วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

2. มุ่ง สู่ 60 '









 เสี้ยว.....ของชีวิต   มุ่งสู่  60 '










และแล้ว ก็มาถึงวันนี้....วันที่ บาง เสี้ยว.....ของชีวิตมาถึงอีกวาระหนึ่ง...วันขึ้นปีใหม่ ๒๕๕๑.... 1 มกราคม 2551  .ถือเป็นวันเริ่มต้น นับถอยหลังสำหรับเรา มุ่งสู่ 60 ' ครบ 5 รอบ ของชีวิตตัวเอง ใจหายไหม ? .....ไม่หรอกนะ เฉย ๆ เพราะเมื่ออยู่รอด จนมาถึงวันนี้ ก็ต้องถือว่า กำไรชีวิต เพียงแต่ตั้งใจ คิดดี ทำดี พูดดี พร้อมเขียน บันทึกการเดินทาง บาง.....เสี้ยว.....ของชีวิต """""เล่าเรื่อง เรื่องเล่า จาก .....ประสบการณ์ของชีวิต อารมณ์ ความรู้สึก นึกคิด ความจริงที่เจอะเจอ"""" เพื่อพร้อมย่างเข้าสู่ อายุ 60 ปี  ปีชวด พ.ศ. ๒๕๕๑.....ย้อนรอยอดีต ไปถึง พ.ศ. ๒๔๙๑  กลับมา มุ่งสู่ ปี พ.ศ. ๒๕ .. .. 

 ( อย่าลืมช่วยเติม เลข ในช่องว่าง ให้สมบูรณ์ด้วย เมื่อถึงเวลานั้น.)




วันนี้ วันดี วันขึ้นปีใหม่ ท้องฟ้าแจ่มใส พาใจเบิกบาน  เหมือนเพลง จริง ๆ แบบนี้เขาเรียกว่า อารมณ์แจ่มใสไปด้วย นอนหลับสบาย ไม่ได้มีงานสังสรรปีใหม่กับใคร มาหลาย นับสิบปีแล้ว นอนหลับสบายรับปีใหม่ ส่ง sms ฝากข้อความไปถึงคนใกล้ชิด เหมือนเคย  ถือเป็นธรรมเนียมส่วนตัว ที่ เมื่อถึงวาระ วันสำคัญ ที่มีความหมายในชีวิต จะมีคำอวยพร บ้าง คติ ให้น้อมรำลึกนึกถึง อย่างน้อยคนที่ได้รับ ก็รับทราบว่า ยังมีชีวิตอยู่.....ปีเก่าผ่านไป ที่จริงถ้าจะนับแบบไทย ๆ ยังเป็นปีกุน ปีหมูอยู่ ยังไม่ถึงปีชวด จนกว่าจะถึงสงกรานต์ ถึงจะนับเป็นปีใหม่ของคนไทยโบราณ เหมือนคนจีน ที่นับปีใหม่ในวัน ตรุษจีน คนทางทวีปยุโรป ก็นับวันคริสมาส เป็นวันเริ่มปีใหม่ แต่เกรงว่าจะไม่ทันสมัยจะไม่ศิวิไลซ์ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๘๔ เป็นต้นมา ประเทศไทย ยึดถือเอาวันที่ 1 มกราคม ของทุกปี  เป็น วันขึ้นปีใหม่  ตามหลักสากล

ผ่านมาแล้ว ก็ ผ่านไป ทำใจ ก็เหมือนหลาย ๆ ปี ที่ผ่านมา ผ่านความกดดันมามาก เพราะเป็น ปีวิกฤติของชีวิต ต้องฟันฝ่ามรสุม ที่ประดังเข้ามารุมเร้าชีวิต ต้องถึงเวลา ตัดสินใจอะไรหลาย ๆ เรื่อง ถือเป็นปี ต้องสูญเสีย สิ่งสุดท้ายในชีวิต ที่สร้างมา มันเป็นความเศร้าอย่างมหรร ถึงอย่างไร ที่ทำได้ ก็คือ ทำใจ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด..... " What ever 'll be ,will be " .....เหมือนแพแตก แหลกสลาย ละลายไปต่อหน้า ต้องแตกแยกระส่ำระสาย ชีวิตครอบครัว ที่อยู่ไม่ครบ พร้อมหน้าอยู่แล้ว จำต้องแบ่งแยก ไปผจญข้างหน้า ซบหมอน กับฝ่ามือ หยดน้ำตา หยาดริน ผ่านลมหายใจที่ ระทวย ระทม ระบม ทนทุกข์  


