วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

3. กิน ดื่ม.....กลืนกาแฟ







 เล่าเรื่อง..... 
 กิน ดื่ม .....กลืนกาแฟ











วันนี้....วันเสาร์ เราก็ยังคงใช้ชีวิตตามปกติ อย่างที่เคยบันทึกบอกเอาไว้ วันอังคาร...พฤหัส...เสาร์ ที่ผ่านมา ปีสองปี มานี่ จะมานั่ง กิน ดื่ม กลืนกาแฟ นั่งเปิดเล่น internet ...วันอาทิตย์ ก็จะไปเดินออกกำลังกาย ดูอะไรเพลิน ๆ ที่ ตลาดนัดจตุจักร ช่วงสิ้นปี ถึงต้นปี ก็จะเลยไปต่อด้วย ดนตรีในสวน ที่สวนลุมพินี ซึ่งจะเล่าเรื่อง บันทึกในโอกาสต่อไป.... สบาย ๆ บอกแล้วว่า เล่าเรื่อง เรื่องเล่า เสี้ยว.....ของชีวิต หรือ บันทึก ที่ลิขิตอักษรไว้ จะไม่เหมือนใคร ไม่ใช่นักประพันธ์ หรือ นักเขียน แต่ก็จะมีความสามารถ พรสวรรค์ ที่จะเขียนอะไร ในเชิงสารคดี เชิงอรรถ ได้ทุกอรรถรส ใครได้อ่านก็จะมีความรู้สึก สนุก สลด เศร้าใจ และได้รับความรู้ไปด้วย บางทีอ่านแล้วยังกลับมาอ่านอีก ว่าเข้าไปนั่น  !

ความรู้สึกนึกคิด  วันนี้ มีอะไรกดดันในวิถีชีวิต ที่จะต้องแก้ไข พูดไปมันก็ จะกดดันยิ่งขึ้น เดี๋ยวเรื่องอื่น ๆ ที่หนักหนาก็จะตามมา  บางเรื่องก็จำต้องพาดพิงไปถึงลูก ชีวิตอยากจะอยู่อย่าง พอเพียง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ไม่เพียงพอที่จะดำรงชีพ ให้ผ่านพ้นไปเดือน ๆ จะหวังพึ่งพักพิง คนใกล้ชิด มันก็ดูเหมือนว่า เขาไม่อยู่ในสถานะ สภาพตรงนั้น บวกกับความละอายใจ จะบังเกิดกับตัวเอง 

เห็นหรือยัง...นี่แหละ คือ การบันทึกเขียนอะไรไปตามอารมณ์ ไม่มีปรุงแต่ง ไม่มีร่างอะไรไว้เพื่อเขียนขยายความ เหมือนบทความที่พบกันโดยทั่วไป ทุกตัวอักษร จะมาจากใจ มาจากสมอง ที่แสดงความจริงใจ.....บอกกับตัวเองไว้ว่า วันนี้ จะเขียน ล่าเรื่อง กิน ดื่ม กลืนกาแฟ  ก็ยังพาดไปหาเรื่อง กดดันในอารมณ์จนได้ นี่แค่น้ำจิ้มนะ เปลี่ยนเป็นอาหารหลักดีกว่า


จั่วหัวเรื่อง บอกเอาไว้ว่า กิน ดื่ม กลืนกาแฟ  อย่างที่บอกเอาไว้ วันนี้ เป็นวัน ที่ วิถีชีวิตในตอนนี้ ไปกินกาแฟ  เพราะเป็นวันเสาร์ เป็นเหมือนตารางชีวิตประจำวัน ไม่ได้ติดกาแฟ  หรือ ยึดติดอะไรหรอกนะ เพียงแต่อยากใช้ชีวิต ไปกับความเพลิดเพลินและเจริญใจ ตามอัตถภาพ บางวัน วันอื่น ๆ หงุดหงิด ติดจั่นชีวิตมาก ๆ บางวันก็ไป ถ้าตัวเองพร้อมที่จะมีรายการจ่าย หรือ มีคน มาจ่ายให้

