วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

11.1 ดูหนัง.....ตามไปดู...









  ไปดู หนังกัน...









เมื่อตอนที่เป็นวัยรุ่น ช่วง ยุคซิคตี้ ควบไปถึง ยุคเซเวนตี้ ประมาณ ปี พ.ศ. 2505 ถึง 2515 เป็นช่วงเจริญวัย วัยระเริง เริงร่า ไม่ค่อยจะ รู้ร้อน รู้หนาว อะไร หนักหนา ยิ่งช่วง ก่อน  ปี 2512 มีแต่ความสนุกสนาน ไปตามวัย มี คู่หู คู่ฮา หลายคน ที่เดินกันจน ถนนสึก พิง เสาไฟฟ้าจนเอียง มี แป๊ะ และ บ๊อก และอีกหลายคนมาเดินด้วยกัน หลังจากแป๊ะ ไปอเมริกา เมื่อปี พ.ศ. 2511....เรื่องที่จะเป็นเหตุ พาเที่ยว ในสมัยนั้น ก็ต้อง ไปชมภาพยนตร์....โรงภาพยนตร์ ชั้นหนึ่ง ในยุคนั้นถือเป็นยุคทอง ภาพยนตร์แต่ละเรื่อง ถูกคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน มีดาราที่ชื่นชอบ แสดง.... มีเงินสัก 50 บาท ถือว่า ตั๋ง แล้ว ไปดูหนังได้ บ่อยครั้งมีแค่ 20 เท่านั้น ไปไหนต่อไหนได้ โดยเฉพาะกับเพื่อนรัก แป๊ะ ค่าชมภาพยนตร์ ในตอนที่เติบโตมา เริ่มที่ 5 บาท..7 บาท...10 บาท...12.50 บาท ไปสุดที่ราคา ค่าดู... ที่ 16 บาท...หรูแล้ว แถมโรงหนังก็อยู่ในละแวกที่ไปมาสะดวก ค่ารถราง ยังแค่ 5-10 สตางค์ รถเมล์ขาว นายเลิด 50 สตางค์  จะกินข้าวโพดคั่วแถม ...ถุงละบาทเดียว 

เวลาที่จะไปดูหนังกัน ถ้าเป็นหนังดัง เช่น เอลวิส ฯลฯ ส่วนใหญ่จะเป็นภาพยนตร์ ชวนดู ทั้งนั้น ในแต่ละโปรแกรม แต่ละโรง บางวันไม่รู้จะทำอะไร เพราะไม่มีอะไรทำ ก็จะเอา หนังสือพิมพ์ มากางหน้าบันเทิง มีทุกฉบับ เลือกดูว่า โรงไหน ฉายเรื่องอะไร สื่อมีไม่มาก ที่จะรับรู้ นอกจากหนังไทย จะมีใบปิด ตามกำแพง หรือ รถแห่ประกาศ ของแต่ละเรื่อง เราก็จะไปกันก่อนหนังฉาย เป็นชั่วโมง....ไป เต๊ะจุ้ย ไง ! พอเข้าไปดูหนังตามเวลาฉาย พวกเราจะรู้มาก ตีตั๋ว แค่ 5 บาท หรือ 7 บาท พอหนังฉายไปสักพัก พวกเรา ก็ลุก ไปห้องน้ำ ใครไปก่อน แล้วกลับมานั่งที่หลัง ๆ จะส่งสัญญาณ ด้วย ซิบโป้..zippo .ซึ่งสมัยนั้นพวกเรามีทุกคน ในโรงภาพยนตร์ยังไม่ ห้ามสูบบุหรี  วิธีนี้ กับ แป๊ะ เพื่อนรัก ใช้ประจำ......

