใช้ มาตรา 17 อึ้งกันไปทั้งแผ่นดิน

อย่างเช่น...พี่เตี้ย...พี่ปั๊ด..พี่ตั้ม...พี่เหล็ง(เซี๊ยะเหล็ง) ถือเป็นจ้าว ในยุทธจักร ขนาด เฮียเหลา มีอะไรคาใจยังต้องมาพึ่งพิง แม้กับเพื่อนรัก ยกง้วน  ยังมีอีกหลายท่าน ในยุคระเบิดขวด พี่พันธ์ หลังวัง ...แดง ไบร์เลย์..ดำ เอส โซ่...ปุ๊ ระเบิดขวด ...รวมถึง พี่ชาญ  ที่เคยมานอนชายคาร่วมกัน บางสตางค์น้อย  ทุกคนล้วนมาเตร็ดเตร่แถววัดมหรร ศาลเจ้าพ่อเสือ แทบทั้งนั้น.....สิ้นยุครุ่นพี่ ก็มีรุ่นน้องเจริญรอยตาม กระโดดเข้าสู่อาณาจักร อีกหลายคน เช่น อ้วน... ตี๋เล็ก...ที่น่ายกย่อง นับถือ ความเป็นนักเลง คือ เป็นนักเลงจริง ๆ แต่งตัวดี โก้ หรู ...ไม่มีเรื่อง ปล้น จี้ วิ่งราว หรือ ใช้อำนาจบาดใหญ่ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์ ไม่สร้าง...

ความเดือดร้อน ให้ชาวบ้าน นอกจากบังเอิญ มีเรื่องถูกจู่โจม มาจากคนถิ่นอื่น ประทะกัน ก็ต้องตัวใครตัวมัน ปิดประตูกันโกลาหล เพราะอาจมีลูกหลง จาก ตูมตาม ....เล่าเรื่อง เรื่องเล่า เสี้ยว.....ของชีวิต ที่มียุทธจักรนักเลงการพนัน(ทุกรูปแบบ) เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิต มีตำนานเล่ากันมาเสมอเมื่อเจอกันในระหว่างเพื่อนรัก ของสองพี่น้อง คนหนึ่งก็เรื่อง เล่นล้อต๊อก ครั้งละเป็นแสนบาท ส่วนพี่ ยกเส็ง หรือ คุณบัญชา...เมื่อก่อนนั้น บ้านยกเส็ง เป็นห้องแถวร้านค้า ขายส่ง น้ำแข็ง จะมีรถสามล้อ ซาเล้งแดง เป็นอุปกรณ์สำคัญ ในการขนส่ง น้ำแข็ง ที่เรากับแป๊ะ รวมถึง คีย์บ้านใหญ่ จะมานั่งเกากีร์ต้า หรือ เล่นอักษรตัวต่อศัพท์   พอได้เวลาต้องส่งน้ำแข็ง...เสียงเตี่ย ยกเส็ย-ยกง้วน ยังก้องในความทรงจำ..."อาโอ๊ค-อาแป๊ะ ลื้อไม่ทำอะไรเลยวัน ๆ ...กินข้าวยัง" แกมีน้ำใจประเสริฐมาก รวมทั้ง อาม่า  จะอะไรก็แล้วแต่...ต้องเรียก กินข้าว ทุกครั้งที่เจอกัน ถ้าเป็นตอนตรุษ สารทไม่กินไม่ได้ ต้องร่วมจับโน่น-นี่ใส่ปาก ให้แกดีใจ ที่เรียกแล้วกิน ยกเส็ง หรือ ไอ้เส็ง เติบโตมาด้วยกัน ใกล้ชิด สนิท กัน มีวีรกรรมอะไรกันไว้มากมาย เช่น..." มึงพากูไปซื้อกางเกงยีนส์ หน่อย"....มีตังค์ เหรอ " "....มีกูจิ๊ก เตี่ยมา"....อ้าว แบบนี้ เตี่ยรู้ ก็โดนด้วย อ่ะ ดิ...." เอา น่า มึงเฉย ๆ กู เอามาเพื่อ มึงด้วย.."...แฮ๋ แฮ่...จบข่าว

ตามที่กล่าว เล่าเรื่อง ว่า เป็นตำนานของยกเส็ง เพื่อนรัก คือ การพนัน หลักหมื่น  ด้วยการถือน้ำแข็ง ประมาณกั๊กหนึ่ง สี่ก้อน เรียงติดกัน เดินถือด้วยมือเปล่า ๆ เดินรอบสนามหลวง ...ตลอดเวลาเติบโตของยกเส็ง ...เพื่อนอยู่กับน้ำแข็ง มาทั้งชีวิตที่ยังมีลมหายใจ ตอนนั้นก็ประมาณ อายุ 20 ปลาย ๆ ร่วมสามสิบแล้ว ความอดทนของเพื่อนเป็นเลิศ เพื่อนเดินถือน้ำแข็ง ชนะการพนัน เพื่อนเล่าให้ฟังในกาลต่อมาว่า นิ้วเกือบขาด ชาไปทั้งฝ่ามือ รักษาอยู่หลายวันกว่าจะทุเลาจากงานนี้ เพื่อนคนนี้ เป็นนักต่อสู้กับชีวิต ที่ยิ่งใหญ่ ทุกรูปแบบของชีวิต