สภาพโดยทั่วไป ร้านกาแฟ ในอดีต ต้องมีของโชว์แบบในรูป


สภาพร้านกาแฟ ในยุคนั้น ถ้าร้านดูดีหน่อย มีตู้โชว์ ของใช้ ของขายในสมัยนั้นโต๊ะ ม้านั่งพิง หรือ จะเป็นสัดส่วนแบบมีพนักพิง กั้นหลังชน แบบที่นั่งรถไฟ ชั้น 3   มีนสพ.จีน ซิงเสียนเยอะเป้า และนสพ.ไทย พิมพ์ไทย วางไว้ให้ ( แย่งกัน ) อ่าน เพราะมีฉบับเดียว ถ้าจะรอคิวอ่านทั้งฉบับ ก็ต้องสาย ๆ ถึงจะได้อ่าน จะมีคนท้องถิ่น มาจับกลุ่มคุย เรื่องการบ้าน การเมือง หรือ เหตุกาณ์ สด ๆ ร้อน ๆ ถามหา ลูกเต้า เหล่าของใคร จะรู้หมด ชี้ได้ บอกได้ ถามอะไร รู้ เหมือน อับดุลย์....ถามอะไร รู้ ...อับดุลย์ รู้ทุกสิ่ง จึงบังเกิดคำว่า สภากาแฟ 
ร้านกาแฟ  ถอยหลัง ย้อนกลับไป เมื่อ 30 - 40 ปี ที่ผ่านมา กับในยุค ปี 2000 ไม่เหมือนตอนที่เราโตมา ตั้งแต่สมัยเป็นหนุ่ม ๆ จาก ยุคซิคตี้ ในยุคนั้น ร้านกาแฟ ส่วนใหญ่จะเป็นร้าน ตามห้องแถว เรียกว่า ที่ไหนมีห้องแถว ก็จะเห็น ร้านกาแฟ ไม่มีอะไรเป็นจุดขาย ไม่ว่าพันธุ์กาแฟ ชื่อเมนู ภาชนะที่ใส่กาแฟ หรือ บรรยากาศในร้าน เพียงมีกลิ่นกาแฟโชย มาอ่อน ๆ ตอนชง ถ้วยใหม่แค่นั้น ร้านกาแฟ จะเป็นที่นัดพบ หรือ ไม่ต้องนัด ก็จะมานั่งสังสรรเจอกัน โดยเฉพาะตอนเช้า ยิ่งในชนบท ร้านขายกาแฟ เป็นศูนย์กลางของชุมชน รองมาจากวัด  บรรยากาศในร้านกาแฟ โดยทั่วไป จะมีโต๊ะหินอ่อน หรือ หินขัด บนโต๊ะ จะมีจานสังกะสี ใส่ปาท๋องโก๋

ถ้าร้านอยู่ในย่าน ผู้ดี คนมีสตางค์ ก็จะใส่จานกระเบื้อง จากเมืองจีน ส่วนใหญ่ไม่ใช้ เพราะ หล่น แตก...แพล๊ง ! มีโหลโดนัท (แบบโบราณคลุกน้ำตาลทราย เป็นแว่นกลม ๆ) หรือ ขนมโก๋ ถั่วทอด เครื่องปรุงไข่ลวก พริกไทย เกลือ ช๊อสแม๊คกี้  คนเข้ามาส่วนใหญ่ ก็จะสั่ง กาแฟ ไข่ลวก .....ปาท่องโก๋  กินไปกี่ตัว จะบอกตอนคิดเงิน ซื่อสัตย์ ไม่มีโกง.... 