บัดนี้เราเจอเข้าบ้าง บาง เสี้ยว.....ของชีวิต  รู้แล้วว่ามันเจ็บปวดเพียงไหน  ต้องอดทน กัดลิ้น ซ่อนความเจ็บปวด กลืนเลือดกับเข้าร่าง ทำใจ ทำทุกอย่างไม่ให้ตัวเองต้อง สติแตก ฟุ้งซ่าน ควบคุมอารมณ์ จิตใจเกือบสุดยั้ง ดีที่ชีวิต ยังมี   * คุณน้อย * คอยอยู่ใกล้ ไม่ถอดใจทอดทิ้ง ดูแลให้ได้ในระดับหนึ่ง ในระดับที่ไม่มีใครจะทำให้ได้ ในสภาวะที่ ต้องเจอะเจออะไรต่อมิอะไรแบบซ้ำซาก .....มันผ่านจุดนั้นมาแล้ว ช่างเถอะเหมือนเคย ไม่อยากจะกลับไปคิด แต่มันก็ยังผุดเป็นไฟในร่าง ที่พร้อมที่จะประทุ เมื่อมีอะไรโถมกลับเข้ามาในชีวิตอีก ไอ้ที่เจอมามาก ก็เจอมาแล้ว เพียงแต่มันจะมีของแถม เจออะไรในชีวิตขึ้นมาอีก เพราะลมหายใจยังมีอยู่  

 ดีที่ ก่อนจะหมดปี  ที่ผ่านมา มีเรื่องให้ชีวิตได้ปลาบปลื้มบ้าง ชื่่นใจ ลูกออร์  หรือ น้องออร์  ...สายทิพย์ ของพ่อโอ๊ค จบการศึกษาจาก มหาวิทยาลัยรังสิต หลังจากที่ต้องร่วมชะตากรรมชีวิตจากพ่อ รู้นะว่าลูกลำบาก ต้องตรากตรำอดหลับอดนอน หอบกระเป๋าใส่ของไปขายตามห้าง ตามตลาดนัด ลูกต้องกัดฟัน ลูกต้องทนกล้ำกลืนฝืนต่อสู้ชีวิต แต่ ลูกออร์ ก็ทำอะไรให้ตัวเองประสบความสำเร็จได้ ต้องชื่นชม ยกย่องในความเกร่งของลูก สมกับที่เป็นลูกของ คุณทองห่อ.....

 คุณย่า-แม่ยุพัฒน์ ชื่นชมมากที่ ลูกออร์ เรียนจบ ความดีของลูกมีต่อคุณย่า บ่อยครั้งที่ลูกฝากตังค์ให้คุณย่า ถึงจะไม่ให้พ่อ แต่ก็บอกลูกเสมอว่า ถ้ามีตังค์ แบ่งให้คุณย่า แทนพ่อบ้าง แล้วลูกก็ทำตามที่บอกอยู่เสมอ ถึงแม้จะครั้งละไม่กี่ร้อยบาท ถ้าเป็นเทศกาลก็ให้ถึง 500 บาท คุณย่า ปลาบปลื้มมาก ต่อไปก็อยู่ที่อนาคต ความนึกคิดของลูก ล่ะ จะเลือกทางเดินไปทางใดหวังใจว่าคงจะไม่มีอะไรต้องกดดันต่อกัน ทำได้เพียง ภาวนาขอให้มั่นคง ยั่งยืนในการดำรงชีวิต  รู้เห็นบทเรียนอะไรมามาก น่าจะเป็นอุทาหรณ์ เพื่อต่อสู้ชีวิตต่อไป


