วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

13.6 มหา' ลัย ชีวิต.....ภาพ.....











ตอนที่ 8

วันที่ ต้องจากจร


ระหว่างปลายปี พ.ศ. 2510 คาบมาถึงต้นปี พ.ศ. 2511 ครอบครัวเรา ย้ายกลับมาจากอุบล ฯ มีน้อง ๆ กลับมาด้วย...เซ้งตึก เช่าคูหา อยู่ที่ ซอยจรัลสนิทวงศ์ 13 ซอยทางเข้าโรงเรียนพาณิชยการธนบุรี อาว์นิด-อาว์เชื่อม ก็ย้ายมาเช่าบ้าน จากซอยวัดบางเสาธง ที่เราอยู่ด้วยก่อนหน้านั้น มาอยู่ใกล้ ๆ กัน ทางบ้านได้ทุนมาเปิดโรงพิมพ์เล็ก ๆ แท่นวางซาง ฉับแกะ เพื่อจุดประสงค์ พิมพ์หนังสือ พจนานุกรมภาษาอีสาน โดยมีอาว์ ทั้งสองดำเนินกิจการ...ดูเหมือนว่า อะไร ๆ ในชีวิต ครอบครัวจะดีขึ้น.....(แต่).....

เราเองยังใช้ชีวิต ตามปกติ เพียงแต่เรื่องส่วนตัว เมื่อโตเป็นหนุ่มเต็มวัย .....สิริลักษณ์ เข้ามาเรียนหนังสือที่กรุงเทพ โรงเรียนพาณิชยการสีลม  พักที่บ้านญาติ ซอยวัดประดู่ ฯ แถวเกียกกาย จากนั้น มาอยู่ตึกแถว ซอยเนตรประสม ลาดพร้าว 18 จึงทำให้การไปมาหาสู่ บ่อยขึ้น บางวันก็ไปรับกลับจากการเรียน เสาร์ - อาทิตย์ ก็จะมีโปรแกรม ไปเป็นเพื่อน ในหลายที่ ทั้งธุระ เยี่ยมเยียน แถวบ่อนไก่ ทำให้แวะนั่งเล่นสวนลุม ฯ ไปหาพี่สาว แถววัดสระเกศ ฯลฯ บางทีก็ไปบ้านเพื่อน แถวฝั่งธน  และกิจกรรมส่วนตัว ดูหนังบ่อยมาก โดยเฉพาะเปลี่ยนวิถีชีวิต มาชมภาพยนตร์ไทย ตามสภาวะตัวเองในสมัยนั้นภาพยนตร์ไทยจะเข้าฉายรอบปฐมทัศน์ ในเวลากลางคืน จะเป็นรอบพิเศษ มีดนตรีการแสดงก่อนฉายภาพยนตร์ บางเรื่องเราก็จะไปชมกัน กว่าหนังจะเลิกก็ค่อนข้างดึก ความยากลำบากในการกลับที่พัก ย่อมมีบ้าง แต่ก็....มีความสุขดี  เหมือนภาพยนตร์ จบ แบบ..แฮปปี้เอ็นดิ้ง












 กับชีวิต มิตรไมตรี และความผูกพันกับคุณทองห่อ ก็ยังเป็นไปแบบปกติ เพียงแต่ชีวิตในวัยนี้กระชุ่มกระชวย มีเพื่อน และถูกชะตากับเพศตรงข้ามมากไปหน่อย ในซอยพาณิชย์ ฯ ต้องใจกับสุภาพสตรีอีกถึงสองคน คนหนึ่งเป็นลูกคนจีน ที่ครอบครัว ทำกิจการ เล็ก ๆ ในละแวกนั้น อีกคน...รัชนี...คนนี้มีความใกล้ชิด เป็นพิเศษ และ....มีสุภาพสตรี หลายท่าน ที่ผ่าน เวียนเข้ามาในวิถีชีวิต อาจเป็นเพราะวัย และบุคคลิกส่วนตัว ที่ทำให้...เพียงแต่ ผ่านมาแล้วจะผ่านไป ไม่มีอะไร ที่จากแล้วต้องเจ็บปวด นอกจากคนบางคนที่แอบ หวัง หวังว่าจะเป็น...แต่มีหลายเรื่องขวางไว้ บางเรื่องก็เหมือนนิยาย อย่างเช่น เรื่องราว ชีวิตรัก ที่ปราจีน...สุด กล้ำกลืน ฝืนใจตัวเอง หักใจลืมไปไม่ได้ ทั้งสองคน จนถึงทุกวันนี้.

วันเวลาผ่านมาถึง วันที่ 11 เมษายน 2511 เป็นวันที่เพื่อนรัก ต้องจากจร เพราะ แป๊ะ ต้องเดินทางไปศึกษาต่อ ประเทศสหรัฐอเมริกา ดูตามรูปที่ถ่ายเอาไว้ มี พี่เน้า เรา เล็กใหญ่ เป๋ง และอีกคน ไก่ ที่เพิ่งจะมาสนิทกัน ...ในสมัยนั้น การจะไปส่งคนไปเมืองนอก ดูจะเอิกเกริก เป็นอย่างยิ่ง ต้องสวมเสื้อนอก ทำอย่างกับว่าจะไปเอง ดูแล้วตลกดี มาทียบกับสมัยนี้ ที่สนามบิน สวมเสื้อยืด รองเท้าแตะ ก็เดินกันได้

