วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

13.1 มหา' ลัย ชีวิต....ภาพ.....



    
  







ตอนที่ 2
จังหวะ เปลี่ยน
ดนตรี  เปลี่ยน

                                                
แต่ละช่วงของชีวิต ที่เติบโตมาจากสภาพแวดล้อม วัดมหรร ฯ นับได้ว่าใช้ชีวิต โชกโชนมาก เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนชีวิต มาสู่วัยรุ่น เป็นวัยคึกคนองตามอายุ แต่ไม่เคยสร้างความเสื่อมเสีย เสียหายอะไร มีเพื่อนมาก  เพื่อนหลายกลุ่ม ส่วนใหญ่ ก็เติบโตมาด้วยกันทั้งนั้น รวมทั้งเพื่อนหลายรุ่น ทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง บางขณะบางตอนใช้ชีวิตเกินวัย  เรื่องเฮฮา สรวลเส ร่าเริง สนุกสนานไปวัน ๆ ไม่ต้องว่ากัน ....ยิ่งก่อนที่ แป๊ะ จะไปศึกษาต่อยังต่างประเะทศ แป๊ะ ก็ออกไปทาง ทิ้งทวน ครบทุกรส หญิง ยิงเรือ ดูหนัง ฟังเพลง ใช้ชีวิตกันออกไปปทางโลดโผน  โจนทะยาน วัน ทั้งวัน จะไปขลุก กันที่ข้างโคล่า ถนนสีลม  (ต่อมาโรงงานโคล่า ย้าย ไป ถนนรามคำแหง ในยุคนั้นถือว่าอยู่ชานเมือง ตรงนั้นมาเป็นตึกที่ทำงาน บ.ซัมมิท ที่ คุณทองห่อ ไปทำงานในกาลต่อมา จนในปัจจุบัน เป็น เซ็นทรัล สีลม ศาลาแดง ตรงสถานีรถไฟฟ้า ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้.....) .....ถึงขนาด แอบ ๆ ค่อย ๆ เข็นรถโอเปิล ของที่บ้าน ออกมาสต๊าร์ท ข้างนอกถนน ขับไปเที่ยว หาเพื่อนเรา ที่ราชบุรี มีทั้งหญิงทั้งชาย เต็มคันรถ เจ้าฟัด เจ้าบัติ และอีกสองสามคน ที่ราชบุรี ก็รับมุก พาตลุยราชบุรี ถึงขนาด ขนเหล้า อาหาร เข้าไปกินในถ้ำจอมพล  จอมบึง...คิดดู ทำกันไปได้ตามวัยจริง  
   

เอลวิส เพรสลี่ย์ เป็นทั้งดารา และนักร้อง ที่หลายคนในยุคนั้น โปรด ...เวลาที่มีงานวัด มีงิ้วใหหลำ พวกเพื่อน ๆ ที่เป็นจีนใหหลำ จะไม่มีพ่อแม่ อยู่บ้าน เป็น เวลาหนูร่าเริง ที่บ้าน อาซัว ซึ่งเป็นนักสะสมแผ่นเสียงเพลงเอลวิส ในย่านนั้นคนหนึ่ง ก็จะได้มีเวลา เอาเพลงมาเปิดฟังกัน ไม่เฉพาะเอลวิส ยังมี คลิฟ ชาร์ด... เดอะบีทเติลล์   นักร้องอื่น ๆ ที่เพลงร้องคุ้นหู ฟังกันจนได้เวลา จะรู้ว่า งิ้วเลิก เวลาไหน ต้องจบรายการฟังเพลง เคลียร์พื้นที่ กลับสู่สภาพเดิม ...มันไปอีกแบบ ...ฟังเพลงกันจน ล้างสมอง (ไอ้)แก้ว ร้านเกรดเอ พากันไปซื้อเครื่องเสียง ซันซุย แถวย่านสะพานเหล็ก ช่วยแนะนำเลือกแผ่นเสียง จนเป็นแหล่งที่พัก ฟังเพลงกัน ทั้งวัน เป็นประจำ พลาดจากตรงนี้ ก็ยังมีที่ฟังเพลงอีกที่ กับ บ๊อก เข้าไปในตลาดศาลเจ้าพ่อเสือ (ยามแม่เช็ง เผลอ) มี อ๋า-บ้อ ขวัญใจรุ้งตะวัน คอเพลงสากลเหมือนกัน (จะได้มีโอกาสเล่าเรื่อง เพื่อน ต่อไป)
      