บรรยากาศแบบนี้ เมื่อ 50 ปี ที่ผ่านมา นับว่าเป็น ร้านกาแฟ ชั้นเยี่ยม    
           
ไม่มีรส และชนิดกาแฟ ให้เลือกเหมือนในยุคนี้ มีเพียง กาแฟใส่นมร้อน หรือ เย็น, โอยั๊วะ, โอเลี้ยง, ชาดำเย็น, ชาใส่นม ร้อนเย็น,โอวัลติน และ โกโก้ ต้องกระป๋องเหลี่ยม ตรานางพยาบาล นอกจากนี้ ก็เป็น นมเย็นใส่น้ำหวานแดง บ๋วยเย็น หรือถ้าดัดจริตหน่อย ก็ชามะนาว  นอกจากนี้ก็มีน้ำอัดลม โคลา-เป๊ปซี่ คิกคาปู ขวดละบาทเดียว ฯลฯ บางร้านมี เบียร์ไทย ขาย ตอนที่เราโตมา เบียร์ขวดละ 8 บาท ต่อมาเป็น เบียร์สิงห์ ขวดละ 12 บาท ราคาเมื่อตอนเราเริ่มลองจิบ ๆ เป็นขวด.....หลายร้านกาแฟ ก็มียอดสุราของไทย "แม่โขง" ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ถ้าจะซื้อกลับบ้าน หรือ ถูกพ่อแม่ให้มาซื้อ กาแฟร้อน ก็จะใส่กระป๋องนม นั่นแหละ คล้องด้วยเชือกกล้วย หิ้วไปบ้าน จึงเป็นเหตุให้มีอาชีพ เก็บกระป๋องนม ไว้ขาย ใบละสิบสตางค์ ไม่มีถุงพาสติค หรือ ถ้วยกระดาษ ภาชนะสวยหรู เหมือนสมัยนี้ ถ้านอกจากนี้ก็ต้องนำภาชนะมาใส่เอง.....


เปปซี่ ขวดใหญ่ 1.25 บาท
สมัยที่เราเป็นวัยรุ่น เติบโตมาจากย่านวัดมหรร ศาลเจ้าพ่อเสือ ในยุคนั้น จะต้องรู้จัก  ร้านนายปั๊ง ร้านนี้ เป็นร้านกาแฟ ที่มีขนมปังสังขยา แถมดึก ๆ พวกขาประจำ ทั้งแท๊กซี่ และสามล้อ รวมทั้งแรงงานกลางคืน จะมาอุดหนุน กาแฟยกล้อ เล่าลือกันว่า หมายถึง กาแฟใส่ยาแก้ง่วง ตอนนั้นเรียก ยาม้า ดื่มกินแล้วจะคึก ตามชื่อ ไม่ต้องนอนมีแรงทำงานทั้งคืน ต่อมาโลกก้าวหน้าเจริญทางเทคโนโลยี ผู้ผลิตก็เจริญตาม เพิ่มศักยภาพ ความร้อนแรงตัวยาผสมแรงมากขึ้น ว่ากันว่า พัฒนามาเป็น  ยาบ้า..... 
*.....จะเป็นที่น่าสังเกตุว่า ในปัจจุบัน ร้านกาแฟ ไม่มีร้านไหน ขายน้ำอัดลม คงเป็นเพราะเป็นสินค้าควบคุม ตั้งราคาขายเหมือนกาแฟเองไม่ได้ แต่ก็น่าแปลกตรงที่สถานที่ท่องเที่ยว ขายกันตามราคาชอบใจ....*


