วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

11. ดูหนัง...ตามไปดู โรงภาพยนตร์ ในอดีต













เล่าเรื่อง
ดูหนัง...ตามไปดู 
โรงภาพยนตร์ในอดีต



ในสมัยอดีต ตอนเราลืมตาขึ้นมา ดูโลก ยังมีประชากรเพียง สิบกว่าล้านคนเศษ ๆ ไม่ถึง 20 ล้านคน ในยุคนั้นมีแหล่งบันเทิง ไม่มากมาย หรือ แทบจะไม่มีเอาเลย ไม่เหมือนดอกเห็ด เหมือนกับในยุคปี 2000 ขณะนี้ เท่าที่ฟังจากปากบอกเล่ากันต่อ ๆ มา ในช่วงลอยต่อ ที่เราจะเกิดมา แล้วเริ่มจำความอะไรได้


 กล่าวกันไว้ว่า โรงภาพยนตร์ แรกสุดของสยามประเทศ ชื่อว่าโรงหนังญี่ปุ่น ตั้งอยู่ที่เวิ้งวัดตึก หรือ เวิ้งนครเกษม ต่อมา เป็นสภาพคล้ายโรงเตี้ยม ญี่ปุ่น คงสร้างขึ้นมาเพื่อ ให้ทหารญี่ปุ่น ที่มาใช้สยาม เป็นทางผ่าน เพื่อทำสงครามโลกครั้งที่สอง ได้พักสายตา ในช่วงปี พ.ศ. 2484 ไม่มีรายละเอียดกล่าวถึงมากนัก อาจจะเป็นเพราะแผลของสงคราม เมื่อญี่ปุ่นต้องพ่ายแพ้ 

 ที่จริงโรงหนัง หรือ โรงภาพยนตร์ เกิดขึ้นเป็นจุดเริ่มต้นอย่างจริงจัง คือ โรงภาพยนตร์...ภาพยนตร์ เสียง ศรีกรุง มุมถนนอโศก ตัดถนนสุขุมวิท ตั้งแต่ปี พ.ศ.2478 เป็นที่กล่าวขานกันในยุคนั้น แต่ดูเหมือนว่า จะอยู่ในวงแคบ ๆ หรือ ที่เรียกว่า ไฮโซ... จะเป็นบันเทิงที่คนโดยทั่วไป ยังเห็น เป็นของแปลก ไม่ใช่ความบันเทิงที่จับต้องได้ ประกอบกับ การไปมาหาสู่กัน ยังลำบาก ยังไม่มีพาหนะ พาไปไหน ๆ ได้สะดวกรวดเร็ว ค่ำลงก็มืด ไฟฟ้ายังมีใช้ไม่ทั่วถึง จึงไม่มีอะไรต้องอยากไป... อยากดู ..... ปัจจุบันสถานที่ตั้ง เป็นสถานีรถไฟฟ้า สถานีสุขุมวิท


 

ภาพยนตร์กลางแปลง ทุกงาน จะถูกจองตลอดเมื่อหมดฝน 30 ปี ที่ผ่านมา


 ในปี พ.ศ.2482  เป็นปีเริ่มต้นศักราชภาพยนตร์ไทย มีการสร้างภาพยนตร์ไทย ในระบบ 16 มิลลิเมตร ซึ่งในขณะนั้นถือเป็นความแปลกใหม่ ท้าทาย เรื่องแรก สีธรรมชาติ  "ถ่านไฟเก่า" เข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง ฉาย 21 วัน ทำรายได้ 34,000 บาท เป็นที่กล่าวขานในวงการอย่างมโหฬาร และทำให้เกิด บรมครูแห่งนักพากษ์ภาพยนตร์ไทย "ทิดเขียว"...หลังจากนั้น ในรัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ปี พ.ศ. 2483 นายปรีดี พนมยงค์ ได้สร้างภาพยนตร์ไทย ในระบบ 35 มิลลิเมตร "พระเจ้าช้างเผือก" ภาพยนตร์เสียงภาษาอังกฤษ เนื้อเรื่องแสดงเจตนา สร้างบ้านเมือง หลังจากไปร่ำเรียนมา ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง



                                   
โรงภาพยนตร์...ภาพยนตร์ เสียง ศรีกรุง นับเป็นโรงภาพยนตร์ แห่งแรกของสยามประเทศ และได้รับเกียรติ เป็นแบบอาคาร พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์ไทย..... หอภาพยนตร์แห่งชาติ ที่ ศาลายา จังหวัดนครปฐ  ที่นี่จะเป็นที่รวบรวมประวัติ ความเป็นมาของภาพยนตร์ไทย ทั้งฟิล์มภาพยนตร์ อุปกรณ์การถ่ายทำ ฯลฯ รวมถึงหุ้นขี้ผึ้ง ของรัตน์ เปสตันยี ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกภาพยนตร์ไทย หลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง จะมีโรงภาพยนตร์ ศรีลายา ขนาดกระทัดรัด จุผู้ชม 120 ที่นั่ง ไว้ฉายภาพยนตร์ไทยในอดีต เมื่อเวลามีงาน นิทรรศการ เทศกาลภาพยนตร์ไทย...ด้านหน้าอาคาร จะมีรูปปั้นของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทองแถมถวัลยวงศ์ กรมหลวงสรรพศาตรศุภกิจ  (และแมวทรงโปรด นอนขดข้าง ๆ ขากล้อง).....ต้นราชสกุล ทองแถม พระเจ้าน้องยาเธอ ในรัชกาลที่ 5  ทรงเป็นนักถ่ายภาพยนตร์ นไทยคนแรก ท่านเป็นผู้บันทึก ภาพยนตร์พระราชกรณีกิจ ของรัชกาลที่ 5 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2443 จนสิ้นรัชกาล





 มาถึงปี พ.ศ.2490 เข้าสู่ยุคทอง เริ่มความรุ่งเรืองของวงการภาพยนตร์ไทย รวมถึงมีการลงทุนสร้างโรงภาพยนตร์ อย่างจริงจังและทันสมัยไปตามยุค หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงอย่างสิ้นเชิง วงการภาพยนตร์ ผู้สร้างยึดถือการสร้างภาพยนตร์ ในระบบ 16 มิลลิเมตร เป็นมาตรฐานการสร้างภาพยนตร์ในยุคนั้น ภาพยนตร์ที่สร้างความฮือฮา เป็นต้นแบบและเป็นที่กล่าวขานถึง คือ บ้านไร่นาเรา ตามมาด้วย "สุภาพบุรุษเสือไทย" นำแสดงโดย สุรสิทธ์ สัตย์วงศ์ ดาราชาย ที่เป็นต้นแบบของดารา คนอื่น ๆ ในกาลต่อมาจนถึงปัจจุบัน ก็ยังเป็นที่กล่าวถึง




ในยุค ซิคตี้ ช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2505 - 2515  เป็นวัยเจริญเติบโต  พบกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม ยามว่าง หรือ เที่ยวเตร่ คือ การชมภาพยนตร์ เมื่อยังใส่กางเกงขาสั้น ในตอนนั้น เราและเพื่อน ๆ ถ้าอยากดูหนัง โดยเฉพาะเวลาโดดร่ม (หนีเรียน) ร่มจะไปกางที่โรงภาพยนตร์ ส่วนใหญ่จะเป็นโรงชั้นสอง ที่มีอยู่ตามริมถนน แทบจะทุกเขต หรือเรียกในสมัยนั้นว่า อำเภอ ย่านชุมชน หนาแน่น จะต้องมีโรงภาพยนตร์ ชั้นสอง ค่าดู จะเริ่มที่ 3.50 บาท, 5 บาท ชั้นบนก็แพงหน่อย 7 บาท หลัง ๆ 10 บาท ในกรุงเทพมหานคร โรงภาพยนตร์ ชั้นสอง เหมือนกับโรงภาพยนตร์ในต่างจังหวัด จะต้องรอฉายภาพยนตร์ หลังจากที่ฉายโรงชั้นหนึ่งมาแล้วประมาณ 1 ถึง 2 เดือน คนดู ที่เบี้ยน้อย หรือ หอยใหญ่ ไม่จริง ก็ต้องอดใจรอ ในสมัยนั้นการไปชมภาพยนตร์ ถือเป็นเรื่องใหญ่ต้องแต่งองค์ ทรงเครื่อง ต้องมีค่ารถ ค่าของจิบ เคี้ยวเล่น ถึงแม้ว่า ค่าครองชีพจะยังไม่สูงนัก คนเดียว ไปชมภาพยนตร์ มี 20 บาท ก็เพียงพอ ....เสน่ห์ของโรงภาพยนตร์ชั้นสอง คือ บางโรง กลางวันไม่ฉาย ต้องฉายกลางคืน เพราะเริ่มแรก โรงภาพยนตร์ ที่ว่านี้จะเป็นโรงไม้ แต่ระยะต่อมาก็พัฒนา เป็นโรงใกล้เคียงชั้นหนึ่ง ฉายทั้งวัน