ถ้าไม่มีบ้านไหน เปิดเพลงฟังกัน ก็ต้องเสียเงิน หยอด ตู้เพลง ที่ร้าน ป.ง้วน หน้าศาลเจ้าพ่อเสือ นั่นแหละ  เพลงละ 50 สตางค์ หยอดกันหลาย ๆ คน ก็ฟังเพลินไปได้นาน กับ โอเลี้ยง หรือ ชาดำเย็น อีกแก้ว ก็ ห้าสิบสตางค์ ราคาเดียวกัน บางวันก็ไปชมภาพยนตร์ ...ดูหนัง...ยุคนั้น โรงภาพยนตร์ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยว  โดยเฉพาะย่าน วังบูรพา หรือ ที่เรา เรียกกันว่า หลังวัง บริเวณนี้ จะมีโรงภาพยนตร  3 โรง....คิงส์...แกรนด์...ควีนส์  เวลาไปเดินแถวนี้ ก็ถือว่ามี คลาส ยังมี เซ็นทรัล...ห้างสรรพสินค้า ยุคแรก และ ไทยย่งเตียง... ห้างแบ๊คล์ แอนด์ ไวท์ จำหน่ายแผ่นเสียง ไปกับ แป๊ะ เลือกซื้อแผ่นเสียงกันเป็นประจำ  ตามที่ได้เล่าไว้ ใน ดูหนัง ตามไปดู .....โรงภาพยนตร์ ในอดีต 


เมื่อปี พ.ศ.2503 ทั้งสองพระองค์ เสด็จเยือน โรงถ่ายพาราเม้าท์


ขณะกำลังถ่ายทำภาพยนตร์ เรื่อง จีไอ บลูย์

ยุค ปี พ.ศ.นั้น ถือเป็น ยุคซิคตี้ จรดไปถึง เซเวนตี้ เริ่มรู้จัก ดูหนัง ฟังเพลง โดยเฉพาะเพลงสากล จากนักจัดรายการ ต่าง ๆ เช่น จักริน รสนา - รุ้งตะวัน - เสกสรร - เทวัญ วนภูติ - เจียม ลิ้มสดใส - เล็ก วงศ์สว่าง - ฯลฯ อีกหลายคน  ตอนนั้นเป็นยุคทองของ นักจัดรายการ ยุคร้านตัดเสื้อผ้าผู้ชาย ต้องมี คำลงท้ายชื่อร้าน...เทเลอร์...เราเองยังมีส่วนร่วม กับเพื่อนที่เรียนที่ ผะดุงศิษย์ เจ้าเลี้ยง...อนุสรณ์ เกล็ดโยธิน นั่งรถราง ไปจัดรายการที่กรมทหารสื่อสาร สถานีวิทยุ จส. ตอน 3 ทุ่ม รถรางหมดพอดี จัดเสร็จต้อง วิ่งออกมาจากกรม มาดักขึ้นรถราง คันสุดท้าย มาลงริมคลองหลอด กับที่นอน สนุกอยู่พักหนึ่ง...

เอลวิส โด่งดังมาก มีภาพยนตร์ มาฉาย ปีละสองถึงสามเรื่อง หนังเอลวิส จะเข้าฉายที่ โรงภาพยนตร์พาราเม้าท์ ประตูน้ำ และที่ศาลาเฉลิมไทย ที่นี่ จะมีร้านไอศครีมป๊อบ ตราเป็ด คู่กับโรงภาพยนตร์ วัยรุ่นในยุคนั้น  โก๋ มาก เวลาที่ภาพยนตร์เอลวิสฉาย หนุ่มสาว ที่มีมาร์ท จะต้องมานั่งกินไอศครีมป๊อบ  ขนาดชมภาพยนตร์จบแล้วยังต้องเตร่ อยู่แถวนั้น...มาทราบกันภายหลัง ในกาลต่อมา...ไอศครีมป๊อบ ตราเป็ด เป็นกิจการของคุณพ่อ ของ คิม สามี... แป๋ม... น้องสาวป๋อม ที่บ้านบางเขนนี่เอง.