 
ร้านกาแฟนายปั๊ง จะอยู่ละแวกบ้านที่พัก หัวมุม ถนนบุญศิริ  แยกถนนตะนาว หน้าวัดมหรรณพาราม จะเป็นที่นั่งเล่น สุมรวมตัวกัน ตอนนั้นค่าของเงินยังดูดี กาแฟ โอเลี้ยง ชาดำเย็น แก้วก้นจีบ แก้วละ 50 สตางค์เท่านั้น โคล่า ก็บาทเดียว  ในยุคนั้น ไม่มีใครตั้งวงเหล้า ที่ร้านกาแฟ เพียงแค่มาเดิน กึ๊บ หน้าเคาร์เตอร์ที่เก็บเงิน แล้วก็จากไป ถ้าจะกินเป็นล้อมวง ต้องไปร้านที่ขายเหล้า ขายอาหารกับแกล้มเฉพาะเป็นที่รู้กัน.....ข้าง ๆ ร้าน ก็จะมีร้านอาหารตามสั่ง มีถ่าวชิ้ว คอยปรุง ข้าวไข่เจียว อาหารหลัก จานละ 1.50 บาท อิ่มได้ทั้งวัน เพราะถือวิสาสะ ตักข้าวเติมเอง จนอิ่ม ราดหน้า ก็เพียง 2 บาท ราคาอาหารเมื่อ 50 ปี 

 ที่ผ่านมา ปัจจุบัน อาหาร ตามสั่ง เริ่มที่ ราคา 30 บาท......เจ้าของร้าน ถ่าวชิ้ว เป็นเพื่อนซี้ กับเพื่อนเราคนหนึ่ง หลัง ๆ ได้ข่าว ร่วมวีรกรรมแทงหวย จนผิดใจกัน แต่มาถึงขณะนี้ ถ่าวชิ้ว ได้จากไปแล้ว ( ขออภัยที่เอ่ยถึง ).....เย็นถึงดึก ไปค่อนคืน จะมี ก๋วยเตี๋ยวไก่คั่ว อร่อยมาก ต่อด้วย โจ๊ก ยามเช้า ใส่ไข่ด้วย 2 บาทเอง (อยากกลับไปย้อนยุคจริง ๆ)  หรือ ถ้าอยากปรุงแต่งรสจัดจ้าน ใกล้บ้าน ร้านน้ำแข็ง ยกเส็ง-ยกง้วน สองพี่น้องเพื่อนรัก (เพื่อนชัง) เพราะต่อยกันบ่อย ศิริโภชนา ตะเกียบล้างแค้น...เป็นที่พึ่งเช่นกัน เกาเหลาข้าวเปล่า  ก๋วยเตี๋ยว ชามละ 3 - 5 บาท จัดว่าเป็น ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว ราคาแพง  

*.....แต่ปัจจุบันร้านย้ายไปอยู่ตรงปากทางเข้าบ้านแป๊ะ โรงพิมพ์ ให้ลูกสาวดูแลแล้ว แต่ราคาตามยุค 2000... ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัว ชามละ 50-70 บาท.....*