ผ่านมาแล้วก็ต้องผ่านไป  หลายเสี้ยว หรือ บาง เสี้ยว...ของชีวิต  ขณะนี้ชีวิตกำลังจะเริ่มต้นเข้าสู่วงจรวิถีชีวิต มุ่งสู่ 60 ปี ผ่านมาได้จริง ๆ ทั้งที่ตัวเองต้องเผชิญ วิบากกรรมมามาก ล้มป่วยเจียนจะต้องจากไปหลายครั้ง หลายวาระกรรม ทั้งผ่าตัด ทั้งรักษาตัวกินยา เป็นกำ ๆ รักษาเป็นเวลาหลายเดือน กว่าจะลุกขึ้นมายืน เดินขึ้นสพานลอยได้อย่างเก่า หมดเกือบทุกสิ่งที่มีอยู่ .....ราวปลายปี 2536 ต่อเนื่องข้ามไปสิ้นปี 2537  ล้มป่วยหนักมาก หนักหนาสาหัสขนาดที่ ใครเห็นก็นึกว่า ไม่รอดแน่ ผอม น้ำหนักตัวลดลงอย่างน่าสมเพช เหลือเพียงแค่ 40 กิโลกรัม เศษ ๆ ทั้งขั้วปอดอักเสป จะกลายเป็นมะเร็ง รามไปถึงวัณโรค เส้นเลือดหัวใจตีบตัน ฯลฯ เหมือนกับว่า ถึงวาระ ชีวิตเอาคืน  หลายคนในหมู่พี่น้อง เฝ้าเวียนมา น้องทั้ง อ้อย..... อ้าว จะมารับเมื่อถึงคราวต้องไปโรงพยาบาล แม่ยุพัฒน์ ต้องเทียวมาดูแลหลาน.....

 เฝ้ามองแอบมองลูกทั้งสองด้วยใจรันทด หยาดน้ำใสออกจากตารินอาบแก้ม ประดุจน้ำไหลรินจากธารน้ำตก วันแล้ววันเล่า ทุกนาที ที่อยากหลับตา.....ท้อแท้ สิ้นหวัง นึกถึงคำพูดของ คุณทองห่อ ที่กล่าวก่อนที่จะไม่ได้พูดกัน  " ไม่แน่ใจว่าคุณจะเลี้ยงลูกได้  " .....รวบรวมพลังที่เหลือ เพียงลมหายใจรวยริน เพื่อให้ชีวิตกลับรอดมาดูแลลูกให้ได้....ต้องขอ ขอบคุณ น้าแอ๋ว....วิยะดา พูลสวัสดิ์  ภรรยา อาจารย์สมภพ เพื่อน ก๊วนซอย 6 ที่ช่วยดูแลเป็นธุระให้ระหว่างรักษาตัว ที่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ.....มันเหมือนเคราะห์กระหน่ำ ในขณะที่นอนป่วยอยู่นั้น บ้านถูกงัด ทรัพย์สินสูญไปกับมือโจร คงไม่ต้องบอกว่าอะไรบ้าง แจ้งความเป็นบัญชีหางว่าวก็แล้วกัน พอหายจากครั้งนี้พอยืนตรงได้อันอาจจะเป็นผลข้างเคียง มาจากการการกินยามาหลายขนาน ต่อเนื่องมาเป็นปี

