วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

6. ฟังดนตรี เถิด... ชื่นใจ






   ชนใดไม่มีดนตรีกาล
   เป็นคนชอบกลนัก
   อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ
   เขานั่นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์

    พระราชนิพนธ์ ล้นเกล้า รัชกาลที่ 6
       

เล่าเรื่อง
ดนตรีในสวน...




Concert in the Park หรือ Music in the Park คือ เทศกาลดนตรีในสวน สมัยกาลดนตรี ณ ศาลาภิรมย์ภักดี สวนปาล์ม ในสวนลุมพินี ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 15 ซึ่งก็หมายถึง เทศกาลนี้มีต่อเนื่องมา 15 ปี

 *..... ถ้านับถึงปี ที่พิมพ์บันทึก ธันวาคม พ.ศ. 2555 บาง เสี้ยว....ของชีวิต  ดนตรีในสวน-สมัยดนตรีกาล เป็นปีที่ 20 แล้ว เท่ากับผ่าน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร มา แล้วถึง 5 ท่าน
 ...ดนตรีในสวน เริ่มเมื่อ ปี พ.ศ. 2535 .....  *  
ต้องขอบคุณ และน้อมรำลึกถึง คุณกฎษฏา อรุณวงษ์ ณ อยุธยา อดีตผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ผู้ริเริ่ม ท่านเป็นผู้ มีดนตรีอยู๋ในหัวใจ เพราะท่านเป็นนักเป่า เซ๊กโซโฟน มีฝีมือ อ่อนพริ้ว นิ้วมือนุ่ม มือสมัครเล่น ฝีมือมืออาชีพ ยังต้องกระมิดกระเมี้ยน ...จนมาถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คนอื่น ๆ นับตั้งแต่ คุณพิจิตร รัตนกุล,คุณสมัคร สุนทรเวช, จนมาถึง คุณอภิรักษ์  ก็ยังคงสิ่งดี ๆ ไว้คู่ กรุงเทพมหานคร ทำให้คนกรุงเทพ ได้มีวันปลดปล่อยอารมณ์ และให้ชาวต่างชาติ ที่อาศัยในเมืองไทย ได้ชื่นชม ในบรรยากาศของเมืองไทย ว่ามีอะไรแบบนี้ได้เหมือนกัน กลับไปบ้านไปเมืองเขาจะได้ พูดคุยให้กับประเทศไทย ได้อย่าง ยกย่องในความมีศิวิไลซ์

เทศกาลดนตรีในสวน จะเริ่มเป็นสองช่วง ในช่วงแรกจะเริ่มต้น ก่อนปีใหม่ ประมาณสองสัปดาห์ ปลายเดือนธันวาคม ของทุกปี จะเป็นรายการดนตรี concert ของวง BSO ...Bangkok Symphone Orchestra .....ไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ต่อจากนั้นก็จะเป็น สมัยกาลดนตรีไทย วงดนตรีหลากหลาย การแสดง เช่น วงดนตรีของกรมประชาสัมพันธ์ ในบรรยากาศของวงสุนทราภรณ์ในอดีต วงบอยไทย.....วงโก้แซแมน..... วงดนตรีชนะเลิศเยาวชนของกทม......วงแจ๊สเทวัญ.....วงจากมหาวิทยาลัยมหิดล .....ตลอดจนวงดนตรีสมัครเล่น ของกลุ่มต่าง ๆ สลับกันแสดง ไปจบ จนถึงหลังเทศกาลสงกรานต์ 
                                                                                                                           