ที่ร้านนายปั๋ง...นี่... มีวีรกรรม บวก วีรเวร กับพวกเรามาก ร้านนี้ก็เป็นส่วนของ สามแยก(พวก) ปากหมา....มี แป๊ะ เพื่อนรักเราเอง จะมาขลุกกันอยู่แถวนี้ยามบ่าย เพราะเหล่หญิง ...มาลี...แป๊ะ เป็นตัวหลัก คีย์บ้านใหญ่  พวกเรามีเวลามาก.....  (หนังสือหนังหาไม่ค่อยจะสนใจเรียน เหมือนคนอื่น ๆ เขา จัดอยู่ในประเภท จบ ม.6 แล้ว ตก 7-8 ซ้ำซาก พอเปลี่ยนมาเป็นมัธยมศึกษาตอนปลาย สอบสิงหา ครั้งสุดท้ายไม่ผ่าน  ก็วนกับอนาคต ) ..... วัน ๆ ยามเย็น ยามบ่าย จะคอยดักแซว สาว โดยเฉพาะ คุณทองห่อ ขากลับจาก โรงเรียนสตรีประเทืองวิทย์  พอเดินมาถึงระยะเป้าหมาย เจ้าแป๊ะ ก็จะเริ่มทำดนตรี ฮับ ทู ฮับ  จังหวะกลองทหารเดิน ตามเพลง จี ไอ บลูส์ ตัวเล็ก ๆ กระเป๋าใบใหญ่ ๆ (แบบคนคงแก่เรียน) ก็เดินปัดเหมือนกัน แซว ไป แซว เรื่อย ๆ จนมาเป็นเพื่อน เป็นหุ้นส่วนชีวิต และก็เป็น คู่ชีวิต จนมี ลูกออร์ ลูกออม นี่แหละ (จะเล่าเรื่อง..... ชีวิต ในตอนต่อไป)
มี ร้านกาแฟ ฝั่งตรงข้ามตอนสามแยกหน้าวัดมหรร อีกร้าน พวกเราเรียกกันว่า ร้านโกฉุ่ย  ตามชื่อลูกเจ้าของร้าน รุ่นราวคราวใกล้เคียงกัน แต่จัดเป็นรุ่นน้อง พูดจาโผงผาง เอะอะ ตามแบบฉบับลูกคนจีน ขี้คุย คุยโม้ เลยได้ฉายา โกฉุ่ย ....ต่อมาหลังจากเพลิงไหม้อีกครั้ง โกฉุ่ย เสียชีวิต ไปแบบ....มีเพื่อนรักเรา เข้าไปดูแลและจัดการงานให้....เดินเลยไปทางหน้าตลาด ศาลเจ้าพ่อเสือ ตรงสามแยกถนนมหรร มีอีกร้านที่พวกเราคุ้นเคยกันดี เวลามีเหตุระทึก เขย่าขวัญชีวิต เหตุจะเกิดร้านนี้ค่อนข้างประจำ เพราะทำเลดี วิ่งแทรกข้ามเข้าตลาดบ้าง เข้าซอยข้างวัด ไปทะลุออกได้หลายทาง...


ร้าน ป.ง้วน ร้านนี้ มีโรตี อร่อย คนขายเป็นแขกขาวชาวพม่า ที่มีญาติ เป็นหมอตา เปิดคลินิคข้างศาลเจ้าพ่อเสือ มีข้าวมันไก่ใหหลำ พร้อมเนื้ออบ ข้าง ๆ กันยังมีร้านก๋วยเตี๋ยวไก่ อร่อยเช่นกัน วันไหนแต่งตัวดี มีรสนิยม กางเกงเดฟ ผ้าการ์มดิน ซาติน หรือ ทรงเวสไซด์ นุ่งยีนส์แรงเลอร์ ลีย์ สวมรองเท้าเชคโกหนังชาร์มัว ก็จะมาโชว์ร้านนี้ ยิ่งใส่เสื้อแขนยาวสีขาว ตีเกล็ด เป็นทางด้านหน้า สวมกางเกงผ้าสักหลาด สีดำสนิท รุ่นนั้น ต้องมีใส่กันทุกคน ไม่มีไม่ได้ ต้องมี เพราะจะผลัดกันใส่ไม่ได้ ต้องใส่พร้อมกัน....โอว ! เท่ห์ จริง ๆ จะบอกให้รำลึก ถึงความหลัง....โก๋หลังวัง