กลางปี 2539  ต้องล้มป่วยสาหัสอีกวาระหนึ่ง อาเจียนออกมาเป็นเลือด ต้องส่องกล้อง กลืนกล้องลงกระเพาะ ผลรอบกระเพาะเป็นจ้ำ ๆ คราวนี้ต้องพึ่งโรงพยาบาลราชวิถี เพราะ อ้วน ....ภรรยา ปัญญา อ่อนน้อม เพื่อนในก๊วนซอย 6   หมู่บ้านมหาลาภ หน้าโรงพยาบาลสยาม ซึ่งทำงานในแผนกนี้ ช่วยเป็นธุระจัดการดูแลการรักษา ต้องเทียวรักษาตัวเองอีกนานหลายเดือน..... อาการป่วยครั้งนี้ ด้วยเหตุผลส่วนตัว ประกอบกับความรู้สึก กดดันชีวิต ทำให้ต้องผิดใจ กับ พี่อี๊ด พี่สาวคนเดียวที่สนิทใกล้ชิดกันมาก....พร้อมกับสัญญาณ ให้รู้ว่า ชีวิตจะต้อง ผจญ กับการ สิ้นไร้ ในไม่กี่ วัน ที่คืบคลาน เข้ามา เมื่อ.....


ต่อมากลางปี 2541 เจอ อีกดอก คราวนี้ปวดท้องรุนแรงมาก รอดตายมาได้อีกครั้ง ทรมาน รุนแรงเสมือนคนที่ทนพิษบาดแผลไม่ไหว นั่งตัวงอทั้งคืน ขาเหยียดระหว่างเตียงกับกำแพงด้วยความเจ็บปวดท้อง โทร.บอกคุณน้อย ให้แวะซื้อยาแก้ปวดท้อง มาให้ก่อนไปทำงาน ปรากฏว่า เช้ามืด ร้านยายังไม่เปิด คุณน้อย  แวะมา เพียงเพื่อจะเอาปาท๋องโก๋กับน้ำเต้าหูมาให้ โถ แม่คุณ ! .....มาเห็นกับตา ไม่ได้การ พาไปคลินิค..... คลินิคไม่รับ ให้รีบส่งต่อโรงพยาบาลราชวิถี เพราะไส้ติ่งอักเสป ท้องโตมาก นอนทรมานให้หมอเทียวมาเคาะท้องอยู่ทั้งวัน จนอยากจะ.... สองทุ่มถึงได้ผ่าตัด แผลอักเสป ต้องนอนต่ออีกนับสิบวัน สนุกจริง ๆ ชีวิต นี่ไม่นับเจ็บป่วย อื่น ๆ .....ต่อไปจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก ซึ่งก็ต้องมีแน่ ๆ รอเป็นก้อนเมฆทมึน แผ่ซ่าน เพื่อมาครอบคลุมชีวิต คงทำได้เพียงแค่ประคองให้ชีวิตผ่านอะไรไปให้มีลมหายใจให้ได้ตลอด....

ชีวิต นั้น ผ่าน เจอะเจอ อะไรมามาก ในช่วงของปี 2545 ก็ต้องเจอะเจอ วิบากกรรมของชีวิต ไม่มีใครอยากจะเชื่อ ว่าเป็นเช่นนั้น ถือเสียว่า เป็นกรรม เป็นกงเกวียน ของชีวิตที่ล้อพาหมุนไป อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด แต่บางเรื่อง เราก็ประมาท ไม่คาดคิด ว่าจะต้องลงเอย ด้วย...บางครั้ง หน้ามืด อาจมองเห็น กงจักร เป็นดอกบัว หรือเป็นอะไร ที่ชั่ววูปกระทำลงไป ไม่ใช่ประมาท หรือจงใจ เพียงแต่ ติดเข้าไปในมุมอับของชีวิต หลงระเริงกับสิ่งมัวเมา ไปเพียง แลกกับความต้องการ ที่ไม่มีอะไรคุ้มค่า กับชีวิต ที่ต้อง.....ขอบคุณ คุณน้อย และลูกออร์ ที่เพียรดูแล เอาใจใส่ เมื่อยามที่ ท้อแท้..แทบหมดอาลัย ในชีวิต ที่ต้อง......โชคดี ที่มีคุณ และลูกออร์ ยืนเคียงข้าง เมื่อชีวิต วิกฤติ ที่ผ่านมา