ทุกวันอาทิตย์ แดดร่ม ลมพริ้ว บรรยากาศ เทศกาลดนตรีในสวน สวนลุมพินี รื่นรมย์มาก มองดูทุกชีวิต ที่มารวมกัน อยู่บนลานหญ้า สวนปาล์ม หน้าศาลาแปดเหลี่ยม มีความสุข ที่ได้ดื่มด่ำกับเสียงบรรเลงเพลง ในช่วงของวง BSO จะได้ฟังเพลง ไลท์มิวสิค...คลาสสิค...เพลงพระราชนิพนธ์...เพลงจาก Chikovsky...เพลง Concerto ฯลฯ มีพิธีกร หนุ่มระดับด๊อกเตอร์ อภิชาติ อินทรวิศิษฐ์ มาอธิบายที่มาของเพลง และความหมายของเพลงที่นำเสนอ ทั้งเพลงไทย-สากล แถมด้วยคำถาม มีรางวัลเล็ก ๆ น้อย ๆ ทำให้ผู้ชม ผู้ฟัง มีส่วนร่วมสนุก ยกมือตอบคำถามกันพรึบ ทั้งสนาม  คนไทยและชาวต่างชาติ เพราะพิธีกร พูดสองภาษาในเวลาเดียวกัน บางวันจะเป็นนักร้องด้วย
 
ชาวต่างชาติ ที่พากันมาเป็นครอบครัว มากันหลายกลุ่ม มาแบบสบาย ๆ คงจะเป็นผู้ที่อาศัยในเมืองไทย ทำงาน เพราะลักษณะไม่ใช่ นักท่องเที่ยว เอาเสื่อมาปู มาสังสรร ปล่อยเด็กวิ่งเล่นกันเป็นที่สนุกสนาน เหมือนกับมาปิคนิค เป็นที่นัดพบกันโดยปริยาย บางกลุ่มก็อาจจะจิบไวน์ ฟังเพลง พอสัณฐานประมาณ ไม่เลยเถิด รวมถึงคนไทย บางกลุ่ม (เราด้วย) ข้อเท็จจริง มีกฏหมาย ห้ามจำหน่ายและดื่มสุรา ในสวนสาธารณะ (แต่ไม่ได้ระบุ ไวน์ กับเบียร์)  ช่วงระยะเวลา 2 ชั่วโมงเศษ ๆ ทุกคนจึงมีความสุขมาก ที่ได้ใช้เวลาตรงนี้ตักตวงคุณค่าของชีวิต ที่ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก

 นักร้องที่มาร่วมขับขานเสียงเพลง ก็ต้องถือว่า เป็นนักร้องระดับชาติ เช่น คุณเสาวนิตย์ นวพันธ์ (มีญาติผู้อาวุโส คุณสุขุม นวพันธ์ และครอบครัวมาคุมทุกครั้ง เพราะเป็นกรรมการของมูลนิธิ  วง BSO ด้วย ) คุณรัดเกล้า อมระนันทน์,คุณสุรุจ ปรีดารัตน์,คุณธีรนัย ณ หนองคาย,คุณศรันย์ คุ้งบรรพต รวมถึง ป๊อด เมอร์เดิร์นด๊อกซ์ และท่านอื่น ๆ อีกหลายท่าน สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันมา ทุกท่านมาร้องกับเครื่องดนตรี 60 - 70 ชีวิต เสียงเพลงจึงฟังดูมีมนต์ขลัง สะกดคนเพร่งดู เบรคอารมณ์อื่น ๆ สดุดหยุดกับเสียงเพลง มีหลายเพลง ที่ทั้งนักร้อง และผู้ควบคุมวง หันมาให้สัญญาณ คนฟังร่วมอารมณ์ด้วย ด้วยการเปล่งเสียง ประสานรับ

ทั้งหมดอยู่ภายใต้การอำนวยการเพลง โดย พลเรือตรี วีระพันธ์ วอกลาง, คุณนรอรรถ จันทร์กล่ำ และ คุณวานิช โปตะวนิช สลับหมุนเวียนกันมา.....แต่บางขณะ ก็จะทำให้อารมย์สะดุดได้เหมือนกัน เพราะจะมีผู้ที่มาร่วมกิจกรรมบางกลุ่ม ขณะเพลงกำลังบรรเลงอยู่ คุณท่าน เหล่านั้น จะนั่งคุยกันตลอดเวลา เหมือนไม่ได้เจอะเจอกันมานานแสนนาน ส่วนใหญ่จะเป็นพี่ไทยด้วยกันเอง ที่ออกจะน่ารำคาญยิ่งขึ้น ก็คือ ปล่อยให้เด็กวิ่งกันไปมา พลุกพล่านไปทั่ว บางทีก็โต ๆ กันแล้ว ลุกขึ้นเดินแบบตามใจตัวเอง คงนึกว่าเป็นสวนสาธารณะ จะทำอะไรก็ได้ ข้ามหัวข้าม เสื่อกันไปมา ไม่คิดจะรอให้เพลงจบแล้วจะทำอะไรกัน