ส่วนใหญ่ โรงภาพยนตร์ ที่ฉายภาพยนตร์ต่างประเทศ จะฉายด้วยระบบ 35 มม. ส่วนโรงที่ฉายภาพยนตร์ไทย ยังคงใช้ระบบ 16 มม. สีธรรมชาติ แต่ยังต้องให้วิธีให้เสียง พากษ์ ต่อมาก็พัฒนาด้วยความก้าวหน้าในระดับ ต้องเปลี่ยนแปลง จึงทำให้หลายโรง ที่เคยฉายแต่ภาพยนตร์ต่างประเทศ มาฉายภาพยนตร์ไทย แบบไทยช่วยไทย....จนมามีระบบ 70 มม. เสียงรอบทิศทาง เช่น ...ดร.ชิวาโก...บัญญัตติ 10 ประการ...เบนเฮอร์ ....แล้วก็มาสู่ยุดระบบดิจิตอล ดอลบี้ เสียงรอบทิศทาง หน้า-หลัง ตามเนื่อเรื่อง และมาถึงยุค I T มีระบบ เซนต์เซอร์ราวด์ เสียงน้ำตก ซู่ซ่า จนมาถึงระบบ 4 มิติในปัจจุบัน

โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย เป็นโรงภาพยนตร์ ที่ใช้บริการบ่อยที่สุด เพราะเป็นโรงที่อยู่ใกล้บ้าน ไปมาสะดวก เดินทลุ หลังวัดมหรร ออกตรอกตึกดิน ผ่านไปตรอกข้างวัดเทพธิดาราม ก็ถึงแล้ว ที่นี่ส่วนใหญ่จะฉายภาพยนตร์ ต่างประเทศ หนังใหญ่ ดัง มีเอลวิส มาฉายปีละเรื่อง นอกนั้นก็เป็นภาพยนตร์ น่าดู ชม เช่น ; วิมานลอย...คลีโอพัตตา...ดร.ชิวาโก...สปาร์ตาคัส...สองสิงห์แดนเสือ...วันเผด็จศึก...เจมส์บอนด์ 007 ยุคแรก ซีน คอร์เนอรี.....วิวา ลาสเวกัส...เป็ดน้อย...เรือนแพ...วัยอลวน...มันมากับความมืด...คุณนายโรงแรม ฯ ล ฯ  ภาพยนตร์ไทย ฝีมือการสร้างของ ปี๊ยก โปสเตอร์  และ  ท่านมุ้ย มจ.ชาตรี เฉลิมยุคล... ปั้น สรพงศ์ ชาตรี  เข้าสู่ยุคภาพยนตร์ไทยเฟื่องฟู ในระบบ 35 มม. และเกิดคู่พระคู่นาง ไพโรจน์ - ลลนา

                         

 เมื่อถึงยุคของการเปลี่ยนแปลง ย่อมเป็นนิรันดร์ โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย ก็ต้องปิดตำนานตัวเองลง ไปตามกาลเวลา เพื่อเปิดให้ โลหะปราสา ปรากฎต่อสายตาผู้คนที่ผ่านไปมา ะพานผ่านฟ้าลีลา  รวมถึงการสร้าง พลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ ที่ประทับ เพื่อรับ ราชอาคันตุกะ  ที่มาเยือนประเทศไทย.....ถึงแม้ว่าจะ คิดถึง โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมไทย.....