* วันเวลาผ่านไป.....อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด(อีก) เมื่อปีที่ผ่านมา ปลายเดือนสิงหาคม 2554 ต้องถูกสภาวะกดดันอะไรในชีวิต ทั้งเรื่องส่วนตัวเรื่องครอบครัว รวมถึงคนใกล้ชิด มีอะไรบีบคั้น สะสมมาเป็นเวลานาน ผ่านวันคืน อันบอบช้ำ ที่ต้องถูกกระหน่ำด้วยหนามชีวิต ที่แหลมคมทิ่มแทง จากผลกรรมของชีวิต ที่คิดผิด คิดต่าง กับการบริหารชีวิต ที่ผิดพลาดกับเพื่อนร่วมธุรกิจ และแม้กระทั่งคนที่เป็นญาติเป็นพี่เป็นน้องถึงจะต่างสกุลกันก็ตาม จนถึงวันนี้ไม่เคยเอื้ออาทรณ์ ดูดำดูดี ว่าจะเป็นเช่นไร ? นี่แหละเขาถึงบอกว่า ค้ำประกันคน ค้ำคอตัวเองยังจะดีกว่า......ระดมความทุกข์ วันหนึ่งก็ถึงจุด จุกเสียด แน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก พยายามกระเสือกกระสนพึ่งตัวเอง ...คอย ๆ เดินไปขึ้นรถ ก็ไกลโขอยู่ สำหรับคนไม่ค่อยจะเดินไปไหน....จากที่พัก ทะลุอมรพันธ์ 9  ขึ้นรถที่ถนนเสนา เพื่อจะไปให้ถึงคลินิค ฯ บัตรทองรักษาทุกโรค เพราะคงเป็นที่พึ่งยามสภาวะเช่นนี้...นั่งรถไปพร้อมกับความเป็นห่วงของสองแม่ลูก พี่โอ-คุณน้อย...มันเกินกว่าที่จะรอพึ่ง ด้วยความบอบช้ำของจิตใจ คิดต่าง คิดน้อยใจในโชคชะตา ความเป็นครอบครัวไม่มีในการดำเนินชีวิต คิดถึงลูกตัวเอง...ไปตายเอาที่ ที่คนไม่เดือดร้อน อย่างน้อยก็มีมูลนิธิ ฯ ที่ทำงานสังคมช่วยเหลืออยู่ ...


สองแม่-ลูก ...พี่โอออกคำสั่ง ให้ลงมาจากรถเมล์ จะนั่งแท๊กซี่ตามมา....ยามนี้ หน้าจะมืด ทุกอย่างเริ่มมืด ตามัว แต่จิตใจยังทนอะไรได้...เดินลงรถที่หน้าโรงแรมมารวย ปากทางเข้าบ้านบางเขนนั่นแหละ...สองแม่ลูก พี่โอลงมาประคองขึ้นรถ พาไปโรงพยาบาลเมโย ที่ใกล้ที่สุด ซึ่งไม่ใช่ความต้องการของตัวเองเลย....ถูกนำส่งเข้า icu ใช้เครื่องช่วยหายใจ มีหมอเด๋อ ญาติคุณทองห่อ มาดูอาการ เอาใจใส่ในระดับหนึ่ง  หมอแนะนำให้ ทำการเดินสายพาน เพื่อตรวจเช็คอาการให้แน่ใจ ปรากฎว่าต้องไปทำการฉีดสี เพื่อให้แน่ชัด แต่ค่าใช้จ่ายสูงพอประมาณเกินกำลังตัวเอง เฉพาะที่เมโย ก็สองหมื่นกว่าเข้าไปแล้ว เพียงแค่สองวัน ลูกทั้งสองก็เพียงช่วยได้ ในระดับที่ต้องทำใจ.....