เมื่อ เพื่อนรัก ต้องจากจรไป แน่นอน...ชีวิตเราก็ต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เริ่มไปวัดมหรร น้อยวันลง  ตามวัน เวลาที่ผ่านไป เพื่อน ๆ ที่สนิท กันก็กระจัดกระจาย แยกย้ายไปตามเหตุการณ์ไฟไหม้ เพื่อนคนอื่น ๆ ส่วนมากจะเป็นเพื่อน เชื้อสายจีน ต้องช่วยทางบ้านทำมากากิน รสนิยม ความชอบ แตกต่างกันไป ทุกชีวิตเติบโตเต็มที่ ยกเส็ง-ยกง้วน สองพี่น้อง ก็ทำมาหากินส่งน้ำแข้ง เป็นงานหลักของที่บ้าน แล้วก็ใช้เวลาว่าง ทำอาชีพเสริม ตามถนัด ส่วนรุ่นน้อง ๆ บางคนก็ยังเรียน ...ร้านเกรดเอ ที่เป็นที่นัดพบ เริ่มจะเงียบเหงา เรากับเล็กใหญ่ ก็ไม่ค่อยได้ใกล้ชิดกัน เพราะเขามีคู่หูใหม่ เป๋ง กับ เล็กใหญ่ เข้าคู่กัน อย่างพระเจ้าส่งมา มีหลายอย่างที่เราไม่ถนัด ก็เลยออกมาห่าง ๆ  
                                                                                 

บรรยากาศ ละแวกนั้น เริ่มเหงียบเหงา คนเก่า ๆ ของวัดมหรร ศาลเจ้าพ่อเสือ หายไป คนใหม่เข้ามาแทนที่ ที่อยู่ก่อสร้างใหม่ จึงมีคนหน้าใหม่เพิ่มขึ้น แม้กระทั่งในตลาดศาลเจ้าพ่อเสือ พ่อค้า แม่ค้า หน้าใหม่ ก็มาแทนที่คนเก่า ไม่มีแผงค้าของครอบครัว บ้อ แต่ อ๋า ยังอยู่ในลักษณะเดิม พี่หมู - พี่ชาญ เมื่อเป็นครอบครัว ก็ห่างกันไปอีกราย นับจากตรงนี้ อะไร ๆ ในชีวิต เริ่ม จาง...จาง ไปที่ละน้อย ๆ ตามวันที่คืบคลาน เข้ามาเปลี่ยนแปลง.
                               
 
ช่วงที่ แป๊ะ จากไปใหม่ ๆ ก็ได้อาศัย เขียนแอร์เมล์ ถึงกัน ส่งรูป บอกเล่าความเคลื่อนไหวมาให้ระยะหนึ่ง ทำอย่างนี้อยู่ สองถึงสามปี ก็ค่อย ๆ จาง เงียบไป คงเป็นธรรมดาโดยทั่วไป ส่วนใหญ่ ก็พูดคุยกันเรื่อง หญิง ตอนก่อนที่ แป๊ะ จะไป ถูกตาต้องใจกับหญิงแถวนั้น แต่ไม่ได้สานความสัมพันธ์อะไรจริงจัง เพียงแค่พึงพอใจ ที่จริงครอบครัวเขาก็เป็นคนเก่าแก่ละแวกนั้น เราเองก็รู้จักดี พอก่อสร้างตึกใหม่ เขาก็มาอยู่ในฐานะเดิม เพราะที่ตรงนั้นเป็นที่ทรัพย์สิน คนอยู่เก่าจึงได้สิทธิ์ ...มาลี เป็นลูกสาวของบ้านนี้ ที่ แป๊ะ เกิดต้องใจ แต่ได้แต่ เหล่ ๆ เพราะพ่อ และพี่ชาย ดุ มาก พี่ชายเขาชื่อ หมู ตอนเด็ก ๆ ก็รู้จักกันดี พอโตกลับมาอยู่ที่เดิม ไม่ได้สุงสิงกัน 

มันเป็นเวลา ช่วงที่จังหวะของชีวิต ต้องมีความพึงพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส และโดยเฉพาะได้ สัมผัส ทุกคนย่อมต้องมีประสบการณ์ผ่านเข้ามาในชีวิต มีความรัก ความผูกพัน ความพึงพอใจ ย่อมเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เพียงแต่ว่า มันจะดำเนินไปถึงในจุดใด จุดที่ตัวเองคาด หวัง อะไรหรือไม่ ? ก็แค่นั้นเอง....วันเวลานั้นหมุนผ่านไป ทุกสิ่งสรพพสิ่ง ก็ย่อม เวียนเข้ามาหาตัวเอง ชีวิตเมื่อวันวาน ย่อมไม่เหมือน ชีวิต ที่ยืนต่อไปข้างหน้า ไม่มีอะไรที่ตัวเองรู้ ว่า พรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ฉันใด ก็ ฉันนั้นแล ...ดังสุภาษิตจีน ที่พร่ำพูดกันเสมอว่า...." งานเลี้ยง ย่อมมีวันเลิกลา " ของฝรั่งก็จะกล่าวว่า... A time for us. ถ้าเข้าข้างตัวเอง...For the good times. ถ้าของไทยเศร้าไปหน่อย.." อำลา อาลัย " พบกันเพื่อจาก....หรือ..ไม่มีอะไรแน่นอน เท่ากับ ความไม่แน่นอน. 

บันทึกเมื่อ.....16 กุมภาพันธ์ 2551.....เวลา 8.30 น.                      เล่าเรื่อง เรื่องเล่า...เสี้้ยว....ของชีวิต  
พิมพ์เมื่อ.......30 พฤศจิกายน 2555                                                   โปรดติดตาม............... ตอนต่อไป
                                                                             
ขอบคุณ.....ที่ติดตาม....กรุณาช่วยคลิก >
................ลงชื่อเข้าใช้ .......ขอบคุณ 








                                    


  


     






























 
                                                                                                             
                        ภาพโฆษณา ในอดีต ที่ผ่านมา....                  
                                

                                     

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

add comments.