ที่ผ่านมาในอดีต ชีวิตที่เติบโตมา แม้ไม่ได้ชมภาพยนตร์ จะทำอะไร กิน เที่ยว เล่น บนถนนราชดำเนิน ชีวิตต้องผูกพัน แม้กระทั่ง ผ่านสายตา มาตลอด ทุกคนมีอดีต ที่หวนรำลึก นึกถึง ชีวิตที่ได้ผ่าน ไป มา คิดถึงร้าน ไอศครีมป๊อบ ในโรงภาพยนตร์ ศาลาเฉลิมไทย คิดถึง ข้าวโพดคั่ว กลิ่นเนย หอม ชวนเสียเงิน ....คิดถึง เพื่อน หลายคนที่เคยมาดูหนังด้วยกัน คิดถึง คนที่เคยรัก...คนที่เคยจีบ แล้วหาเรื่อง มาดูหนัง....คิดถึง คนที่เป็น แฟน ที่นัดกันมาเจอตรงต้นไม้หน้าโรง ต้นนั้น...ไม่มีใคร ที่เคยใกล้ชิด สนิทสนม มาในชีวิต จนกระทั่งมีครอบครัว ไม่ได้มาดูหนังด้วยกัน ที่ ศาลาเฉลิมไทย ไม่มี.....คิดถึงงานพระบรมรูปทรงม้า ทุกวันที่ 23 ของเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นสัญญาณ เริ่ม เทศกาลงานรื่นเริงต่าง ๆ ....คิดถึง ยามยืนมอง ภูเขาทอง เมื่อถึง เทศกาลงานลอยกระทง...แล้วก็ คิดถึง รถเมล์ขาวนายเลิด สาย 2 ที่วิ่งผ่าน ไปถนนสุขุมวิท สิ้นสุดที่สำโรง แล้วยัง คิดถึง รถราง ที่วิ่งจากบางลำภู ผ่านวัดบวร ไปหน้า วังบูรพา ไปสุดทางที่ สะพานพุทธ.....



ในยุคซิคตี้ คาบเกี่ยวก่อนหน้ามาสิบปี จำได้ว่า เกิดมาจำความได้ รู้จัก เซ็นทรัล วังบูรพา ตั้งแตโตมาทันที จนล่วงเลยมา สู่ใกล้ ยุค 80 ไม่มีศูนย์กลางความเจริญ ที่ไหน จะมายิ่งใหญ่เท่า..วังบูรพา...ที่นี่มี ห้าง..เซ็นทรัล...ที่เป็น ตำนานของเซ็นทรัล....จนมาเป็น เซ็นทรัลพลาซ่า จนถึงทุกวันนี้ ...นอกจากนั้นยังมี ห้างไทยย่งเตียง...แบล๊ค & ไวท์... ร้านหนังสือแพร่พิทยา ...โอเดียนสโตร์...ร้านอาหาร ดูดีในยุคนั้น....ร้านขายวิทยุ - โทรทัศน์ เครื่องเสียงชั้นดี ร้านขายกระเป๋า สายการบิน และของใช้บนเครื่องบิน ฯลฯ ....และ 3 โรงภาพยนตร์ ที่โด่งดังในอดีต...คิงส์...แกรนด์...ควีนส์....

 โรงภาพยนตร์เฉลิมเขตร์ ก็เป็นอีกโรงภาพยนตร์หนึ่งที่ เกิดขึ้นมาตามหลัง มาเคียงคู่กับ วังบูรพา เพราะมีร้านค้า รอบ ๆ โรงภาพยนตร์ รวมถึงร้านอาหารชั้นเลิศ บริเวณสวนหลวง ซึ่งไม่เหมือน ศาลาเฉลิมไทย ที่มีแต่โรงภาพยนตร์ นับเป็นตำนาน ของโรงหนังในยุคความเจริญก้าวหน้า เริ่มต้นด้วยวัตถุ อาคารทันสมัย อีกทั้งยังคงความสะดวกในการไปชม เพราะมีรถราง หน้าวัดมหหรร สายบางลำภู - หัวลำโพง  จอดป้ายหน้าโรง ริมคลองผดุงกรุงเกษม เลยไปทางโรงเรียนสายปัญญา ก็จะมี โรงภาพยนตร์กรุงเกษม ที่ฉาย The sound of music นานเกือบปีหนึ่ง....โรงภาพยนตร์เฉลิมเขตร์ เปิดโรงด้วยภาพยนตร์ ระบบ 70 มม. ยิ่งใหญ่มาก...เบนเฮอร์....หลังจากนั้น สลับฉายภาพยนตร์ทั้งไทยและเทศ ส่วนใหญ่จะฉายภาพยนตร์ไทย ของอัศวินภาพยนตร์ ซึ่งเป็นเจ้าของโรง เช่น... เงิน เงิน เงิน....เมื่อ 30 ปี ที่ผ่านมา โรงภาพยนตร์เฉลิมเขตร์ ก็กลายเป็นอาคารพาณิชย์...