มาทำการรักษา บัตรทอง 30 บาท คลินิคปฐมภูมิ คาเมราตา ดูรายงานแพทย์ แล้วส่งตัวไปรักษาอาการที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ ถนนแจ้งวัฒนะ เยื้องศูนย์ราชการ..... เป็นอีกครั้งในชีวิต ที่ต้องผจญชะตากรรมกับภัยคุกคามการหายใจ....ที่นี่ได้รับการเอาใจใส่บริการเป็นอย่างดี ไม่มีผลกระทบตามที่ลือกัน จะลำบากก็ตรงที่ ระบบต้องเทียวไปเทียวมากับคลินิ...เข้าพักรักษาตัวที่รพ. สองคืน ด้วยการฉีดสี เข้าเส้นเลือด ผล ทั้งสองแม่ลูกได้รับคำอธิบายจากคุณหมอ ...ยังไม่ต้องผ่าตัด หรือ ทำบอลลูนขยายหลอดเลือด เพียงแค่กินยาขยายหลอดเลือด และยาลดความดัน ฯลฯ จากวันนั้นถึงวันนี้ กินยาลดปริมาณลงไปเหลือแค่ สองเม็ด ....ผ่านวิกฤติ จากโรคภัยมาอีกครั้งหนึ่ง....*.
                        
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นับแค่ 30 - 40 ปี หรือ อาจจะถึงครึ่งร้อยปี ชีวิตผจญอะไรมามาก บางขณะยากจะกล่าวถึง ย้อนรอยอดีต อยากเลือกสิ่งที่ดีที่ชีวิตประสบ เป็นไปไม่ได้ นอกจากจะสะสมอารมณ์ ความนึกคิด แล้วมาบันทึกชีวิต ที่เขียนอยู่ในขณะนี้ ช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมานี่ พยายามทำตัวเองให้หลุดพ้น ...วันอังคาร...พฤหัส...เสาร์ ถ้าไม่มีอะไรต้องทำ ก็จะไปเปิด net  อาศัยเล่นคอมพิวเตอร์ พร้อมด้วย notebook ที่เป็นเหมือน เพื่อนคู่ชีพไปแล้ว ที่ร้านกาแฟ Star Coffee ตรงมุมโลตัส แยกบ่อปลา วังหิน... มีคุณน้อย ไปนั่งอ่านหนังสือ พักผ่อนด้วย....ในบางโอกาส

* ( ปัจจุบัน ไม่ได้ไป มานานเป็นปี เพราะบ่นเรื่องเก้าอี้โซฟา นั่งไม่สบายเบาะแข็ง ทางร้านไม่ลงทุน อีกประการ หนังสือนิตยสารต่าง ๆ ก็ไม่รับมาให้ลูกค้าอ่านแล้  ) *
                    
วันอาทิตย์ ก็จะไปเดินเล่น ที่ตลาดนัดจตุจักร เหมือนเช่นที่ทำมานาน เมื่อหลายปีก่อน บางที ก็ไปเดินพร้อมลูกทั้งสอง แต่....เดี๋ยวนี้ ?..... เดินให้เหงื่อออก ออกกำลังกาย บางที คุณน้อย ก็ตามไป นั่งกินกาแฟ แบ๊คแคนย่อน ที่ j j มอลล์ หรือ เวาะไปนั่งคุย ที่ร้านเดี่ยว jazz เพื่อนรุ่นน้อง ที่มีกิจการขายของชำร่วย และซีดี นั่งฟังเพลง คุยกัน แล้วเจ้าของร้าน ก็จะปลีกตัวไปเอากาแฟมาให้ดื่มบ่อยครั้ง .....บางอาทิตย์ มีสตางค์ ( ส่วนใหญ่ คุณน้อย จะเป็นคนมี ) ข้ามไป อตก. หรือ ที่อื่น ๆ หาอะไรทาน ตามสมควรแก่อัตถภาพชีวิต ถึงที่พัก ก่อนแยกย้ายกันไปต่างคนต่างแยกเข้าห้องนอน ไปนอน 