สภาพภายในโรง ก่อนจะพัฒนามาเป็นเก้าอี้ ไม้นั่งพับได้ จะเป็นม้ายาว หนังดี ๆ ก็นั่งเบียดกัน แถวละนับสิบคน ข้อสำคัญ ขณะหนังฉาย จะมีหนูวิ่งกัน จุกจิก ต้องระมัดระวังขาตัวเอง บางทีก็เจิ่งนองไปด้วยน้ำ เพราะอาจเป็น ฉี่ ของเด็ก ที่พามาดูด้วย ...บริเวณหน้าโรงจะมีการค้าขาย เช่น ปลาหมึกย่าง ข้าวโพดคั่ว แบบโบราณ ดังเดิม ใช้มือโยกตระแกรงกลม  ๆ ส่ายไปมาบนเตา ที่ขาดไม่ได้ต้อง อ้อยขวั่น เสียบไม้ตอก แขวนในตู้แช่น้ำแข็ง ใส่ถุงไม่ได้ เพราะสมัยนั้น ไม่มีถุงก๊อปแก๊บ มีแต่ถุงกระดาษ ใส่แล้วเปียกชื้น ถุงขาด ตกหล่นลงพื้นอดกิน

 ก่อนฉายทางโรงจะมีสัญญาณ เปิดเพลง มาร์ชสามัคคีสี่เหล่า  หรือเพลงสยามมานุสติ ให้รู้ว่าหนังจะฉายแล้ว พอหนังจบ ถ้าในสมัยเราจบจากดูหนังรอบค่ำ ...โรงภาพยนตร์ศรีบางลำภู วิกลิเกเก่า หรือ บุศยพรรณ ก็ได้แวะกินขนมน้ำแข็ง สลิ่ม มะเขือเทศ แช่ เย็น ที่ตลาดนานา ( ตลาด ที่เคยไปมีเรื่อง ตามวัยแล้ว เพื่อน ...ยกเส็ง..... ต้องพาเพื่อนไปตลุมบอน นั่นแหละ )


มีความบันเทิง ชม ภาพยนตร์ ฟรี ในยุคนั้น เรียกว่า...หนังกลางแปลง....หนังกลางแปลง คนที่อยู่ต่างจังหวัด หรือ ตามชนบท จะได้ชมภาพยนตร์กลางแปลงเวลามีงานวัด หรือ รถขายยา ขายของใช้ในครัวเรือน ยาสีฟัน โอวัลติน ที่ขึ้นชื่อรู้จักทุกท้องถิ่น ต้องรถของ บ.ดีทแฮมด์ จำกัด และรถของโอสถสภา เต๊กเฮงหยู  ฯลฯ ไปฉายให้ชม แต่กว่าจะฉาย ก็ต้องโฆษณา พูดชักชวนให้คนมาดู ซื้อสินค้าอยู่นาน กว่าจะฉายให้ชม เวลาพักเปลี่ยนม้วนหนัง เป็นตอนสำคัญ ที่ต้องขายยา ขายของ คนดูก็ต้องทนเอา เพราะอยากดู เด็ก ๆ ก็จะรุมรอบโต๊ะคนพากษ์หนัง ...แต่ส่วนใหญ่จะเป็นหนังพระเจ้าเหา หนังเก่ามาก ฝนเต็มจอ หนังจีนกำลังภายใน หนังอินเดีย หนังข่าว ของยูซิส...ในกรุงเทพก็เช่นกัน ...เวลามีงานฉลองเฉลิมพระชนม์พรรษา สนามหลวงจะมีภาพยนตร์ 100 จอ ตั้งจอฉายตั้งแต่ริมถนนราชดำเนิน ไปจนรอบ ๆ สนามหลวง 