เมื่อสองสามปี ที่ผ่านมา ขณะที่วงดนตรี BSO กำลังบรรเลง...สมเด็จพระพี่นาง ฯ ท่านเคยทรงมาประทับฟังเพลง ร่วมกับคนอื่น ๆ ที่นั่งฟังอยู่ ไม่มีพิธีอะไรในการต้อนรับ เราเองกับคุณน้อย ก็ยังนั่ง ห่างท่าน ไม่ถึง10 เมตร นับเป็นพระจริยวัตร ที่น่าชื่นชม ท่านมาเป็นการส่วนพระองค์ ในฐานะที่ท่านทรงเป็น องค์อุปถัมภ์ มูลนิธิ ฯ และสนับสนุนให้ทุน นักดนตรีเด็กไทย ได้ศึกษาเล่าเรียน ทั้งร้องทั้งเล่นดนตรี ในประเภทนี้  (เมื่อวานนี้พิธีกร ยังเชิญชวน ให้ยืนไว้อาลัย แด่ท่าน ก่อนที่จะเปิดการแสดง และอาทิตย์ต่อมา นักเรียน นักร้อง ที่รับทุนจากท่าน ก็ได้มาทำการแสดง เพื่อน้อมรำลึก นึกถึง พระมหากรุณาธิคุณของท่าน.

บางอาทิตย์ จะคึกคัก เพิ่มขึ้น เพราะมีนักร้องระดับ ลูกท่านหลานเธอ หรือ คนดัง ๆ มาเป็นแขกรับเชิญ หรือระดับไฮโซ รวมถึงมวลหมู่ญาติ ๆ ติดตามมาด้วย มาร่วมแจมเป็นสีสัน ทำให้ชาวบ้านได้พบหน้าค่าตา ก็จะเป็นกระแสฮือฮา ครึกครื้นพอสมควร สะกิดกันให้ดูกันถ้วนหน้า บางคนหรือหลายคนอาจไม่เคยได้สัมผัส และอาจไม่เคยรู้ว่า ...เออ บ้านเมืองเรา ก็มีบรรยากาศแบบนี้เหมือนกัน ใครที่รู้แล้ว แต่ยังไม่เคยไปสัมผัส ก็อยากให้ไปลองดู บาง เสี้ยว....ของชีวิต..... แล้วคุณจะรู้ว่า....เวลาที่คุณจะแสวงหาความสุข มีดนตรีในหัวใจ คุณสามารถทำตัวเอง รวมไปถึงคนข้างเคียง มีความสุขได้ โดยสลัดอะไรออกไปในชีวิต แม้เพียงแค่ชั่วครู่ยาม
                                                                                                                                     


แล้วทำตัวเองให้มีโปรแกรมในชีวิต ทุกวันอาทิตย์ ก่อนสิ้นปี ข้ามไปถึงปีใหม่ ไปชนเทศกาลสงกรานต์ เราจะพาตัวเองไป สวนลุมพินี ไปสัมผัสกับ เทศกาลดนตรีในสวน สมัยกาลดนตรี Music in the Park .....หลากหลาย ไม่เฉพาะวง BSO เท่านั้น ยังมีวงดนตรี อีกหลายประเภท ให้ดื่มด่ำ ตักตวงอรรถรสในการรับฟัง แถมบางโอกาสยังได้ร่วมทำบุญ กับมูลนิธิ ฯ ทางกายภาพต่าง ๆ ที่มาร่วมแสดงนิทรรศการ