 ถ้าตรงกับช่วงปลายปี ถึงต้นปีใหม่ ประมาณ เดือนธันวาคม ข้ามปี ไป เดือนเมษายน ก็จะไปฟัง ดนตรีในสวน ที่สวนลุมพินี ซึ่งโดยส่วนตัว เป็นแฟนมาตั้งแต่เริ่มต้น ยุค คุณกฤษฏา อรุณวงศ์ ฯ เป็นผู้ว่า กทม. ... จะเล่าเรื่อง ดนตรีในสวน ในโอกาสต่อไป.   * ( โปรด อดใจ รออ่าน บาง เสี้ยว.....ของชีวิต )

                                     

ถามว่า 60 ' แล้วได้อะไร ? ...แหม ! ตั้งคำถามอย่างกับอยู่อเมริกา จะได้ตอบเป็นข้อ ๆ เพราะที่โน่น มีอะไรให้เพียบ.....คำตอบแบบส่วนตัวก็ คือ ได้กำไรชีวิต ได้อยู่รอดมาถึงวันนี้ ที่หลายล้านคนอยู่มาได้ไม่ถึง ได้ผ่านอะไรมามากมาย ตามที่ได้ อรัมภบท เอาไว้ ถ้าตอบแบบมีภูมิ ก็ต้องตอบว่า...ได้รัฐสวัสดิการ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๕๐ .....รัฐธรรมนูญฉบับ คมช.หรือ สนช. ในแวดวงการเมือง หรือ ฝ่ายไม่ชอบจะบอกว่า ฉบับหน้าแหลมฟันดำ ไม่รู้เหมือนกันว่าหมายถึงใคร เพราะรู้จักคนไม่มาก
 มาตรา ๕๓ บัญญัติ ไว้ว่า....." บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ และไม่มีรายได้เพียงพอ
                                               แก่การยังชีพ มีสิทธิได้รับสวัสดิการ สิ่งอำนวยความสะดวก
                                               อันเป็นสาธารณะ อย่างสมศักดิ์ศรี    และความช่วยเหลือที่
                                              เหมาะสมจากรัฐ " 
                   
บทบัญญัติ  มาตรานี้ รัฐ ถือเป็นรัฐสวัสดิการในเบื้องต้น เช่น สถานที่ราชการหลายแห่ง ผู้สูงวัย หรือ สว. ไม่ต้องเข้าคิว จะมีช่องให้ยื่นเอกสาร หรือ ทำอะไรโดยเฉพาะ ไม่ต้องไปยืนขาแข็งรอคิว ...โรงภาพยนตร์บางโรง ลดราคาค่าชมครึ่งราคา รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยว อุทยานต่าง ๆ หรือ สถานที่เข้าชมที่ต้องเสียบัตรค่าเข้าชม บางแห่งไม่ต้องเสียเงินเข้าชม เช่น นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน และสยามมิวเซียม ข้างวัดโพธิ์ ฯ ที่กระะทรวงพาณิชย์เดิม....


ประกอบกับ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ ปี พ.ศ.2546 ได้บัญญัติ ให้รถของ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ และรถที่ร่วมประกอบการกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ.ลดราคาค่าโดยสารครึ่งหนึ่งแก่ประชาชน อายุ 60 ปี ขึ้นไป โดยแสดงบัตรประชาชน เมื่อชำระค่าโดยสาร..รวมถึง รถไฟ, รถบขส. ครึ่งราคา แต่รถแอร์ลดค่าโดยสารครึ่งหนึ่ง ไม่รวมค่าธรรมเนียม ( อะไรก็ไม่รู้ ) รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT. ลดให้ตั้งแต่เริ่มดำเนินการ  แต่ BTS ไม่ยอมลด ลดให้เฉพาะวันสำคัญ เช่น วันแม่ พาแม่ขึ้นฟรี ฯลฯ