โรงภาพยนตร์คิงส์ ..จะฉายภาพยนตร์ต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ไม่ฉายภาพยนตร์ไทย หรือ ภาพยนตร์สาขาอื่น อยู่ในทำเลดีมาก หัวมุมถนน ตัดเข้าสู่ถนนเยาวราช และพาหุรัด มีภาพยนตร์จาก Century Fox หรือ Metro....ใกล้ ๆ กันเป็น  .....

 
โรงภาพยนตร์แกรนด์..ฉายภาพยนตร์ต่างประเทศเช่นกัน ที่โด่งดังในยุคนั้น ก็คือ ภาพยนตร์ ตระกูล..ดรุณี....ต่าง ๆ ทำให้คอภาพยนตร์ รู้จัก ทรอย โดนาฮิว สาว ๆ ในสมัยนั้น โหยหา มีรูปจากห้องภาพสุวรรณ บางขุนพรหม มาติดกระเป๋ากันหลายคน...ถัดไปด้านหลัง ถนนที่จะเดินไป ศาลาเฉลิมกรุง ตลาดบำเพ็ญบุญ ในสมัยนั้น เจอ.....


โรงภาพยนตร์ควีนส์..โรงนี้จะฉาย หนังหลากหลาย ทั้งไทย เทศ โดยเฉพาะภาพยนตร์อินเดีย เพราะอยู่ใกล้พาหุรัด...มีหนังดังจากอินเดีย มาฉายที่นี่ ...ช้างเพื่อนแก้ว ...และภาพยนตร์ที่ประทับใจในเสียงเพลง แฮงค์ วิลเลี่ยม..Your Cheatin Heart...สองเรื่องสองรส ที่เราคุ้นเคยดี



ทุกอย่างในโลกล้วนอนิจจัง.....วังบูรพา ที่เคยยิ่งใหญ่ จนมีฉายาของคนกลุ่ม...โก๋หลังวัง..... ก็ปิดฉากลงไปตามวันเวลา ที่อยู่มาเนิ่นนานหลายสิบปี...คิงส์ เคยกลายสภาพเป็น เมอร์รี่คิงส์...แต่ก็ต้องปิดตัวเอง ตามสภาวะเศรษฐกิจ มาเป็นอาคารพาณิชย์ในปัจจุบัน เหมือนเช่น แกรนด์ ส่วน ควีนส์ กลายเป็นโกดังสินค้า และร้านอาหารตามสั่ง ....ที่คงอยู่และพัฒนาก้าวหน้า มาจนถึงทุกวัน ที่พิมพ์บันทึก..คือ เซ็นทรัล วังบูรพา ขยายจาก ตึกสามคูหา ทะลุไปด้านหน้า ถนนพาหุรัด  เป็นห้างสรรพสินค้า ครองความยิ่งใหญ่ สมคำว่า เซ็นทรัล   

                                                      
  เดินผ่านย่าน วังบูรพา มายังถนนอุณากรรณ ที่ชุมนุม ร้านขายอาวุธปืน  ตลาดบำเพ็ญบุญ ในสมัยนั้น จนมาถึงยุคนี้เป็น ดิโอลด์สยาม   ใกล้ ๆ กัน จะเป็นโรงาพยนตร์ เก่าแก่ จนได้รับการยกย่องเป็น "โรงมหรสพแห่งชาติ" .....ปี พ.ศ.2475 ปีแห่งมหามงคลเฉลิมฉลองพระนคร มีอายุครบ 150 ปี พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โปรดให้สร้างโรงภาพยนตร์ทันสมัย ซึ่งขณะนั้นโรงภาพยนตร์ ส่วนใหญ่ประมาณ 20 โรง เป็นเรือนไม้ ...ขนาดจุที่นั่งคนดูได้ ประมาณ 2,000 กว่าที่นั่ง มีเครื่องปรับอากาศ ระบบไอน้ำ (Chilled Water System) พระราชทานนามว่า... ศาลาเฉลิมกรุง .....เปิดฉายรอบปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม พ.ศ.2476 ภาพยนตร์เรื่องแรก คือ "มหาภัยใต้สมุทร"  