สำหรับเรา โดยส่วนตัว ไปฟังมานานแล้ว ไปตั้งแต่ยุคแรก ๆ ดนตรีเล่นกันแบบยังไม่มีศาลา เหมือนทุกวันนี้ วันไหน พระพิรุณ แค่โปรยลงมา ก็วิ่งกันชุลมุล กันทั้งคนดู ทั้งนักดนตรี ที่ หลบฝนก็ต้อง วิ่งแจ้นหากัน ก็เป็นสวนสาธารณะ ไม่ใช่ฮอลล์ จะได้มีที่บังแดดบังฝน .....เมื่อก่อนหน้านี้หลายปีมาแล้ว ก็จะไปคนเดียวเป็นส่วนใหญ่ บางทีก็เอาลูกทั้งสองไปด้วย พอเขาโตขึ้น ไปไหนเองได้ ก็แยกย้ายกันต่างคนต่าง ไปตามใจตัวเอง ...
ผ่านไปดีกว่า เดี๋ยวก็ไปสะกิดต่อม...ตัวเอง เอาจนได้ วกเข้าไปหา...ถนัดนัก ....จนผ่ามมา 5 - 6 ปี มานี่ จะเป็นขาประจำ ไม่ค่อยจะพลาดสักอาทิตย์ เพราะเริ่ม รู้แล้วว่า วิธีที่จะสกด ใจตัวเองไม่ให้ อยู่กับอดีตอันน่าสพึงกลัว และมัวช้ำ คือ ต้องมีอะไรทำที่จะต้อง ใจจดจ่อ ทำ หรือ เฝ้ารอ ให้ถึงเวลาที่ต้องทำ จะช่วยลดสภาวะจิตใจมิให้ ชอกช้ำลงไปมาก .....สองถึงสามปีที่ผ่านมา เริ่มจะมีคูหู แต่ไม่ค่อย ฮา เพราะหลายแนวทาง ยังจูน อะไรเข้าหากันไม่ได้ ทำได้เพียง เออ ออ ไปตามสถานะการณ์ เพื่อไม่ให้ บัวช้ำ น้ำขุ่น ...แต่ก้ต้องทำใจนานหน่อยถึงจะปรับกระแสตัวเองให้เจือจางลงไปก่อนที่จะมีอะไร หุนหัน ร้อยแล่น ไม่ต้องถึงพันหรอก .....จึงกลายเป็นโปรแกรมประจำชีวิต เหมือนไปจตุจักร ไปแล้ว เพราะเมื่อถึงเวลา ดนตรีในสวน สมัยกาลดนตรี ก็ต่อเนื่องโปรแกรมได้เลย

ข้อเสนอแนะ สำหรับบางท่าน ที่คิดจะไปสัมผัส เทศกาลดนตรี ในสวน  ก่อนจะไปต้องเตรียมตัวให้พร้อม อย่าไปฟังดนตรีในสวน แก้กลุ้ม เดี๋ยวไปเจอเพลง คอนชาโต ต้องปีนบันใด หลายขั้น ขึ้นไปฟัง จะยิ่ง มึนบีบสมอง หนักเข้าไปอีก ต้องเป็นคนที่มีความรู้สึก ชอบฟังเพลง มีพื้นฐานรู้จักเพลง ในแนวนี้บ้าง  ถ้าเป็นช่วงเทศกาล สมัยกาลดนตรีไทย ไม่เป็นไร คนเก่า ๆ รุ่น อย่างเรา ๆ หรือ ถอยไป หลายสิบปี ก็ยังพอผ่านหูมาบ้าง ถึงไม่ฟังเอง ก็เคยได้ยิน พ่อแม่ เปิดฟังในรถ .... หาของขบเคี้ยว ขนม นมไม่ต้องนอกจากเอาเด็กไปด้วย เนยบางทีมันก็ผสมอยู่ในกับบางอย่างแล้ว ก็ไม่ต้องเอามาเช่นกัน ของง่าย ๆ เช่น ใส้กรอก หมูแผ่น มันทอด ประเภท เลย์ นี่แหละ หรือ อะไรก็ได้ ที่ตัวเองชอบ