  * รถไฟฟ้า  BTS. ก็รถราคาให้ เพิ่งจะเริ่มเมื่อ 1 สิงหาคม 2555 นี้เอง โดยลดแบบมีเงื่อนไข ตั้งแต่เวลา 9.00 - 16.00 น. และ  21.00 - 24.00 น. เรียกว่า มีเวลาแก่ ..หมดเวลาแก่ แล้วไม่ลดให้ ตอนแรก ๆ ที่ลดราคาใหม่ ๆ รถเมล์ ก็มีเวลาแก่เหมือนกัน ....นับตั้งแต่ วันที่ 1 มิถุนายน 2556 เป็นต้นมา ลดครึ่งราคาค่าโดยสร ตลอดเวลา แล้ว แต่ต้องลงทุน 200 บาท เพื่อซื้อการ์ด เป็นบัตรโดยสาร แต่มูลค่าของบัตร เหลือเพียง 100 บาท...เอาเปรียบผู้บริโภค ชัดเจน หักเป็นค่าบัตร 50 บาท เมื่อเลิกใช้ คืนบัตร คืนเงินให้ 50 บาท......นอกจากนี้ที่ตัวเองได้ประโยชน์ คือ การไม่ต้องจ่าย 30 บาท  รักษาทุกโรค เข้าเงื่อนไขอายุ 60 และได้เงินผู้สูงวัย เป็น เดือนละ  600 บาท   

 ตั้งแต่เกิดมาเป็นพลเมืองคนไทย ที่ไปใช้สิทธิ์มาตลอด ไม่เคยขาดสักครั้งเดียว คือ ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง พอมาถึงอายุ 60 ปี ก็จะได้ใช้สิทธิ ลดราคาค่าโดยสาร เป็นเรื่องใกล้ตัวจริง ๆ เพราะใช้สิทธิ์ได้ทุกเมื่อ เมื่อ ออกจากที่พัก ไปไหนมาไหน ข้อสำคัญต้องทำใจให้นิ่ง อย่าวอกแวก เพราะ พกส. (พนักงานเก็บค่าโดยสาร ) โดยเฉพาะพวกรถร่วม บางคน บางสาย จะชักสีหน้าไม่พอใจ คงไม่คิดถึงว่าตัวเอง จะต้อง แก่ เหมือนกัน หรือ ญาติ ๆ ของคุณก็ได้สิทธินี้ ทั้ง ๆ ที่ กรมการขนส่งทางบก รณรงค์ ให้ประชาชนผู้สูงวัย ใช้สิทธินี้ ....จึงถือเป็นเวรกรรมของเหล่าคนไทยที่เป็นผู้สูงวัย แล้วควักบัตรประชาชนเพื่อใช้สิทธิ์  จำต้องนอบน้อม อย่าไปแสดงอาการตอแย หรือ หัวหมอ ยอมให้ใช้สายตาโขลกสับ ทั้งต่อหน้า และเวลาเดินจากไป บ่นพึมพำ กับ พขร.หรือ ไม่ก็พูดต่อว่าให้ผู้โดยสารข้างเคียงที่ไปนั่งข้างหน้า ได้ยิน เวลาอายุถึงจะได้ไม่กล้าใช้ แต่รถของ ขสมก. ไม่เคยเจอ เต็มใจฉีกบัตร แถมคำ ขอบคุณ อีกต่างหาก เราก็ต้องรีบ ขอบคุณ กลับไป นี่แหละสังคมเมืองไทย

 บันทึกเมื่อ....1 มกราคม 2551.....เวลา 10.40 น.                                                                                                              
ขอบคุณ.......โปรดติดตาม เรื่องเล่า เล่าเรื่อง
เสี้ยว......ของชีวิต   ตอน ต่อไป 

                       
* สงวนสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
ห้ามมิให้ นำส่วนหนึ่งส่วนใด ของบทความ ข้อความ 
เล่าเรื่อง เรื่องเล่า  สี้ยว.....ของชีวิต ในบล๊อกนี้ ไปทำซ้ำ
ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชน ในรูปแบบใด ๆ ทั้งสิ้น
นอกจากจะได้รับอนุญาต เป็นลายลักษณ์อักษร 
จากผู้เขียน เท่านั้น *

                        

                        

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

add comments.