เติบโตมาจนเข้าสู่วัยรุ่น สถานบันเทิง ที่เที่ยวไม่มีมากนัก ต้องรอวาระครบรอบ งานวัด งานภูเขาทอง...งานลอยกระทง...งานวชิราวุธ ฯ... งาน 5 ธันวา...งานปีใหม่ ต่อด้วย งานกาชาด
งานภูเขาทอง ถือเป็นงานสุดยอดของวัย ตอนกลางวัน ก็จะรอกันไปเป็นกลุ่ม จับพวกกันตามความสนิทใกล้ชิด เพราะจะมีกิจกรรม อีหยิบ...หยิบพลุ ตะไล ประเภท ซื้อ สองบาท ได้ของสิบบาท บางวันก็ต้องกระเจิดกระเจิง กาลครั้งหนึ่ง หรือ หลายครั้ง พวกเรา สาม-สี่คน ในจำนวนนั้น มี ยกเส็ง เพื่อนรักมาจนทุกวันนี้ด้วย พวกเรา เข้าคิว กัน ตามถนัด เลือก หยิบ ตะไล พลุปลาดุก ปลาช่อน แล้วให้ ยกเส็ง คอยยืน หันหลัง ถือถุงไว้ ...ส่งต่อ ๆ กันมาใส่ถุงโชคดี ได้จำนวน พอสม ควร เราก็ บอกเพื่อน..." เฮ้ย ไปได้แล้ว " แต่ ยกเส็ง เพื่อนรัก แหกปากตะโกน ตามแบบฉบับ..." เฮ้ย พวกมึง จ่ายตังค์ เขา แล้วยัง "...สิ้นเสียง เพื่อนไม่มีใครพูดอะไร สัก เอะ !.... วิ่งกัน ภูเขาทอง แทบ ถล่ม ลงมากอง โกย กันหน้าตั้ง ไปยัน สะพานผ่านฟ้า....  สร้างวีรกรรมตามวัย.... พากันสนุก ลุยเข้าถ้ำ สนุกมาก เหยียบกับระเบิด (กองอึ ทั้งคน ทั้งหมา) มีสตางค์ก็ ไปยิงกระต่ายเอารางวัล กินไอติมตัด ยิ้ม ยิ้ม อร่อยมาก งานทุกงานจะต้องมี ร้านไก่ย่างจีรพันธ์ มีญาติเป็นนักร้อง เอลวิสเมืองไทย ที่เรารู้จักด้วย คือ องอาจ จีรพันธ์...ขนมจากดำรงค์รักษ์ ชิงช้าสวรรค์ยืนยงพานิช ...รถมอร์เตอร์ไซด์ไต่ถัง...สาวน้อยตกน้ำ...ของประหลาดต่าง ๆ ....ร้านถ่ายรูป มีฉาก ป้ายสถานีรถไฟ ทั่วประเทศให้เลือกถ่าย จะได้เอาไว้อวดสาว ว่าไปมา ฮิทมาก เชียงใหม่ หาดใหญ่  หัวหิน... ไฮโซ คนมีระดับ คุณ ท่าน หลานเธอ จะไปหัวหิน ระดับล่าง ๆ ฉิ่งฉับทัวร์ บางแสน แต่ที่แปลก สถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิท ไม่มี...อย่าไปถามหา ถ่ายรูป บางแสน ไม่มี ...เพราะ บางแสน ชายทะเล ระดับล่าง คนมีกะตังค์น้อย ไม่มีรถไฟผ่าน ไง ! ฮา 5 5 5