โรงภาพยนตร์ชั้นสองมีมากมายในกรุงเทพ เช่น บางแคราม่า สุริยาเธียเตอร์ พรานนก ในย่านฝั่งธน นอกจากนี้ ก็มีพระโขนงเธียเตอร์ โรงภาพยนตร์ปริ๊นเธียเตอร์ บางรัก..... มงคลราม่าฉลิมสิน ย่านสะพานควาย นนทบุรีรามา แล้วยังอีกหลายสิบโรง เกือบทุกถนน สายสำคัญ...แต่ที่เป็นตำนาน และถูกอนุรักษ์ไว้ คือ รงภาพยนตร์เฉลิมธานี ในตลาดนางเลิ้ง เป็นโรงภาพยนตร์ สร้างด้วยไม้ทั้งโรง สภาพตอนนี้ก็ถือว่า ทรุดโทรมไปตามกาลเวลา เกินครึ่งร้อยมาแล้ว ระยะเวลาความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง ทำให้ใน ช่วงหมดยุคซิคตี้ ไปจนถึง ปี 2530 เป็นต้นมา โรงภาพยนตร์ชั้นสอง ต้องต่อสู้กับโรงภาพยนตร์ ชั้นหนึ่งมากขึ้น ต้องฉายหนังออกจากโรง เร็วขึ้น



รวมถึงต้องฉายควบ สองเรื่อง จนสุดท้ายของความต้องการอยู่ให้รอด ต้องฉายหนัง ถึง 5 เรื่องควบ แถมด้วย ภาพยนตร์ ชิงรักหักสวาท มายั่วแมวเซา ที่ผ่านไปมา รวมถึงฉายภาพยนตร์ ยัดใส้ ภาพที่ถูกเซ็นเซอร์ และเปิดโอกาสให้คนดู ดูได้ทั้งวัน เพราะฉายหนังเวียน ไปทั้งวันจนยันเที่ยงคืน


ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทำให้โรงภาพยนตร์ ชั้นสอง ต้องผจญกับการเอาตัวรอด จนถึงขนาด กลางอาทิตย์ หรือวันจันทร์ จะงดฉาย หน้าฝน ต้องหา วงดนตรีลูกทุ่งมาปิดวิก อยู่ระยะหนึ่ง แต่เมื่อถึงคราว วงการเพลงลูกทุ่งซบเซา เข้าสู่ยุค วีดีโอ ซีดี วีดีวี  รวมถึงเทปผี ซีดีเถื่อน รุกกระหน่ำ คนไม่ค่อยจะมาดู แถมวงการโทรทัศน์ เมืองไทยก็ครองใจผู้ชม เป็นแต่ก่อนนักร้องลูกทุ่ง จะไม่มาออกรายการทีวี กลับกลายเป็นรายการทีวี มีรายการเพลงการแสดงสด ของนักร้อง ลูกทุ่ง เพราะค่ายเพลง ต้องการโปรโมท ทำนักร้อง ให้ดังต่างจาก วันละเพลง เพลงละพัน 


จวบจนกระทั่ง สิบกว่าปี ที่ผ่านมาเข้าสู่ ยุค 2000 ..... โรงภาพยนตร์ชั้นสอง ต้องดิ้นรนม้วนเสื่อไปหลายสิบโรง ยังรวมถึงโรงภาพยนตร์ ในต่างจังหวัด ก็ต้องล่มสลายเช่นกัน โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ โรงภาพยนตร์ ที่เคยดู ไม่มีแล้ว หัวเมืองตามอำเภอ ไม่ต้องกล่าวถึง...เพราะถูก ที วี ...วีดีโอ จานดาวเทียม  รุกเร้า รวมถึงห้าง ฯ ก็ไปดำเนินกิจการ  พร้อมโรงภาพยนตร์ เข้าห้าง แถมเดี๋ยวนี้ ฉายหนังพร้อมกันกับโรงภาพยนตร์ ในกรุงเทพ แม้แต่ โลตัส และ บิ๊กซี หลายแห่ง ก็ยังมีโรงภาพยนตร์ แต่ละแห่ง หรือ บางแห่ง ยุบเป็นพลาซ่า ศูนย์ จำหน่ายสินค้ากึ่งตลาดนัด บางโรงก็ทุบทิ้ง ก่อสร้างอาคารใหม่ หลายแห่งกลายเป็นคอนโด ที่พบเห็น คือ การปิดป้ายประกาศ พื้นที่ว่าง ให้เช่า 


(ยังมีต่อ.....)




ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

add comments.