.......โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง ยังเปิด ดำเนินกิจการบันเทิง มาจนถึงทุกวันนี้ โดยจัดให้มีการแสดงดนตรี ในอดีต การแสดงโขน ละคอนเพลง และนิทรรศการประกอบวงการบันเทิงในลักษณะหลากหลาย รวมถึงการแสดงของ นักร้อง นักแสดง เช่น การแสดงดนตรี ในยุคซิคตี้..เทศกาลรำลึกเอลวิส.....โก๋หลังวัง....ราตรีประดับดาว...เพลงประทับใจ ของนักแต่งเพลงต่าง ๆ ฯ ล ฯ นอกจากนั้น ข้าง ๆ โรงภาพยนตร์ ที่เคยเป็น ตลาดบำเพ็ญบุญ สถานที่ตัดเย็บเสื้อด่วน แบบตลาดเฉลิมลาภ ประตูน้ำในยุคนี้ และจำหน่ายสารพัดมุ้ง มีร้านห้องอาหารสีฟ้า ที่โด่งดังมาจนถึงปัจจุบัน กาลเวลาผ่านให้มาเป็นศูนย์การค้า ดิโอลด์สยาม มีอาหาร ขนมโบราณ และร้าน อัญมณี  ที่ยกทัพมาจากร้าน ถนนบ้านหม้อ ซึ่งโดน ร้านค้าเครื่องเสียง (งานวัด) และอุปกรณ์อีเล็คโทรนิคส์ ยึดหัวหาด ...ห้างไนติงเกล โอลิมปิค ฝั่งตรงข้าม ยังเปิดขายสินค้า ของเก่า ๆ พร้อม เมิลนอร์แมน บันใด 3 ขั้น เครื่องสำอางค์ ไฮโซ ในอดีต                                       


จากถนนตรีเพชร หน้าจราจรกลาง เดินเรื่อย ๆ ไปทางสะพานพุทธ ผ่าน พาหุรัด โรงเรียนเพาะช่าง และโรงเรียนสวนกุหลาบ ไปจนเกือบถึงปากคลองตลาด จะมีโรงภาพยนตร์ เป็นตำนานของพระนคร หรือ กรุงเทพมหานคร อีกโรงหนึ่ง คือ โรงภาพยนตรเอ็มไพร์ โรงนี้อยู่เคียงข้างกับคอภาพยนตร์ไทย ชาวปากคลองตลาด จะเป็นแฟนพันธ์แท้โรงนี้ ภาพยนตร์ไทยแต่ละเรื่องที่เข้าฉาย จึงได้รับการต้อนรับ ทั้งคนย่านฝั่งธนบุรี พระประแดง มีของแถม ระหว่างรอเวลาชมภาพยนตร์ ได้เดินมาด้านข้างโรง ชม สะพานพุทธ เปิด ให้เรือ ผ่าน....
ปัจจุบันสะพานพุทธ ไม่เปิด ให้เรือรบหลวงผ่านแล้ว เพราะทหารเรือ มีท่าเรือ ที่สัตหีบ ชลบุรี เป็นอู่ ดูแลรักษาเรือ ไม่ต้องนำเรือผ่านเข้ามาที่ กรมอู่ทหารเรือ ข้างวัดเครือวัลย์ ฝั่งธนบุรี เหมือนเช่นในอดีต  นับได้ว่า ทันสมัยขึ้นตามกาลเวลา ในย่านใจกลางพระนคร ยังมีโรงภาพยนตร์ อีกหลายโรงที่ ตั้งอยู่ ติด ๆ กัน เช่น ถนนเจริญกรุง จะมี โรงภาพยนตร์ ฉลิมบุรี ค่าเธ่ย์ เท๊กซัส