งานวชิราวุธานุสรณ์ ที่วังสราญรมย์ แถวกระทรวงการต่างประเทศเดิม ปัจจุบันเป็น ทำเนียบองคมนตรี งานนี้จะสูง แบบไฮโซ ส่วนใหญ่จะเป็นการออกร้านขายสินค้า ของบริษัท ห้าง ฯ ที่ผลิตสินค้าประชาชนรู้จักกันดี เช่น น้ำยาซักแห้งครอสซูปเปอร์ (ยังใช้มาจนถึงทุกวันนี้) แฟ๊บ เครื่องสำอางค์  ฯลฯ มี การประกวดนางงามวชิราวุธ แล้วพัฒนามาเป็น งานประกวดนางสาวไทย...พวกเราในกลุ่ม ก็ไปเที่ยวกัน พร้อม มีวีรกรรม อีหยิบ ซื้อหนึ่งแถมสอง หรือสามอีก งานมีบริเวณกว้าง กองทัพ มาออกร้าน ยิงเป้า ปืนจริง ๆ ริมกำแพงวัดพระแก้ว มีรำวง ปรี๊ด ละบาทเดียว สามช่า รอบหน้า จิ๊กโก๋เหมา เหยียบเท้าแล้วก็อัดกัน แต่งานนี้มี สห.คุม ทุบลูกเดียว นอกจากพวกทหารเกณฑ์ เมาแล้วถึงจะกล้า ซ่า..
 
เที่ยวสนุก จนเบื่อแล้ว ยังได้ตังค์ เพราะออกมา โบกรถแท๊กซี่ เข้าไปในงานรับคน เที่ยวละ บาท งานห้ามรถไม่มีผู้โดยสารเข้า ไปบริเวณหน้างาน ตรงทางเข้าด้านสนามไชย ก็เลยมีอาชีพ คืนหนึ่งจะได้ 20 - 30 บาท แต่ ฮอบแฮก ! ต้องวิ่งเที่ยวละร้อยเมตร จากหน้างานมา หน้าศาลเจ้าพ่อหลักเมือง วนไปจนกว่าจะพอ ก็หยุด...


จบจากงานวชิราวุธ จะต่อด้วย งานเฉลิมพระชนม์พรรษา 5 ธันวามหาราช สมัยนั้นเป็นงานชุมนุม คนมาเที่ยวกันมาก เพราะจัดที่ท้องสนามหลวง ไม่มีอะไรยืดเยื้อ เหมือนยุคหลัง ๆ ที่ผ่านมา มีหนังกลางแปลง ร้อยจอ เริ่มตั้งจอตั้งแต่ ถนนราชดำเนินกลาง หน้าโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย ไปยันรอบสนามหลวง มี โขนกรมศิลป ดนตรีทั้งลูกทุ่งลูกกรุง ดนตรีไทย ดนตรีจากกองทัพ ทั้งสามเหล่าทัพ เลือกดู เลือกฟังเอา มีจุดพลุ ดอกไม้ไฟ ระรานตา รอบ ๆ ทางเดิน เต็มไปด้วยร้านค้า เลือกซื้อ เลือกกินตามใจชอบ

งานลอยกระทง ในยุคเราสนุกมาก อาจจะเป็นเพราะวัย ที่ทำให้อะไร ๆ สนุกสนานไปหมด นอกจากที่เขาดิน จะจัดงานลอยกระทง บริเวณ ริมคลองหลอด ใกล้บ้าน จะมีเรือมาลอย แสดงดนตรี การเล่นแบบไทย ๆ พวกเราคึกคักกันมาก มี เก็บกระทง เพราะใน กระทงมีเงิน กับเพื่อนรุ่นน้อง เช่น อ๊อด เบ้ง  ต่างก็จับมือเป็นหุ้นส่วนกัน เพราะจะปฏิบัติการคนเดียวลำบาก คนหนึ่ง คอยสาวกระทง อีกคนต้องคอยเขี่ย หรือ เก็บเงิน ยิ่งเป็นแบงค์ห้าบาท ต้องลงทุนลอยคอไปเก็บในทันใด.