ร้าน ป.ง้วน จะเป็นที่ชุมนุม ยามบ่าย ถึงเย็น ค่ำ จิ๊กโก๊ ยามบ่าย  ทุกรุ่นเพียบ แถมรุ่นเดอะอีกต่างหาก จนหาที่นั่งไม่ได้ มาช้าก็ต้องยืนเก้าอี้ดนตรี หรือ รุ่นเดอะมาก็ต้องลุกให้ มีตู้เพลง จูบ๊อก ให้หยอด เพลงละ 50 สตางค์ เสียงเพลงจากตู้เพลง เอลวิส, คลิฟ, บีทเติ้ล, ลิตเติ้ล ริชาร์ด ฯลฯ  เขย่าขา สั่นกันทั้งร้าน สาว ๆ อย่าว่าแต่มาจากที่อื่นเลย สาวละแวกนั้น ก็ไม่อยากเดินเฉียด ถือเป็นเขต.....สามแยก(พวก)ปากหมา
ละแวก แถวบ้านที่เติบโตกันมา ยังมีร้านกาแฟ ที่ชีวิตเข้าไปใกล้ขชิดอีกสองร้าน คือ ร้านกาแฟ ลูกชาย ชื่อ เก๋า หรือ... ขออภัยลืมชื่อ อยู่ติดกับร้านตัดเสื้อ เกรดเอ หรือ สตาร์ไวท์  ใคร ๆ ต้องรู้จัก ไอ้แก้ว ที่จริงเป็นรุ่นพี่ แต่เขาเรียกกันจนติดปาก เหมือนเป็น ฉายา เป็นที่ชุมนุมของพวกเรา เกือบทุกคน ใครมีอะไรฝากถึงกัน ก็จะต้องมาที่นี่ ร้านเกรดเอ ไปดูได้ พวกเราผลัดกันยืนพิงเสาไฟฟ้าคุยกันหน้าร้าน จนเอียง หรือ ไม่ก็เฝ้ารอดู ช่อง 8 เป็นตำนานของพวกเรา โดยเฉพาะ แป๊ะ จะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับลูกชาย และก่อตำนาน...โต๊ะบิลเลียดไฟฟ้า จะได้เล่า ในโอกาสต่อไป....อีกร้านหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่หน้าโรงเรียนพระนครวิทยาลั สถานที่ชุมชุมสารพัดรุ่น ของพวกเรา 


ไม่มีใครไม่เคยเข้ามา ถึงแม้จะไม่ได้เรียน ที่นี่ ก็ตาม โรงเรียนนี้ เป็นสถานที่สารพัด ชีวิตของพวกเรา ตั้งแต่เล่น น้ำฝน กีฬาบาส ปิงปอง วิบากกรรมดู ช่อง 8 รวมไปถึง สารพัดเกมส์ .....ร้านตี๋เกี๊ยะ  อันที่จริงเป็นชื่อลูกชายเจ้าของร้าน ร้านนี้มีทั้งกาแฟ ก๋วยเตี๋ยว ขนมน้ำแข็งใส และของชำอื่น ๆ จำหน่าย สมุดหนังสือ ดิน สอ ยางลบ อุปกรณ์ เครื่องช่วยนักเรียนเวลาลืมมาจากบ้าน ของใช้ในครัวเรือน ผงซักฟอก สบู่ น้ำปลา ถ่าน ไข่ ผงชูรส ฯลฯ รวมถึง นักเรียนมาฝากเสื้อผ้าเอาไว้เปลี่ยน เวลา โดดร่ม....


ตี๋เกี๊ยะ จะเป็นเพื่อนรุ่นน้องจะถูกพวกเราแกล้ง ยั่วแหย่ ทุกคน คงจะเป็นเพราะโดนมามาก ต่อมาหลังจากไฟไหม้ อีกครั้งในปี พ.ศ. 2510 ร้านถูกเพลิงกลืนไปด้วย หลายคนต้องแยกย้ายจากหลักแหล่ง ทราบข่าวภายหลังว่า.....ตี๋เกี๊ยะ ไปเป็น ขาใหญ่ แถวบางโพ บางซ่อน.
  ร้านกาแฟ  ที่กล่าวถึงข้างต้น ส่วนใหญ่พวกเราที่เติบโตกันมารู้จักดี ไม่มีใครที่ไม่เคยสัมผัส
ร้านมนต์นมสด..... ที่โด่งดังในปัจจุบัน ก็เป็นร้านขายกาแฟ จากรถเข็น ในยุคซิคตี้ ..... 