ถนนเยาราช ก็มี เทียนกัวเทียน โรงภาพยนตร์ที่ฉายภาพยนตร์จีน โรงงิ้ว ศรีราชวงศ์...หัวมุมถนน ด้านวัดไตรมิตร จะมีโรงภาพยนตร์นิวโอเดียน สุดถนนเจริญกรุง ใกล้สามแยก ก็จะมี โรงภาพยนตร์พัฒนาการ ถนนคู่ขนานสองสายนี้ มีโรงภาพยนตร์นับสิบโรง เพราะเป็นย่านธุรกิจสำคัญ ตั้งแต่หลังสงคราม ...ไชน่าทาวน์

ในยุคความรุ่งเรือง ของวงการภาพยนตร์ไทย โรงภาพยนตร์ ต่าง ๆ ในย่านนี้ ส่วนใหญ่จะฉายภาพยนตร์ไทย ซึ่งยังเป็นยุค ของภาพยนตร์ 16 มม. มิตร-เพชรา ต้องให้เสียงพากษ์ ที่โด่งดังมาก ...รุจิรา - มารศรี ต่อมาก็เป็นทีมของ สมจินต์ ธรรมทัศน์ และ สมพงศ์ วงษ์รักไทย...รอง เค้ามูลคดี ...ป้าจุ จุรี โอศิริ...,มนตรี เจนอักษร.....ศิริพร วงศ์สวัสดิ์...ชูชาติ อินทร ...ทีมเสียงเอก ตามลำดับ ของวงการพากษ์ ให้เสียงภาษาไทยในภาพยนตร์ ทั้งไทยและเทศ มาตอนยุคภาพยนตร์จีน จากชอร์บราเดอร์ หนังกำลังภายใน มาถล่มภาพยนตร์ไทย นักพากษ์ งานล้นจนจัดคิวพากษ์ เป็นพัลวัน รุ่งเรืองกันทุกทีมพากษ์

พ้นจาก ถนนสายหลัก ใจกลางเมืองของพระนคร มาย่านราชเทวี ไปตามถนนเพชรบุรี ถึง ประตูน้ำ เป็นยุคเริ่ม ที่โรงภาพยนตร์ จะมีเครือต่าง ๆ จับจอง จับมือกันกับผู้สร้าง เพื่อเป็นหลักประกันว่า หนังสร้างมาแล้วมีโรงฉาย ค่าดูปรับราคาขึ้น ชั้น 5 - 7 บาท หายไป เริ่ม 10 บาท ...16 บาท ขยับราคาสูงขึ้นไปถึง 25 บาท จนถึง 35 บาท และทำให้เกิดเครือโรงภาพยนตร์ ...สหมงคลฟิล์ม...ไฟท์สตาร์โปรดักชั่น...เอเพกซ์ ...สหรามา...กุหลาบทิพย์ภาพยนตร์ อดีตนายกทักษิณ เคยเป็นผู้ดำเนินกิจการ ฯลฯ .....ถึงเวลาที่ เกือบทุกโรง หันมาฉายภาพยนตร์ไทย กันเป็นส่วนใหญ่ ยุคที่ผู้สร้างภาพยนตร์ไทย ประสบความสำเร็จจากรายได้ อย่างเป็นกอบเป็นกำ  
                                                                                                                                             