สุดท้ายของการเที่ยวงานในเทศกาลต่าง ๆ แบบพื้นบ้าน ตามวัย คือ งานฉลองปีใหม่ สนามหลวงจะเต็มไปด้วยผู้คน ยิ่งดึก คนยิ่งมาก มากจนรถต้องเดินทางเดียว ค่อย ๆ ขยับ ไม่ต้องเปลี่ยนเกีร์ย ทุกคนจะพกอาวุธ มี ฆ้อง...ฉิ่ง ฉับ...กลอง...ฉาบ เดินตีกันทั้งคืน พร้อมกับความอุบาทว์ของคนหลาย ๆ กลุ่ม ไล่จับเป้ากางเกง หรือ พยายามบีบแตร ...สุภาพสตรี ถ้าหลงเดินเข้าไปเฉียด เป็นโดนทุกราย ต้องมีเพื่อนคอยคุมหน้าหลัง ดูแล้ว เหมือน ๆ พฤติกรรมเล่น สงกรานต์ ในปัจจุบัน นั่นแหละ !

ทั้งหมดที่ เล่าเรื่อง เรื่องเล่า เสี้ยว...ของชีวิต บางเสี้ยว หรือ หลายเสี้้ยว เอามายำ รวมตัวอักษรกัน ถือเป็นงาน รื่นเริง แบบพื้น ๆ ที่สนุกไปตามวัย นอกจากนั้น ก็จะมีงานประจำปี ของวัดต่าง ๆ สมัยนั้น งานวัด จะมีการแสดงดนตรี สติงร์คอมโบ้ วงชาร์โด้ เช่น ซิลเวอร์แซนด์...เดอะดริ๊ฟเตอร์ ...หลุยส์กีร์ต้าบลู และบอย... พี เอ็ม 5 ...ไวท์เฮ้าท์  เรากับแป๊ะ จะกอดคอกันไปเที่ยว แหวกสังกะสีรั้ว เข้าชมกัน เรื่องซื้อตั๋ว เข้าไปดู ไม่ค่อยจะกระทำกัน แต่ถ้าเป็นวง เดอะดริ๊ฟเตอร์ วิสูตร ตุงครัตน์ ก็อาศัย พี่ชาญ - พี่พัน หลังวัง ซี้ กับวง หรือ คุมวง เดินอย่างสง่าเข้าไป ตามไปดูกันถึง วัดเศวตรฉัตร ฝั่งธน ใกล้บ้าน บ๊อก หลังจากที่โดนไฟไหม้ แล้วย้ายไป...


คืนวันหนึ่งไปเที่ยว ดูดนตรีงาน วัดสุทัศน์ กับแป๊ะ เดินกลับบ้าน ดึกแล้ว แต่ไม่พบเพื่อน ๆ เลย เพราะปกติ ยิ่งดึก กองไม้ หน้า บางสตางค์น้อย ต้องมีคนนั่งฟังเพลง รอบดึก จักริน รสนา ดื่มยูเนียน ทุกวัน...ปรากฏว่า ถูกต้อนไปโรงพักสำราญราษฏร์ ทำประวัติกันหมด ยุคนั้นเป็นยุคปราบอันธพาล ใครเกะกะ เกเร ถูก จ่าชาลี ต้อนขึ้นรถจี๊บ แล้วให้ผู้ปกครองไปรับตัว..." เกือบไป ดีที่ ซิลเวอร์แซนด์  ช่วยไว้ "

หน้าว่าว ก็ไปเล่นว่าว พาน้องชาย เจ้าอ้าว กระเตง ไปด้วย เพราะยามนั้น มีหน้าที่ดูแลน้อง รวมทั้งอ้อยด้วย ไปไหนต้องเอาไปด้วย พ้นภัยโดนน้ำร้อนลวก เมื่อตอนยังเล็ก จนมาเกือบเกิด โศกนาฏกรรมชีวิต วันหนึ่ง ไปดูบอลล์กับ แป๊ะ ต้องเอา อ้าว ไปด้วยตอนนั้นอายุ ราว ๆ 5 - 6 ขวบ ที่สนามศุภชราศัย วันนั้น ไทย-พม่า  เจอกัน บอลล์สนุก แต่มีการ ปาระเบิดขวด ฝั่งอัศจรรย์ ที่ยังเป็นม้านั่งชั้นไม้กระดาน เกิดจลาจล วุ่นวายต้องพากันหลบภัย เดินกลับบ้าน อ่วมเกือบอรทัย เป็นตำนาน เสี้ยว....ของชีวิต อีก เสี้ยว รวมถึงพากันเดินกลับบ้าน หลังจากดูละคอนสัตว์ เซอร์คัส เบอร์ลินด์ จบ  ไม่มีรถเมล์กลับกัน เพราะดึกแล้ว สมัยนั้น 4 ทุ่ม รถเมล์ไม่มีแล้ว เดินเรื่อย ๆ จากสวนลุมพินี มาวัดมหรร ชีวิตเริ่มเดินทางไกลมาตั้งแต่เริ่มโตแล้ว