...แฮ่ม. !...จะให้ดีจริง ๆ แช่เบียร์กระป๋อง ให้แข็ง ทั้งคืน ก่อนออกจากบ้านใส่กระเป๋า สะพาย เหมือนเราไปตลาดนัดจตุจักร ถึงเวลาไปสวนลุมพินี...  นั่งสักพัก ประมาณ ห้าโมงเย็น เปิดมา ยังเป็นวุ้น กำลังดื่มพอดี ประกอบกับหาของอื่นไปรองท้องด้วย บางวันก็เรื่องมาก เพราะมีกะตังค์ บางที แวะซื้อของในห้าง ทางผ่าน ก็จะมีของดูดี เป็น แพ็คกล่อง น่ากินเชียว ...แต่ราคาก็ต้องแล้วแต่ วิจารณญาณ คิดเอาเอง ว่าสมควรหรือไม่ ? เพราะคงไม่ใช่ เหนียวหมูปิ้ง หรือ ชิ้นปิ้ง ทำนองนั้น แต่ส่วนใหญ่ หลัง ๆ มานี่ คุณน้อยจะลงแรง ลงทุน ผัด ๆ อะไรไปเอง หรือมีผลไม้ ไปจิ้ม ๆ ทิ่ม ๆ ใส่ปาก มันจะเพลินดี กว่านั่งดู เปล่า ๆ เพราะถ้ามีของประกอบการฟังดนตรี ชมอะไรเพลิน ๆ ลองคิดดูที มันจะเพลิดเพลิน ขนาดไหน เพราะมันจะเข้าตำรา....ดนตรีไพเราะ ...อาหารดี ...บรรยากาศเยี่ยม 

แล้วจะเอาอะไรอีกในชีวิตนี้ ถ้าพร้อมถึงขนาดที่เล่ามานี่ บางทีดูแล้ว ทำอะไรได้อย่างคนอื่น ที่มีมากกว่าเรา ในทุกสถานะ หรือ ชีวิตความเป็นอยู่ดีกว่าเรา ไม่ได้ทำ ซีเรียสไปวัน ๆ ด้วยซ้ำไป ....จำไว้แต่เพียงว่า ....อยากทำอะไรที่ทำได้ ก็ทำ... ทำอะไรที่ชอบ ทำอะไรที่อยากทำ ทำแล้วไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น ทำได้ก็ทำไป ...อยากกินอะไร ถ้ามีปัญญา ก็หา ซื้อกินเอา รีบหากินเข้าไว้ ไม่ต้องรอให้ใครมา เคาะโลง แล้วพูดว่า.....


บ่อยครั้งเมื่อไปฟัง มาชม ดนตรีในสวน ได้เจอะเจอ คนใกล้ชิด แบบต่างคนต่างมาบ้าง อาทิ แป๋ม น้องสาวบ้านบางเขน  (น้องป๋อม ) และคิม สามี ก็มาฟัง....โอตี๋ และครอบครัว ( โอตี๋ เป็น ญาติ ลูกพี่ลูกน้อง ของคุณทองห่อ ....เจอเพื่อน ๆ KC . ที่เจอแล้วทักทาย คือ คนคอเดียวกัน ปีหนึ่งจะมาเจอกันที่สวนปาล์มแห่งนี้ ได้พูดคุยถามสารทุกข์สุขดิบ กันบ้าง ก็มีทั้งไทยและเทศ เพราะมีเพลงเป็นสื่อ.....ชนใดไม่มีดนตรีกาล เป็นคน....  ปิดฤดูกาลดนตรี แล้วก็ต่างคนต่างไป แล้วรอปีหน้าค่อยมาเจอกัน ถ้าใครไม่มาปีต่อไป คงหมายถึง.......

  

บันทึกเมื่อ......21 มกราคม 2551 เวลา.....13.45 น.                                                               
พิมพ์เสร็จ........24 ตุลาคม 2555

(ยังไม่จบ....มีต่อ.....6./1 )

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

add comments.