เคยพาไปหลบภัย คุกคามจากโจทย์และตำรวจ ที่บ้านปราจีนมาแล้ว ตอนนั้น ที่บ้านปราจีน ถือได้ว่ายังบ้านนอกมาก ทั้งที่อยู่ห่างกรุงเทพเพียง ร้อยกิโลเศษ ๆ นิดเดียว ต้องกินปลาย่าง สลับไข่ต้มอยู่หลายวัน บุหรี่ก็ต้องฝากคนเข้าเมือง ซื้อมาสูบ แต่เพื่อนก็อยู่ได้ เพื่อชีวิต หลังจากเหตุการณ์ บรรเทาลง ถึงกลับมากรุงเทพ เป็นตำนานชีวิต อีกเสี้ยวหนึ่ง.....ของชีวิต เพื่อนเคยเป็นเจ้าของ taxi หลายสิบคัน มีเงินสด เข้าแบ๊งค์ทุกวัน ขนาดผู้จัดการแบ๊งค์ สนิทสนมมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะเพื่อน ซื่อตรง รักษาคำพูด ในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะเรื่องเงิน...
ตอนนั้น แค่ราคาค่าป้ายเหลือง คันหนึ่งหลายแสนบาท เพื่อนต้องหงายเก๋ง เมื่อคราวรัฐบาล คุณอานันท์ ปันยารชุน เปิดให้มี แท๊กซี่ เสรี ....จบข่าว..... เท่านั้นแหละ เพื่อนสบักสบอม ชั่วข้ามคืน เงินหายไป ประมาณ 20 ล้านบาทไทย

ช่วงที่แป๊ะ กลับมาจากสหรัฐอเมริกา ส่วนมากเพื่อน ๆ หรือ ใคร ๆ ที่รู้จักกัน ต่างแยกย้าย กันไปหมด แต่ยกเส็ง และครอบครัว ยังอยู่ละแวกนั้น ยังไม่พ้นไปจากศาลเจ้าพ่อเสือ ยกเส็ง กับ แป๊ะ เลยสนิทกันมากขึ้น มีกิจกรรมแถมทำมาหากินร่วมกันหลายอย่าง พร้อมกับเพื่อนร้านทอง ที่ชื่อแก้ว กับเราไม่คุ้นเคยกันเลย ....

สะพานพุทธ เมื่อครั้ง ยังมี โรงไฟฟ้า วัดเลียบ..ทันกันไหม ?
จนมาถึงทุกวันนี้ เรา สามคน (รวมถึงยกง้วน - คีย์ ในบางโอกาส) ยังไปมาหาสู่ นัดเจอกัน ไปสังสรร หาอะไรกินกันเป็นประจำ ไม่ได้ห่างเวลาเจอกันนานนัก บางทีก็นัดไปบ้านแป๊ะ ที่ซอยวัดคู้บอน บ้านยกง้วนก็ไปกันครั้งหนึ่ง ที่เคยเล่าไว้ เมื่อผ่านมา สองสามปี ก็ไปเชียงใหม่ ด้วยกัน เพราะยกเส็ง ไปดู จ่ายของแต่งบ้านให้ ยกง้วน เราเลยได้นั่งเครื่อง ทั้งไปและกลับ กินอยู่ หลับนอน เพื่อนดูแลให้หมด ส่วนแป๊ะ ก็ไปเข้าก๊วนกล์อฟ กับพวกเพื่อนการบิน ต๋อย ค่ำลงมาเจอกันที่พัก แถวหางดง บ้านพักของกัปตันการบินไทย ไปดื่ม กิน กันอย่าง เมามัน.


บันทึกเมื่อ.....9 กุมภาพันธ์ 2551....เวลา 9.00 น.
พิมพ์เมื่อ ....20 พฤษจิกายน 2555
กลางกรุงเทพ เยาวราช
รถราง รุ่นแรก

รถราง รุ่นต่อมา





จะวิ่ง จะเดิน จับจิ้งหรีด แมงดา เมื่อ ก่อน ปี 2510


แยก นานา ถนนสุขุมวิท
        ประตูน้ำ เมื่อปี 2530 ยังไม่มีใคร ยึดฟุตบาธ
   

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

add comments.