นอกจากกิจกรรมเที่ยวเตร่ ยามว่างกลางคืน ตามที่เล่าเอาไว้..ดูช่อง 8 หรือ ไม่ก็ไปหาอะไรกินกัน ส่วนใหญ่จะไป แพร่งสรรพศาสตร์ หรือ แพร่งภูธร กินไอศรีม ใส่เม็ดบัว หรือ กิน ข้าวราดแกงกะหรี่ ข้าวราดสตู ข้าวหมูแดง บะหมี่ เจ้าดังจนมาถึงทุกวันนี้ บาทเดียว เรื่องหาอะไรกินกัน ก็เป็นความคนองเช่นกัน...พวกเราหลายคน แต่ต้องมี ยกเส็ง หรือ แป๊ะ คนใดคนหนึ่ง เพราะสองคนนี้ ค่อนข้างมี สตางค์ วันละหลายสิบบาท บางทีพวกเราหลายคน  5-7 ถึง 8 คน ต่างก็ พากันเดิน เข้าไปในร้าน ที่เป็น เป้าหมาย ไกลแถวบ้านหน่อย ที่ไม่มีใครรู้จักพวกเรา...เดินเข้าไปพร้อมกัน ทำทีเป็นนั่ง ด้วยกัน สักพัก ก็แยกกันไปนั่ง สองถึงสามโต๊ะ  กิน อิ่ม ก็ทยอยลุก เดินออกไป ทีละ คน สองคน จนเหลือ สองคน เราบ้าง หรือ คนอื่น พร้อมยกเส็ง คนจ่ายเงิน..." เก็บตังค์ "...คนเดินมาเก็บ คิด รวมหมด....ยกเส็ง โวย " ไม่เกี่ยว..ไม่เกี่ยว สองจาน สองคน นี่เท่านั้น " ...เจ้าของร้าน ก็ อึ้ง กิม กี่ ไป ทำอะไรไม่ได้ เพราะเราบอกไม่เกี่ยว ไม่ได้ มาด้วยกัน ไม่รู้จัก....ฯลฯ .....บางทีก็ไปไกลกันถึง ตลาดนานา บางลำภู ไปเขม่นกับเจ้าถิ่น ร่ำ ๆ จนถูกยำ ต้องอาศัย เพื่อน เช่น ยกเส็ง ...." มึง ชี้ ให้ถูกตัวนะ " และอีกหลายคนเกณฑ์ ไปตลุย ยกทัพ เกาะรถรางกันไปนับสิบ ...เตร่ อยู่แถวยี่แยกคอกวัว จนทำให้รู้จัก ติ่ง (สุวิมล) กับเพื่อนในกลุ่มอีกสองคน คนหนึ่ง คือ เชง ที่เหล่ อยู่ ต่อมา ติ่ง มาเป็นเพื่อนใน กลุ่ม K C. เพราะไปเจอกัน เมื่อคราวไปเรียนที่เกริก
 

 บันทึกเมื่อ.....9 กุมภาพันธ์ 2551.....เวลา 21.15 น.
พิมพ์เสร็จ.....22 พฤศจิกายน 2555.

มหา ' ลัย ชีวิต......ภาพ..... 
ยังไม่จบ โปรดติดตามต่อไป

ขอบคุณ.....ที่ติดตาม กรุณาช่วย คลิก >
 ...................ลงชื่อเข้าใช้ .........ขอบคุณ














                                 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

add comments.