*..... ภายในร้านปัจจุบัน มีรูป ระบุ...since  1964.....   *

......เริ่มต้น ปักหลักขายตรงริมคลองหลอด ปากซอยตึกดิน ข้างโรงภาพยนตร์เฉลิมวันชาติ ต่อมาพัฒนาเป็นโรงภาพยนตร์ในเครือไฟท์สตาร์ คือ พาราไดซ์  เยื้อง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ถนนดินสอ ถัดจากร้านที่โก้หรู ในตอนนี้ มาเพียง ไม่ถึงร้อยเมตร  

ร้านมนต์นมสด  เริ่มจาก การขายกาแฟ โคฟี่  แผลงมาจาก โกปี้ (โอเลี้ยง สำเร็จใส่ขวด เทใส่น้ำแข็ง) นมสด ขนมปังสังขยา ตอนเป็นวัยรุ่น ไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่เดี๋ยวนี้ วัยรุ่น ไม่มีใครไม่รู้จัก รวมถึง ดารา มากหน้าหลายรูป ที่ติดข้างฝา 

*..... เราเองก็ยังเวาะไปกับคุณน้อย ออกจะบ่อย หลังจากไปกิน ผัดไทย ประตูผี..... * 

ร้านมนต์นมสด ราคานมสดร้อน ถ้วยละ 30 บาท กาแฟเย็น นมเย็น ชาเขียว ฯลฯ  ขยับเป็น ถ้วยละ 35 บาท ขนาดบรรจุประมาณ 350 cc แก้วใหญ่กว่ากระป๋องน้ำอัดลมแคนนิดหน่อย ใส่ขวด 500 cc ประมาณครึ่งลิตร ขวดละ 50 บาท ถือว่า ไม่ธรรมดาแล้ว นอกจากนี้ยังมีขนมปัง หน้าต่าง ๆ ขาย แผ่นละ 20 บาท จะซื้อกลับบ้านก็มีให้เลือกหลากหลายขนมปัง เดี๋ยวนี้มีสาขา ไปถึงเชียงใหม่ มาบุญครอง และที่  * ถนนอิสรภาพ ฝั่งธนบุรี

 มีร้านกาแฟ อีกประเภท หนึ่ง ที่เป็นขวัญใจ ของชาวคลอง และผู้อยู่ริมแม่น้ำ ทุกสายธารา จะต้องรอคอย เมื่อถึงเวลา เรือกาแฟ จะมีสัญญลักษณ์ เสียง ปู๊น..ปู๊น....เป็นที่รู้กัน ทุกบ้านริมคลอง จะต้องออกมาที่ริมตลิ่ง เพื่อให้รู้ว่า ต้องแวะท่าน้ำ บ้านนี้ สมัยเมื่อตอนเรากำลังห้าว กับเพื่อน ๆ ตอนที่พากันไปเล่นว่าย น้ำ ที่ในธรรมศาสตร์ หรือท่าพระอาทิตย์ จะต้องกิน น้ำแข็งใส่นมชงพร้อมน้ำแดง และขนมไข่อีกก้อน อร่อยมาก...ทุกคลองจะมีเรือเร่ ขายกาแฟ และเป็นที่นัดพบ ของคน ตามท่าน้ำวัดต่าง ๆ




                   
โปรดติดตาม ตอนต่อไป.
ขอบคุณ........ที่ติดตาม

2 ความคิดเห็น:

  1. เริ่ม เล่าเรื่องเรื่องเล่า....กิน ดื่ม กลืนกาแฟ
    ประเดิมเรื่องแรก

    ตอบลบ
  2. หาข้อมูลพาลูกๆเที่ยวกทม.แบบเดิมๆ ไม่เอาแบบนักท่องเที่ยว อยากให้ลูกๆได้เห็นของเก่าในอดีตที่พ่อเคยเที่ยวมาก่อน

    ตอบลบ

add comments.