หอมเอย....หอมถอกกระถิน รวยระริน หอมดอกทองกาว.... สิบหมื่น สิบหมื่น แหม ยิ้มระรื่น.....เสียงเพลงจากภาพยนตร์ เรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง ที่ทำให้โรงภาพยนตร์โคลีเซี่ยม ถนนเพชรบุรี เชิงสะพานยมราช คราคร่ำไปด้วยแฟนภาพยนตร์ไทย ด้วยจำนวนการฉาย ร่วมสิบเดือนเต็ม ไม่มีสถิติ ภาพยนตร์เรื่องไหน ทำได้เท่า ยกเว้น เดอ ซาวด์ ออฟ มิวสิค ซึ่งเป็นภาพยนตร์ต่างประเทศ แม้กระทั่ง แผลเก่า ขวัญ-เรียม ของเชิด ทรงศรี ที่ว่าแน่ ๆ และ ยอยศ พระลอ ของ ไถง สุวรรณทัต...ยุคที่ภาพยนตร์ไทยสร้างด้วยระบบ 35 มม.ซีเนราม่า จอสโคป ช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ.2510 เป็นต้นมา สมัยนั้น ภาพยนตร์ เรื่องไหน ทำรายได้ ถึง ล้านบาท จะเป็นข่าวใหญ่ ลงโฆษณา เต็มหน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งไทยรัฐ และ เดลินิวส์....ดอกดิน กัญญามาลย์ เจ้าของ สโลแกน...ล้านแล้วจ้า...โรงภาพยนตร์โคลีเซี่ยม  มีภาพยนตร์ ดัง ๆ หนังฟอร์มใหญ่ เข้าฉายมาตลอด....

เวลาทำให้หยุด ทุกอย่างได้....ต่อมาโรงภาพยนตร์นี้ ก็ปิดดำเนินกิจการ ตลาดอาหารทะเล ยามค่ำลง ในละแวกข้างเคียง พลอยซบเซาตามไปด้วย ยังเหลือ ร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว น้ำจิ้มสองแบบ ด้านทางเข้าริมถนนพระราม 6 ให้ไปชิม นึกถึงความหลังได้บ้าง...จิตโภชนา หน้าโรงเรียนสตรีประเทืองวิทย์ ริมถนนเพชรบุรี ห้องอาหารดังในอดีต เป็นโชว์รูมรถ เชฟโลเร็ต  และไปดำเนินกิจการใหญ่ ริมถนนพหลโยธิน หน้าสวนจตุจักร และการ์เด้นโฮม ริมถนนพหลโยธิน ก่อนถึงแยกลำลูกกา ทั้งสองแห่งนี้ เลิกกิจการไปแล้ว  *..... กาลเวลาเลือนจากไปนาน หลายสิบปีที่ผ่านมา จนปัจจุบัน จิตโภชนา ริมถนนพหลโยธิน และติดถนนวิภาวดี หน้าโรงเรียนเซนต์จอห์น ห้องอาหารที่คนรุ่นเรา และรุ่นพ่อแม่รู้จักกันดี กลายสภาพเป็นคอนโดมีเนียม.....และล่าสุด จิตโภชนา ไปเปิดที่บางพลัด ถนนจรัลสนิทวงศ์ แถวรพ.ยันฮี......*  รวมถึงห้องอาหาร ประสพสุข ก็สัญจรมาถึง ข้างวัดลาดพร้าว ในปัจจุบัน ไม่กี่ปี ที่ผ่านมา โรงเรียนสตรีประเทืองวิทย์ สถานที่ ที่ต้องเดินผ่าน โรงเรียนมัธยมศึกษา ของคุณทองห่อ กลายเป็น คอนโด ตามอย่างกันไป...ตัวโรงภาพยนตร์ กลายสภาพเป็น สุรัชต์ภัตตาคาร ในรูปแบบ โนอาร์ม ไม่ต้องใช้มือ มีคนป้อน เช็ดปากให้ เพียงแต่กลืนอย่างเดียว เอามือกอด อก หรือ ไปไขว่คว้า อะไรที่อยู่ข้าง ๆ ตัว.....

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

add comments.